
ปาล์มน้ำมัน... ความหวังใหม่เกษตรกรภาคใต้
โดย...พวงเพชร อึ้งวิศิษฎ์วงศ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย
โดย...พวงเพชร อึ้งวิศิษฎ์วงศ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย
ในขณะที่ราคายางพารายังไม่มีวี่แววจะปรับตัวสูงขึ้น ปาล์มน้ำมันที่เป็นพืชเศรษฐกิจชนิดหนึ่ง ที่รัฐบาลส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาปลูกแทนยางพารา โดยการออกนโยบายจูงใจต่างๆ อาทิ การให้เงินสงเคราะห์สำหรับชาวสวนยางพาราที่หันมาปลูกปาล์มน้ำมันสูงถึง 2.6 หมื่นบาท/ไร่ ในขณะที่ปลูกยางพาราจะได้รับเงินสงเคราะห์เพียง 1.6 หมื่นบาท/ไร่
แม้ผลผลิตปาล์มน้ำมันของไทยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จะเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 11% โดยเพิ่มจาก 5 ล้านตัน ในปี 2548 เป็นจำนวน 12.5 ล้านตัน ในปี 2557 จากเนื้อที่ให้ผลผลิตที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 8% โดยเพิ่มขึ้นจาก 2 ล้านไร่ ในปี 2548 เป็น 4.1 ล้านไร่ ในปี 2557 และมีปริมาณผลผลิตปาล์มน้ำมันเป็นอันดับ 3 ของโลก แต่เมื่อเทียบกับอินโดนีเซียและมาเลเซีย ซึ่งเป็นประเทศที่ปลูกปาล์มน้ำมันมากเป็นอันดับ 1 และ 2 ของโลกแล้ว ผลผลิตปาล์มน้ำมันของไทยยังอยู่ในระดับต่ำ โดยผลผลิตปาล์มน้ำมันของไทยมีสัดส่วนเพียง 5% ของผลผลิตปาล์มน้ำมันโลก
ขณะที่ผลผลิตปาล์มน้ำมันของอินโดนีเซียและมาเลเซีย มีสัดส่วนถึง 45% และ 36% ของผลผลิตโลก ตามลำดับ
สำหรับความต้องการบริโภคน้ำมันปาล์มทั่วโลก มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทั้งด้านอาหารและพลังงาน โดยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โลกมีความต้องการใช้น้ำมันปาล์มเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 6.5% โดยเพิ่มขึ้นจาก 34.2 ล้านตัน ในปี 2548 เป็น 60.8 ล้านตัน ในปี 2557 และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นตามการขยายตัวของประชากรโลก เช่นเดียวกับความต้องการใช้น้ำมันปาล์มของไทยที่เพิ่มขึ้นจาก 8.2 แสนตัน ในปี 2548 เป็น 1.9 ล้านตัน ในปี 2557 หรือเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 9.6%
แหล่งปลูกปาล์มน้ำมันที่สำคัญของประเทศอยู่ในพื้นที่ภาคใต้ โดยในปี 2557 ปาล์มน้ำมันในภาคใต้มีเนื้อที่ให้ผล 3.7 ล้านไร่ หรือสัดส่วน 88% ของประเทศ ให้ผลผลิตได้ 11.4 ล้านตัน หรือสัดส่วน 91% จังหวัดที่มีผลผลิตมาก ได้แก่ กระบี่ 27% สุราษฎร์ธานี 25% และชุมพร 19% ตามลำดับ
อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันภาคใต้มีจุดแข็ง ได้แก่ (1) สภาพภูมิอากาศเอื้ออำนวยในการปลูกปาล์ม เพราะมีฝนตกชุกและสม่ำเสมอตลอดปี มีความชื้นสูงและแสงแดดจัด
(2) มีอุตสาหกรรมรองรับผลผลิตครบวงจร ได้แก่ โรงสกัดและโรงกลั่นน้ำมันปาล์ม โรงงานผลิตไบโอดีเซล
(3) โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มส่วนใหญ่ ผลิตกระแสไฟฟ้าจากน้ำเสียที่ได้จากกระบวนการผลิต ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่าย และมีรายได้เพิ่มจากการจำหน่ายกระแสไฟฟ้า
(4) มีข้อได้เปรียบทางด้าน Logistic ในการเปิดประตูเศรษฐกิจสู่เอเชียใต้
(5) มาตรฐานการผลิตน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ของไทยถือได้ว่าสูงสุดในอาเซียน เนื่องจากน้ำมันมีลักษณะใส ไม่มีตะกอน และไม่เป็นไข
อย่างไรก็ตาม ยังมีจุดอ่อนที่ต้องแก้ไข อาทิ ผลปาล์มมีอัตราน้ำมันต่ำ ต้นทุนการผลิตสูง ผลผลิตต่อไร่ต่ำ เกษตรกรรายย่อยขาดอำนาจต่อรองกับคู่ค้า เช่น ลานเท โรงสกัดน้ำมันปาล์มดิบ รวมทั้งแหล่งเงินทุนจากสถาบันการเงิน ทำให้ไม่มีเงินทุนที่จะมาขยายพื้นที่ปลูกหรือพัฒนาพื้นที่ได้
นอกจากนี้ ปาล์มน้ำมันยังต้องเจอกับสภาวะที่ตลาดไม่มีเสถียรภาพทางด้านราคา เช่น ในช่วงที่ผลผลิตออกมาก ปาล์มน้ำมันมักจะเจอปัญหาราคาตกต่ำ ตลอดจนเป็นสินค้าที่ถูกทดแทนได้ง่าย เมื่อราคาปาล์มสูงขึ้นมาก ผู้บริโภคก็พร้อมที่จะเปลี่ยนไปบริโภคน้ำมันพืชชนิดอื่นที่ราคาใกล้เคียงกันแทน อาทิ น้ำมันถั่วเหลือง
ขณะเดียวกันยังเจอปัญหาการลักลอบนำเข้าน้ำมันปาล์มจากมาเลเซีย ซึ่งราคาต่ำกว่าเข้ามาจำหน่ายในประเทศ โดยอาศัยช่องโหว่ทางกฎหมาย
ที่ผ่านมาภาครัฐมีความพยายามในการพัฒนาปาล์มน้ำมันเพื่อปิดจุดอ่อนดังกล่าว แต่ยังไม่ได้ผลเท่าที่ควร จนกระทั่งล่าสุด สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรได้จัดทำร่างยุทธศาสตร์ปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม ปี 2558-2569 โดยตั้งเป้าหมายในปี 2569 ว่าจะขยายพื้นที่ปลูกให้ได้ 7.5 ล้านไร่ เพิ่มผลผลิตต่อไร่เฉลี่ยให้ได้ 3.5 ตัน และเพิ่มอัตราน้ำมัน (OER) เฉลี่ยให้ได้ 20%
ส่วนด้านอุปสงค์ มีเป้าหมายปี 2569 ว่าจะใช้น้ำมันปาล์มเพื่อการบริโภคเพิ่มขึ้นเป็น 1.35 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 3% ใช้น้ำมันปาล์มเพื่อเป็นพลังงานทดแทนเพิ่มขึ้นเป็น 2.6 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 7% และรักษาระดับการส่งออกน้ำมันปาล์มให้ได้ 3-7 แสนตัน/ปี
การพัฒนาปาล์มน้ำมันให้บรรลุตามเป้าหมายของยุทธศาสตร์ จึงควรเริ่มพัฒนาตั้งแต่ต้นน้ำ โดยการส่งเสริมให้เกษตรกรเก็บเกี่ยวผลปาล์มที่มีคุณภาพ ควบคุมจุดรับซื้อผลปาล์ม ไม่ให้รับซื้อผลปาล์มที่ไม่ได้มาตรฐาน พัฒนาพันธุ์ปาล์มและปุ๋ยให้มีคุณภาพมากขึ้น
นอกจากนี้ ต้องให้ความรู้เกษตรกรด้านการเลือกพันธุ์ปาล์มให้เหมาะสมกับพื้นที่ การจัดการสวนที่ถูกต้อง ความรู้เกี่ยวกับการให้ปุ๋ย การบำรุงดิน และการบริหารจัดการน้ำที่ดี ซึ่งจะทำให้ผลผลิตมีอัตราการให้น้ำมัน และผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น ส่งเสริมให้มีการรวมกลุ่มของเกษตรกรชาวสวนปาล์มซึ่งส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายย่อย เพื่อเสริมสร้างอำนาจการต่อรอง สร้างเสถียรภาพด้านราคา ต้นทุนการผลิต ความมั่นคงและคุณภาพของวัตถุดิบ ซึ่งทำให้ความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้น
ขณะเดียวกัน ควรมุ่งเน้นให้มีการวิจัยและพัฒนาประสิทธิภาพของน้ำมันปาล์มให้สามารถใช้ในอุตสาหกรรมได้หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูง เช่น อุตสาหกรรม Oleochemical ที่สามารถนำไปใช้เป็นสารตั้งต้นในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น อุตสาหกรรมเครื่องสำอาง อุตสาหกรรมซักล้าง อุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมเส้นใยและสิ่งทอ เป็นต้น เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มของน้ำมันปาล์ม และทำให้น้ำมันปาล์มมีราคาดีขึ้น สนับสนุนให้มีการผลิตพลังงานทดแทนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยดึงผลผลิตน้ำมันปาล์มส่วนเกินออกจากตลาดได้ในช่วงที่ผลผลิตมีปริมาณมาก
ทั้งนี้ ควรมีหน่วยงานระดับชาติที่รับผิดชอบโดยตรงในการบริหารจัดการและการพัฒนาปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม ตั้งแต่การผลิตของเกษตรกรจนถึงผลผลิตขั้นสุดท้าย การพัฒนาจะได้มีความต่อเนื่องและเป็นระบบ
ปาล์มน้ำมันจะเป็นพืชที่เป็นความหวังใหม่ของเกษตรกรไทยในภาคใต้ได้จริงหรือไม่ จึงขึ้นอยู่กับความร่วมมือร่วมใจและความจริงจังของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และเกษตรกร ในการแก้ไขจุดอ่อน พัฒนาจุดแข็ง ปรับตัวให้พร้อมเผชิญอุปสรรคที่จะเกิดขึ้น และใช้โอกาสที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด







