
ๆอ-โมบายยอดวูบเข็นรุ่นใหม่ฟื้นรายได้
ช่วงครึ่งปีแรกของปีมะแมนี้ เริ่มถือว่าเกิดสภาวะเหนื่อยกว่าเดิมสำหรับธุรกิจสมาร์ทโฟน
โดย...ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ
ช่วงครึ่งปีแรกของปีมะแมนี้ เริ่มถือว่าเกิดสภาวะเหนื่อยกว่าเดิมสำหรับธุรกิจสมาร์ทโฟน แม้ว่าจีเอฟเคจะประเมินยอดขายสินค้าในกลุ่มสมาร์ทโฟนไว้ถึง 17 ล้านเครื่อง แต่จากภาวะสภาพคล่องของทั่วโลกก็อาจจะส่งผลให้จำนวนเครื่องสมาร์ทโฟนไปไม่ถึงฝั่งฝันเสียแล้ว สะท้อนได้จากยอดขายของหลายค่ายที่ออกมาไม่เป็นไปตามเป้าหมาย
ธนานันท์ วิไลลักษณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สามารถ ไอ-โมบาย กล่าวว่า ช่วงครึ่งปีแรกนี้ยอดขายยังไม่ถึงครึ่งของที่ตั้งเป้าไว้ 4 ล้านเครื่องตลอดทั้งปี ทำให้ต้องปรับแผนนำรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพไม่แพ้แบรนด์ดังเข้ามาเสริมทัพ
“จากสภาวะต่างๆ ทั้งด้านกำลังซื้อ การขนส่งเครื่องรุ่นใหม่เข้ามาช้า อีกทั้งการแจกเครื่องฟรีของโอเปอเรเตอร์ ทำให้เราต้องปรับตัว เพราะฐานลูกค้าของไอ-โมบายจะเป็นกลุ่มต่างจังหวัดมากกว่ากรุงเทพฯ อีกทั้งปัญหาภัยธรรมชาติที่กำลังเกิดขึ้นก็เป็นอีกเหตุผลของการจับจ่ายสินค้ากลุ่มสมาร์ทโฟนลดลง” ธนานันท์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม บริษัทยังหวังว่าเครื่องรุ่นใหม่ที่วางขายช่วงกลางปีและปลายปีนั้น จะสามารถกระตุ้นความต้องการของลูกค้าได้มากขึ้น เพราะราคาสินค้าอยู่ในกลุ่มระดับกลาง ในขณะที่คุณภาพของเครื่องอยู่ที่ระดับไฮเอนด์
“ในช่วงครึ่งปีหลังนี้ ไอ-โมบายจะนำสินค้าเข้ามาในตลาดอีก 7-8 รุ่น ในระดับราคา 5,000-9,000 บาท คุณภาพไม่แพ้แบรนด์ดังอย่างซัมซุงที่เป็นคู่แข่งในกลุ่มราคาระดับกลาง ซึ่งไอ-โมบายและซัมซุงมีส่วนแบ่งตลาดของสินค้าในระดับราคาตั้งแต่ 2,000-4,000 และ 5,000-8,000 บาท รวมกันอยู่ที่ 45% จึงรั้งอันดับ 1-2 มาอย่างต่อเนื่อง” ธนานันท์ กล่าว
นอกจากนี้ ยังพบว่าสินค้าในกลุ่มแท็บเล็ตยังขายดีอย่างต่อเนื่องทั้งสองรุ่น ระดับราคาที่ 3,000-4,000 บาท รวมทั้งยังมีแผนจะนำสินค้ากลุ่มนี้เข้ามาเสริมทัพอีก 1 รุ่น และสร้างความร่วมมือกับโอเปอเรเตอร์ทุกค่ายในการทำโปรโมชั่นแรงๆ เพื่อดึงดูดลูกค้าให้มาซื้อสินค้าแบรนด์ไทยมากขึ้น
“สำหรับภาพรวมการขายสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตในช่วงงานไทยแลนด์โมบายเอ็กซ์โปเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา เราประเมินกำลังซื้อของประชาชนว่ายังมีทิศทางที่ดี ซึ่งไอ-โมบายมียอดขายเป็นไปได้ดีกว่ารายอื่นๆ เพราะถือว่าเป็นจังหวะที่ทุกแบรนด์กระหน่ำลดแลก แจก แถม และหลายแบรนด์ที่เข้ามาทำตลาดช่วงต้นปี ก็อัดแผนการตลาดกันสนุกสนานจนกลายเป็นสีสันกระตุ้นลูกค้าในงานมากขึ้น”
ธนานันท์ ยังมองการเข้ามาของแบรนด์จีนชื่อดังอย่างเซียวมี่ ช่วงกลางปีแบบนี้ด้วยว่า ไม่น่าประสบความสำเร็จเพราะเป็นการเข้ามาไม่ถูกจังหวะ อีกทั้งยังเป็นช่วงกลางปีที่ประชาชนในประเทศชะลอกำลังซื้อ ทำให้โอกาสเสี่ยงสูง
“เราไม่กังวลในการเข้ามาไทยของเซียวมี่ เพราะเคยเจรจากันมาก่อนหน้านี้แล้ว และส่วนตัวมองว่าการเข้ามาทำตลาดช่วงนี้ยากขึ้นกว่าเดิม เพราะทุกแบรนด์ที่เข้ามาแข่งขันตั้งแต่ปลายปีก่อนจนถึงครึ่งปีแรก ตอนนี้ค่อนข้างอยู่ตัวแล้ว ดังนั้นการเข้ามาทำตลาดในช่วงที่ยังไม่มีเทคโนโลยีใหม่อย่างแท้จริง จะกลายเป็นจุดบอดที่ไม่ส่งเสริมให้แบรนด์ยืนอยู่ได้แน่นอน”
ทั้งนี้ จากการสำรวจตลาดพบว่า บริษัท ไบร์ทสตาร์ ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของซอฟต์แบงค์ ได้เป็นตัวแทนนำเข้า Xiaomi Mi4 เข้ามาวางขายอย่างเป็นทางการครั้งแรกในไทย โดยได้เริ่มวางขายแล้ว เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.ที่ผ่านมา หลังจากที่จำหน่ายกับค่ายมือถือทั้ง 3 รายในงานไทยแลนด์ โมบาย เอ็กซ์โป ไปก่อนหน้านี้ โดยไบร์ทสตาร์วางราคาขายเริ่มต้น รุ่น Mi4 ของเซียวมี่ยังอยู่ที่ระดับ 10,900 บาท แต่หากซื้อพร้อมแพ็กเกจราคาเครื่องของบางค่ายจะอยู่ที่ 7,990 บาทเท่านั้น







