
ธปท.ฟันธงภัยแล้ง-กรีซ อาจดึงศก.โตต่ำกว่า3%
ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจรที่ จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. ได้มีการหารือถึงกรณีที่ประเทศกรีซมีความเสี่ยงที่จะผิดชำระหนี้และอาจต้องออกจากการเป็นสมาชิกกลุ่มยูโรโซน
ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจรที่ จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. ได้มีการหารือถึงกรณีที่ประเทศกรีซมีความเสี่ยงที่จะผิดชำระหนี้และอาจต้องออกจากการเป็นสมาชิกกลุ่มยูโรโซน
วิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รมช.คลัง เปิดเผยว่า ครม.รับทราบว่าขณะนี้กรีซอยู่ระหว่างการทำประชามติว่าจะยอมรับเงื่อนไขของประเทศ
เจ้าหนี้และธนาคารกลางยุโรป (ECB) หรือไม่ เนื่องจากมีเงื่อนไขที่ประชาชนกรีซต้องพิจารณา เช่น การขึ้นภาษีธุรกิจโรงแรมจาก 6% เป็น 22% และการตัดลดการรับสวัสดิการ เช่น การรับเงินบำนาญหลังเกษียณ ซึ่งหากประชาชนลงประชามติว่าไม่ยอมรับเงื่อนไขก็เป็นไปได้ว่ากรีซจะออกจากการเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป
อย่างไรก็ตาม ครม.เห็นว่าผลกระทบที่จะมีต่อประเทศไทยจำกัด เนื่องจากกรีซมีขนาดเศรษฐกิจที่เล็กเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ โดยมีขนาดผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศเพียง 8 ล้านล้านบาทเท่านั้น ขณะที่ไทยมีขนาดจีดีพี 12-13 ล้านล้านบาท และความกังวลในเรื่องหนี้สินของกรีซตลาดมีการรับรู้ปัญหานี้ไปพอสมควรแล้ว
รุ่ง มัลลิกะมาส ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจการเงินธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ต่ำกว่าประมาณการ 3% คือปัญหากรีซและยุโรป รวมทั้งปัจจัยภัยแล้งที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้
“ภาวะเศรษฐกิจโลกซึ่งยังเป็นความเสี่ยงด้านลบอยู่ แต่ยังไม่มีนัยสำคัญเพิ่มขึ้นจากที่ ธปท.เคยรายงานในภาวะเศรษฐกิจการเงินปัญหาของกรีซในเบื้องต้น ธปท.เห็นว่าคงกระทบตลาดการเงินโลกและไทยไม่มากนัก เพราะตลาดน่าจะปรับตัวรองรับปัญหาได้อยู่พอสมควร” รุ่ง กล่าว
ทั้งนี้ ปัญหาภัยแล้งจะส่งผลต่อภาวะเงินฝืดอย่างไรหรือไม่นั้น ธปท.ขอไปศึกษาในรายละเอียดก่อนแต่ในเบื้องต้นเชื่อว่าครึ่งปีหลังจะไม่เข้าสู่ภาวะเงินฝืด เนื่องจากเงินเฟ้อจะต่ำสุดในไตรมาส 2 ปีนี้ และจะทยอยปรับดีขึ้นเรื่อยๆ จากฐานราคาน้ำมันที่ต่ำลงแล้วในช่วงครึ่งหลังของปี 2557 ต่างจากช่วงครึ่งแรกที่ฐานราคาน้ำมันยังสูง
สำหรับการใช้กำลังการผลิตในภาคอุตสาหกรรมที่ต่ำกว่า 61% ยังไม่ใช่สัญญาณไร้การลงทุนภาคเอกชนในครึ่งปีหลัง
ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย (อีคอนไทย) กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังยังมีปัจจัยเสี่ยงหลักเดิมๆ อยู่ นั่นคือเรื่องของการส่งออกที่ติดลบอย่างหนัก โดยคาดว่ายอดส่งออกของไทยในปีนี้น่าจะติดลบมากกว่า 2% เนื่องจากเฉพาะเดือน พ.ค.ตัวเลขที่ออกมาก็ติดลบมากถึง 5.1% และเมื่อรวมยอดส่งออก 5 เดือนแรกปีนี้ (ม.ค.-พ.ค. 2558) ก็ยังติดลบถึง 4% อยู่ ซึ่งหากแก้ไม่ได้ก็คงยากที่เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัว เพราะการส่งออกมีมูลค่าอยู่ในจีดีพีของประเทศถึง 60%
ทางด้านอัตราแลกเปลี่ยนที่อ่อนค่าลงในช่วง 4-5 เดือนนี้ อ่อนค่าลงไปแล้ว 4.5% นั้น อาจจะดูว่าน่าจะเป็นผลดีต่อการส่งออกของไทย แต่ถ้าดูค่าเงินในประเทศเพื่อนบ้านแล้วก็จะพบว่ามีการอ่อนค่าลงหมด จึงทำให้ไม่เกิดความได้เปรียบ
ขณะเดียวกัน ก็ต้องจับตาดูสถานการณ์ของกรีซว่าจะสามารถต่อเงินกู้รอบใหม่ได้หรือไม่ เพราะหากต่อไม่ได้ก็มีแนวโน้มที่จะล้มละลายสูง หากเป็นเช่นนั้นก็จะทำให้เงินสกุลยูโรอ่อนค่าลง และเงินจะไหลโยกไปยังเงินสกุลเหรียญสหรัฐ ทำให้เงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้น ซึ่งก็จะส่งผลกระทบต่อการนำเข้าและส่งออกสินค้าของไทยไปด้วย รวมถึงกระทบต่อการบริโภคภายในประเทศเป็นลูกโซ่
“จากการสำรวจกำลังซื้อในต่างจังหวัดพบว่า มีการหดตัวอย่างรุนแรงจากก่อนหน้านี้ที่ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำก็ทำให้กำลังซื้อลดลงไปแล้วระดับหนึ่ง จึงทำให้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ 70% กังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะถ้าเกษตรกรรายได้ไม่ดีกำลังซื้อก็จะลดลง กระทบต่ออัตราการใช้กำลังการผลิตในภาคผลิตให้ลดต่ำลง การทำงานล่วงเวลา (โอเวอร์ไทม์) ลดลง เป็นผลให้เกิดโอกาสการเลิกจ้างงานตามมาเป็นลูกระนาดได้” ธนิต กล่าว







