
พลิกฟื้นประเทศให้ยั่งยืนต้องอาศัยธรรมาภิบาล
โดย...พิษณุ พรหมจรรยา
โดย...พิษณุ พรหมจรรยา
เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.ที่ผ่านมา สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัท ไทย (IOD) ได้จัดการประชุม National Director Conference ประจำปี 2558 หัวข้อ “Re-Energizing Growth through Better Governance” โดยมีกรรมการบริษัท นักธุรกิจและนักวิชาการที่มีชื่อเสียงจากทั้งในและต่างประเทศเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง ในงาน ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี ได้ให้เกียรติกล่าวปาฐกถาพิเศษเปิดการประชุม ซึ่งมีหลายประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องของธรรมาภิบาลภาครัฐ ที่ผมอยากนำมาเล่าต่อให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบ
คุณชายอุ๋ยเปิดประเด็นด้วยคำถามว่า การบริหารประเทศตามหลักธรรมาภิบาลมีส่วนช่วยอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจได้จริงหรือ?
หม่อมอุ๋ยได้ยกตัวอย่างของประเทศจีน ซึ่งเมื่อมีการปราบคอร์รัปชั่นอย่างจริงจังอย่างในปัจจุบันแล้วทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว หรือในกรณีของประเทศไทย ซึ่งรัฐบาลที่แล้วแม้จะบริหารโดยขาดธรรมาภิบาลอย่างสิ้นเชิง มีการคอร์รัปชั่นในทุกระดับแต่กลับช่วยให้เงินสะพัดและทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ดี
หากดูเพียงแค่ผิวเผินก็อาจจะทำให้สรุปผิดไปได้ว่า การบริหารประเทศตามหลักธรรมาภิบาลไม่ได้มีส่วนช่วยการเติบโตของเศรษฐกิจเลย แต่เมื่อพิจารณาให้ลึกซึ้งต่อไปอีก ก็จะเห็นว่าการขาดธรรมาภิบาล ซึ่งทำให้เกิดการคอร์รัปชั่นขนานใหญ่ แม้จะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ดี แต่ก็เป็นการเติบโตที่เกิดจากแรงกระตุ้น ซึ่งจะมีผลแค่ในระยะสั้นเท่านั้น ไม่สามารถสร้างการเติบโตได้อย่างยั่งยืน
การบริหารประเทศโดยคำนึงถึงเฉพาะผลประโยชน์ที่จะได้รับในระยะสั้น และละเลยถึงผลที่ตามมาในภายหลัง สุดท้ายมักจะก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ได้รับในระยะสั้นอย่างมาก สำหรับนโยบายประชานิยมของรัฐบาลชุดก่อนที่มุ่งเน้นแต่ผลระยะสั้น แต่ทำให้เกิดภาระในระยะยาว ซึ่งคุณชายอุ๋ยยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างก็คือ นโยบายการจำนำข้าวและนโยบายรถคันแรก
นโยบายจำนำข้าวนั้น คุณชายอุ๋ยบอกว่า เป็นโครงการที่ก่อให้เกิดผลกระทบกว้างไกลออกไปในหลายมิติ เปิดช่องให้เกิดการโกงได้ในทุกระดับตั้งแต่ระดับข้าราชการไปจนถึงนักการเมือง และก่อให้เกิดความเสียหายกับรัฐบาลสูงถึงเกือบหกแสนล้านบาท ซึ่งเป็นภาระที่ทำให้รัฐบาลต้องออกพันธบัตรระยะยาวมารองรับ ซึ่งต้องใช้เวลาถึง 20 ปี กว่าจะชำระคืนได้หมด
นอกจากนี้ สต๊อกข้าวของรัฐบาลยังเหลืออยู่อีกถึง 17 ล้านตัน ซึ่งรัฐบาลไม่สามารถระบายออกมาในตลาดได้ง่ายๆ และจะส่งผลกระทบต่อโครงสร้างอุปสงค์อุปทานในตลาดโลกไปอีกนานหลายปีนับเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะกดดันราคาข้าวในอนาคต ซึ่งจะย้อนกลับมาสร้างภาระให้กับชาวนาของไทยไปอีกหลายปีด้วย
ที่สำคัญนโยบายนี้ยังได้ทำลายพัฒนาการของการปลูกข้าวในประเทศไทย ซึ่งก่อนหน้านี้มีการพัฒนาข้าวพันธุ์ใหม่ๆ ดีๆ ขึ้นมามาก แต่หลังจากมีการดำเนินนโยบายรับจำนำข้าวในราคาที่สูงเกินจริง ก็ทำให้ชาวนาเปลี่ยนจากการปลูกข้าวคุณภาพดี ไปปลูกข้าวเบาที่โตเร็วสามารถเกี่ยวได้เร็ว ซึ่งแม้จะคุณภาพไม่ดีแต่ราคาก็ต่างจากข้าวคุณภาพดีไม่มากนัก เนื่องจากกลไกราคาถูกบิดเบือนด้วยนโยบายจำนำข้าว
ที่สำคัญปรากฏว่า หลังจากที่เลิกนโยบายจำนำข้าวไปแล้ว ชาวนาไม่มีพันธุ์ข้าวดีสำหรับจะปลูกอีก รัฐบาลต้องนำพันธุ์ข้าวดีไปแจกให้ชาวนา เพื่อสร้างความแตกต่างของข้าวไทย เพื่อให้ข้าวไทยยังสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลกได้
อีกตัวอย่างหนึ่งของนโยบายรัฐบาลก่อนที่มุ่งเน้นผลประโยชน์ระยะสั้น โดยไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบระยะยาว ก็คือโครงการรถคันแรก ซึ่งมีผลในการกระตุ้นยอดขายได้แค่ประมาณปีกว่าๆ เท่านั้น แต่หลังจากนั้นยอดขายรถยนต์ในประเทศก็หดตัวอย่างรุนแรงต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี และยังส่งผลให้หนี้เสียของสินเชื่อรถยนต์ในระบบการเงินเพิ่มขึ้นตามมาด้วย
ในฐานะที่ต้องรับไม้ต่อจากรัฐบาลที่บริหารประเทศโดยขาดหลักธรรมาภิบาลและไม่คำนึงถึงผลกระทบในระยะยาว คุณชายอุ๋ยบอกว่า รัฐบาลชุดปัจจุบันต้องมีจิตใจที่มั่นคง เพราะในช่วงแรกของการสะสางปัญหา เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่เศรษฐกิจจะชะลอตัวลงในระยะสั้น เนื่องจากส่วนเกินทางเศรษฐกิจ (Economic Excess) ที่เกิดจากเงินที่สะพัดเพราะนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจให้โตเกินปกติในระยะสั้นหายไป แต่การชะลอตัวของเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นแค่ประมาณ 1 ปีเท่านั้น หลังจากนั้นก็น่าจะกลับเข้าสู่วิถีการเติบโตตามปกติอย่างยั่งยืนได้ต่อไป
สำหรับประเทศเพื่อนบ้านของไทยที่ถือเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจในเรื่องของการบริหารประเทศอย่างมีธรรมาภิบาลก็คือสิงคโปร์ ที่มีการพัฒนาระบบธรรมาภิบาลจนเป็นที่ยอมรับของนานาชาติเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยดึงดูดการลงทุนและบริษัทธุรกิจจากต่างชาติ ให้หลั่งไหลเข้ามาลงทุนในสิงคโปร์อย่างไม่หยุดยั้ง
การบริหารประเทศโดยยึดหลักธรรมาภิบาลนอกจากจะช่วยสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนต่างชาติและดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติเข้าประเทศแล้ว ยังช่วยให้คนในชาติมีความสุข รู้สึกพึงพอใจที่สามารถก้าวหน้าได้โดยไม่ต้องโกงกิน ในขณะที่ประชาชนก็สบายใจที่สามารถใช้บริการจากภาครัฐได้โดยไม่ต้องหยอดน้ำมัน ซึ่งเป็นบรรยากาศทางเศรษฐกิจที่ทำให้เกิดผลิตภาพที่สูงขึ้น
ที่สำคัญยังทำให้เกิดความสุขทางใจของประชาชน ที่รู้ว่าอยู่ในประเทศที่มีคุณธรรมเป็นที่ตั้งและวางใจได้ว่า ไม่มีผู้บริหารประเทศคนใดข้าราชการคนใดหาประโยชน์เข้าตนเองจากเงินภาษีที่เก็บจากประชาชนทุกคน ซึ่งเรื่องนี้มีความสำคัญยิ่งกว่าอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจเสียอีก
คุณชายอุ๋ยสรุปว่า การจะพลิกฟื้นประเทศไทยให้ประสบความสำเร็จ ต้องใช้หลักธรรมาภิบาลเป็นตัวนำ เพื่อให้ประเทศสามารถพัฒนาและเติบโตได้อย่างยั่งยืน แต่อุปสรรคของธรรมาภิบาลไม่ใช่แค่การหาประโยชน์ใส่ตนเองเท่านั้น แต่ปัญหาเรื่อง Cronyism หรือ การเอื้อประโยชน์ให้แก่พวกพ้องก็ส่งผลเสียอย่างใหญ่หลวงต่อการบริหารแผ่นดินด้วยเช่นกัน เพราะระบบนี้จะไม่เปิดโอกาสให้คนเก่งคนดีได้ขึ้นมาเป็นใหญ่ นำไปสู่การประจบสอพลอ ทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการทำงาน เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบในวงจรธุรกิจ ซึ่งความไม่เป็นธรรมเหล่านี้มีส่วนบั่นทอนผลิตภาพและความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
คุณชายอุ๋ย ทิ้งท้ายด้วยการกล่าวเตือนผู้มีอำนาจทุกคนว่าต้องยึดหลักธรรมาภิบาลให้มั่นคง และต้องระมัดระวังตลอดเวลาในเรื่องการใช้อำนาจ เพราะถ้าเผลอใช้อำนาจไม่เป็นธรรมแค่ไม่กี่ครั้งความศักดิ์สิทธิ์และความน่าเชื่อถือก็จะหายไปอย่างรวดเร็ว ดังเช่นคติพจน์ของ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยที่ว่า “ธรรมคืออำนาจ ไม่ใช่อำนาจเป็นธรรม” หรือในภาษาอังกฤษที่ว่า “Fairness is the source of power. Power does not always generate fairness”







