
ส่งสัญญาณรื้อรธน. ตั้งเป้าหวังปรองดอง
หากมองในภาพรวมของคณะ กมธ.ยกร่างฯ นับว่าเป็นการถอยเพียงครึ่งซอย เพราะหลักสำคัญที่วางไว้ตั้งแต่แรกยังอยู่ครบเกือบ 100%
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
การปาฐกถาประยูร กาญจนดุล ครั้งที่ 7 เรื่อง “รู้ลึก รู้ชัด กับอนาคตรัฐธรรมนูญ” เนื่องในการฉลองครบรอบ 43 ปี แห่งการสถาปนาคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ของ “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.ที่ผ่านมา นับว่ามีนัยสำคัญต่อทิศทางการเมืองข้างหน้าเป็นอย่างมาก
เหตุที่บอกว่ามีความหมาย เนื่องจากประธาน กมธ.ยกร่างฯ เปิดเผยถึงประเด็นที่คณะ กมธ.ยกร่างฯ พร้อมจะแก้ไขตามเสียงร้องจากหลายฝ่ายในหลายประเด็น โดยเฉพาะในบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการได้มาซึ่งอำนาจทางการเมือง
บวรศักดิ์ แจกแจงว่า ประเด็นสำคัญที่จะมีการแก้ไขมีอยู่ด้วยกัน 2 ส่วนสำคัญ ประกอบด้วย
1.สภาผู้แทนราษฎร เตรียมจะปรับตัวเลขจำนวน สส.จาก 450-470 คน ที่แบ่งเป็น สส.ระบบเลือกตั้ง 250 คน และ สส.บัญชีรายชื่อ 200-220 คน มาเป็น สส.ระบบเขตเลือกตั้ง 300 คน และบัญชีรายชื่อ 150-170 คน
2.วุฒิสภา ยังไม่ได้ข้อสรุปที่ตายตัว แต่ ณ ตอนนี้มีทางเลือกอยู่ 2 ทาง ได้แก่ 1.ถ้าให้ สว.มาจากการสรรหาทั้งหมดจะมีจำนวน 150 คน 2.ถ้าให้ สว.มาจากการเลือกตั้งผสมกับสรรหาจะมีจำนวน 225 คน อย่างไรก็ตามมีประเด็นสำคัญที่คณะ กมธ.ยกร่างฯ พร้อมจะปรับแก้ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน คือ การตัดอำนาจการเสนอกฎหมายของ สว.ออกไป
แต่ถึงกระนั้นการส่งสัญญาณถึงการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกนั้นไม่ได้เพิ่งออกมาจากการปาฐกถาของบวรศักดิ์เพียงอย่างเดียว เพราะการประชุมเป็นการภายในคณะ กมธ.ยกร่างฯ ทั้งสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็มีความคิดตกผลึกร่วมกันว่าจะตัดต่อร่างรัฐธรรมนูญใหม่ด้วย โดยได้เน้นถึงเนื้อหาที่เกี่ยวกับนักการเมืองเป็นพิเศษ
ที่สำคัญที่สุดเห็นจะเป็นหมวด “คณะรัฐมนตรี” แม้คณะ กมธ.ยกร่างฯ จะยืนยันให้นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกของสภา ทั้งจากคนที่เป็น สส. และไม่ได้เป็น สส. แต่ก็เตรียมปรับแต่งอำนาจของนายกฯ บางประการใหม่
เช่น มาตรา 181 ว่าด้วยการให้นายกฯ สามารถยื่นญัตติต่อสภาเพื่อขอความไว้วางใจ และมาตรา 182 ว่าด้วยการให้นายกฯ เสนอกฎหมายต่อสภา โดยหากภายใน 48 ชั่วโมงฝ่ายค้านไม่เสนออภิปรายไม่ไว้วางใจ จะถือว่ากฎหมายดังกล่าวผ่านความเห็นชอบจากสภา
มาตรา 181 จะถูกแก้ไขให้ฝ่ายค้านยังสามารถเสนออภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ ได้ จากเดิมที่กำหนดให้เมื่อมีการลงมติไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจนายกฯ ตามมาตรา 181 แล้ว ฝ่ายค้านจะไม่สามารถอภิปรายไม่ไว้วางใจได้อีกในสมัยประชุมนั้น
มาตรา 182 มีแนวโน้มว่าจะทิ้งทั้งมาตรา เพื่อไม่ให้เกิดการใช้ช่องทางพิเศษเสนอกฎหมายที่ขาดความชอบธรรมอย่างกฎหมายนิรโทษกรรมเข้าสู่สภา
การเตรียมแก้ไขมาตรา 181-182 มีความหมายอยู่ไม่น้อย เพราะต้องไม่ลืมว่าคณะ กมธ.ยกร่างฯ มักจะยืนยันอยู่เสมอมีความจำเป็นที่ต้องมีมาตรานี้เอาไว้ เพื่อใช้เป็นไม้เรียวควบคุมไม่ให้พรรคการเมืองขนาดเล็กมีอำนาจต่อรองในสภามากเกินไป แต่เมื่อคณะ กมธ.ยกร่างฯ ยอมถอย ก็แสดงว่าต้องหวังผลในทางการเมืองอยู่ไม่น้อย
โดยคณะ กมธ.ยกร่างฯ จะเริ่มการตัดแปะร่างรัฐธรรมนูญตั้งแต่วันที่ 24 มิ.ย.เป็นต้นไป
หากจะวิเคราะห์ถึงเหตุผลที่คณะ กมธ.ยกร่างฯ ยอมใส่เกียร์ถอยในหลายเรื่องคงหนีไม่พ้นเรื่อง “การสร้างความปรองดอง” อย่างที่ประธาน กมธ.ยกร่างฯ กล่าวที่จุฬาฯ เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.
“รัฐธรรมนูญนี้ไม่ใช่รัฐธรรมนูญในฝัน ตามร่างรัฐธรรมนูญเดิมก็อาจได้สัก 70% เพราะต้องยอมรับว่าสังคมไทย วันนี้ได้แค่นี้ แน่นอนว่าไม่มีใครถูกใจ 100% แต่ทุกคนจะไม่ข้องใจจนต้องลุกออกมาต่อต้าน ฉะนั้นรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะพยายามประสานประโยชน์ทุกกลุ่ม” ส่วนหนึ่งของคำกล่าวบนเวทีของบวรศักดิ์
ทั้งนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่ากระแสคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญในรอบนี้มีมากกว่าเมื่อครั้งการยกร่างรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2550
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ แรงต่อต้านจากฝ่ายการเมือง เพราะเมื่อปี 2550 มีแค่พรรคไทยรักไทย ซึ่งเป็นฝ่ายที่ถูกรัฐประหารเท่านั้นที่ออกมาเปิดหน้าชนเต็มตัว แต่ปัจจุบันได้ปรากฏท่าทีของพรรคประชาธิปัตย์ในการออกมาเป็นแนวร่วมกับพรรคเพื่อไทย เพื่อคัดค้านการร่างรัฐธรรมนูญโดยบังเอิญด้วย
เมื่อสองพรรคการเมืองใหญ่และมีมวลชนในมือจำนวนไม่น้อยต่างมีจุดไปในทำนองเดียวกัน ย่อมมีผลต่อการชี้นำประชาชนต่อการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญในปี 2559 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่คณะ กมธ.ยกร่างฯ ต้องส่งสัญญาณอะไรบางอย่างออกมาเพื่อลดแรงต้านเสียตั้งแต่ต้น
อย่างไรก็ตาม หากจะมองในภาพรวมของคณะ กมธ.ยกร่างฯ นับว่าเป็นการถอยเพียงครึ่งซอย เพราะหลักการสำคัญที่วางเอาไว้ตั้งแต่แรกก็ยังอยู่ครบเกือบ 100% ไม่ได้ถอยกลับไปสู่ระบบเก่าเกือบทั้งหมด
แต่สิ่งที่คณะ กมธ.ยกร่างฯ จะได้กลับคืนมา คือ การช่วยให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านฉันทามติของประชาชนในบั้นปลาย และไม่ถูกประทับเป็นตราบาปว่า กมธ.ทั้ง 36 คน ได้ร่างรัฐธรรมนูญเพื่อประชาชนแต่กลับถูกประชาชนฉีกทิ้ง







