
เอลนินโญ กู้วิกฤตเงินฝืดโลก
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
องค์กรด้านการสำรวจอากาศของทั้งออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และสหรัฐ ต่างประสานเสียงออกมาพร้อมกันว่า โลกกำลังจะเผชิญกับปรากฏการณ์เอลนินโญอย่างแน่นอนภายในช่วงครึ่งหลังปีนี้ และอาจเป็นปรากฏการณ์ที่ยืดเยื้อต่อเนื่องไปอย่างน้อยถึง 12 เดือน
ปรากฏการณ์ธรรมชาติดังกล่าวจะส่งผลให้เกิดภาวะสภาพอากาศแปรปรวนบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิก โดยจะทำให้เกิดภัยแล้งในเอเชีย ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ ในทางกลับกันจะทำให้เกิดฝนตกอย่างรุนแรงในอีกฟากของมหาสมุทร คือ อเมริกาใต้ นำมาซึ่งภัยธรรมชาติอย่างโคลนถล่มและน้ำท่วมหนัก
เอลนินโญจึงเหมือนกับฝันร้ายสำหรับผู้คนที่อาศัยอยู่ในเอเชียแปซิฟิกซึ่งต้องเผชิญกับภาวะฝนตกน้อยกว่าปกติ การทำเกษตรไม่ได้ผลอย่างเต็มที่ทำให้สินค้าเกษตรมีราคาแพงขึ้น โดยประเทศรอบชายฝั่งแปซิฟิกต่างตระหนักถึงภัยความเสียหายจากเอลนินโญเป็นอย่างดี โดยเฉพาะความเสียหายทางด้านเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม หากมองมุมกลับและปรับมุมมองจะพบว่าเอลนินโญอาจส่งผลบวกต่อสภาพเศรษฐกิจมากกว่าผลในแง่ลบก็เป็นได้
ทั้งนี้ หากพิจารณาจากสถานการณ์โลกในปัจจุบันจะพบว่าเศรษฐกิจโลกอยู่ในภาวะซบเซาอย่างหนัก ทุกประเทศกำลังเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ถึงจะฟื้นตัวก็ฟื้นไม่ได้อย่างเต็มที่ และที่สำคัญคือหลายประเทศเสี่ยงกับภาวะเงินฝืดเป็นอย่างยิ่ง
สาเหตุหลักของสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอย่างมากในปัจจุบัน มีปัจจัยหลักๆ มาจากสภาพเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจชั้นนำที่เป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจชะลอตัวพร้อมกันถ้วนหน้า และภาวะราคาสินค้าโภคภัณฑ์ตกต่ำอย่างรุนแรงในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา
ยืนยันได้จากแถลงการณ์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ที่ระบุว่า สาเหตุหลักที่ทำให้ไอเอ็มเอฟจำเป็นต้องปรับลดประมาณการเศรษฐกิจโลกลง ส่วนหนึ่งมาจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ดิ่งฮวบทำให้กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ที่พึ่งพาการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์เป็นหลักขาดรายได้
ทั้งนี้ ปัจจัยที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ดิ่งลงก็มีสาเหตุมาจาก 2 ปัจจัยเช่นกัน ประการแรกคือราคาสินค้าโภคภัณฑ์นั้นดิ่งตามราคาน้ำมันโลก โดยก่อนหน้านี้การโหมขุดเจาะน้ำมันชั้นหินดินดาน (เชลออยล์) ในสหรัฐทำให้ปริมาณซัพพลายน้ำมันล้นโลก จนส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกดิ่งตัวลงถึง 50% อีกปัจจัยหนึ่งคือการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนทำให้สัดส่วนการนำเข้าสินค้าโภคภัณฑ์ของจีนชะลอตัวลง ส่งผลกระทบต่อกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ทั่วโลก
ดังนั้น การเกิดเอลนินโญที่เป็นกลไกหลักทำให้ราคาสินค้าเกษตรแพงขึ้น น่าจะเป็นผลดีมากกว่าผลเสียในการกระตุ้นเงินเฟ้อที่ซบเซาอยู่ทั่วโลกขณะนี้ โดยเข้าไปตัดระบบทำให้ผลผลิตทางการเกษตรลดลงดันราคาให้สูงขึ้นช่วยให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์กลับสู่ภาวะปกติในที่สุด
กรณีดังกล่าวสอดรับกับการคาดการณ์ของซิตี้กรุ๊ป สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่จากสหรัฐที่ระบุว่า ปรากฏการณ์เอลนินโญจะสร้างความเสียหายให้กับสินค้าเกษตร ส่งผลให้เงินเฟ้อในภาคส่วนของอาหารปรับตัวสูงขึ้น โดยคาดว่าราคาน้ำมันพืชซึ่งมีน้ำมันปาล์มเป็นวัตถุดิบหลักจะขยับขึ้น 7.2% ขึ้นไปอยู่ที่ราว 606 เหรียญสหรัฐ/ตัน ในตลาดกัวลาลัมเปอร์ของมาเลเซีย ซึ่งถือเป็นผู้ส่งออกน้ำมันปาล์มรายใหญ่ของโลกมีส่วนแบ่งการตลาดถึง 86%
หากย้อนดูสถานการณ์ของเอลนินโญที่เกิดขึ้นในปี 1997-1998 ราคาน้ำมันปาล์มปรับขึ้นถึง 2 เท่า เนื่องจากผลผลิตที่ลดลงถึง 7% ในอินโดนีเซีย และ 5.5% ในมาเลเซีย
นอกจากนี้ แม้เอลนินโญยังไม่ปรากฏตัวอย่างชัดเจน แต่ข่าวการมาถึงของสภาพอากาศแปรปรวนก็ส่งผลดีต่อสภาพเศรษฐกิจของอินโดนีเซียและมาเลเซียแล้ว โดยทั้งอินเดียและจีนซึ่งเป็นผู้นำเข้าน้ำมันปาล์มรายใหญ่ เพิ่มสัดส่วนการนำเข้าน้ำมันปาล์มในช่วงที่ผ่านมาในปริมาณที่สูงมาก เพื่อเก็บสำรองไว้ก่อนที่ราคาน้ำมันปาล์มจะแพงขึ้น
ข้อมูลจากตลาดน้ำมันปาล์มในแดนเสือเหลืองยืนยันว่า การส่งออกน้ำมันปาล์มของมาเลเซียไปอินเดียเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นถึง 25% จากเดือนก่อนหน้า นอกจากนี้ปริมาณน้ำมันปาล์มที่ส่งออกไปอินเดียได้แตะจุดสูงสุดที่ 2.25 ล้านตัน เมื่อวันที่ 1 มิ.ย.ที่ผ่านมา ขณะที่การส่งออกไปจีนเพิ่มขึ้นถึง 37%
สอดคล้องกับข้อมูลการส่งออกของแดนอิเหนา ที่เอลนินโญส่งผลให้การส่งออกน้ำมันปาล์มไปจีนเพิ่มขึ้นถึง 40% ในไตรมาสแรกที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว
ด้านซิตี้กรุ๊ปยังระบุอีกว่า สินค้าโภคภัณฑ์ประเภทอื่นอย่าง ฝ้าย กาแฟ และที่สำคัญข่าวจะได้รับผลกระทบจากเอลนินโญทำให้ราคาในตลาดเพิ่มสูงขึ้นอีกด้วย โดยอาจมีสัดส่วนการเพิ่มขึ้นได้ตั้งแต่ 10-25% เลยทีเดียว ในช่วงของการเกิดเอลนินโญ ส่งผลดีต่อประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ที่ส่งออกสินค้าเหล่านี้เป็นหลัก
ในขณะเดียวกัน ไฟแนนเชียล ไทมส์ สื่อชื่อดังจากเมืองผู้ดียังเสนอบทความว่า ปรากฏการณ์เอลนินโญยังจะสร้างความแปรปรวนให้กับสภาพอากาศจนส่งผลให้เกิดพายุไต้ฝุ่นและไซโคลนมากขึ้นในมหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดียอีกด้วย
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวย่อมทำให้การขนส่งน้ำมันระหว่างตะวันออกกลางไปยังเอเชียมีความยากลำบากและอันตรายมากขึ้น ขณะที่พายุไต้ฝุ่นในเอเชียจะทำให้การขนส่งน้ำมันกลั่นจากออสเตรเลียไปสิงคโปร์และเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือทำได้ยากลำบากมากขึ้นเช่นกัน
ทั้งนี้ แม้จะไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าราคาน้ำมันสัมพันธ์กับสภาพอากาศ แต่การเกิดเอลนินโญในปี 1977 ก็สร้างความปั่นป่วนให้ตลาดน้ำมันและค่าขนส่งทางเรือมาแล้ว
ดังนั้น เมื่อมองจากสภาพพื้นฐานเศรษฐกิจโลกปัจจุบันแล้ว ปรากฏการณ์เอลนินโญจึงเหมือน “ยาแรง” ที่จะเข้ามาช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจโลกมากกว่าจะเป็น “ยาพิษ” ที่เข้ามาสร้างความปั่นป่วน
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่จะลืมพิจารณาไม่ได้อย่างเด็ดขาดคือ ในความเป็นจริงแล้ว ปรากฏการณ์เอลนินโญกำลังจะทำให้สภาพอากาศแปรปรวน ซึ่งจะทำให้ราคาสินค้าเกษตรเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้นสำหรับประเทศต้องเลี้ยงประชากรปริมาณมหาศาลและไม่สามารถผลิตอาหารได้เพียงพอต่อความต้องการ เอลนินโญน่าจะส่งผลร้ายมากกว่าดี
ในกรณีอินเดีย ประเทศที่มีประชากรมากที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก และไม่สามารถผลิตอาหารได้เพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศอย่างแน่นอน กำลังเผชิญกับฤดูมรสุมที่มาช้ากว่าปกติ ส่งผลให้มีความเสี่ยงที่สภาพอากาศจะแห้งแล้ง
สำหรับอินเดียแล้ว ราคาอาหารถือเป็นครึ่งหนึ่งของดัชนีราคาผู้บริโภค ซึ่งถือเป็นเครื่องมือหลักสำหรับการชี้วัดเงินเฟ้อ ขณะที่ผู้คนส่วนใหญ่กว่า 833 ล้านคน อาศัยอยู่ตามหมู่บ้านในชนบทและพึ่งพาการเกษตรเป็นหลัก เอลนินโญจึงเป็นยิ่งกว่าฝันร้ายสำหรับความหวังในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของนายกรัฐมนตรีหัวปฏิรูป นเรนทรา โมดี
เช่นเดียวกับฟิลิปปินส์ ซึ่งมีประชากรเกินกว่า 100 ล้านคน และจำเป็นต้องนำเข้าอาหารโดยเฉพาะข้าวจากเพื่อนบ้าน ย่อมจะมีสัดส่วนการผลิตอาหารในประเทศได้น้อย และต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นจากภาวะ
เอลนินโญ
ดังนั้น แม้การเกิดเอลนินโญในอดีตจะสร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจโลกอย่างมาก อย่างไรก็ตามหากพิจารณาจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ซบเซาในปัจจุบันแล้ว เอลนินโญน่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจโลกมากกว่าการบ่อนทำลาย







