
ปรีดิยาธรคาดไตรมาส3ฟื้น
รองนายกรัฐมนตรีคาดเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้ปลายไตรมาส 3 คาดส่งออกผงกหัวได้ปลายปี
รองนายกรัฐมนตรีคาดเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้ปลายไตรมาส 3 คาดส่งออกผงกหัวได้ปลายปี
ม.ร.ว.ปรีดียาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจ แสดงความเห็นต่อทิศทางเศรษฐกิจไทย หลังการขึ้นกล่าวปาฐกถาพิเศษในงานประชุมสัมมนากรรมการบริษัทประจำปี 2015 ของสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (ไอโอดี) โดยคาดการณ์ว่าในเดือน ก.ย.นี้ ไทยน่าจะได้เห็นสัญญาณการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ หลังจากที่ฐานกลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาเศรษฐกิจของไทยได้รับแรงกระตุ้นที่ผิด เช่น โครงการรับจำนำข้าวและโครงการรถคันแรก ซึ่งทั้งหมดส่งผลให้โครงสร้างเศรษฐกิจบิดเบือนไป มีการขยายตัวอย่างรวดเร็วในระยะสั้น แต่ก่อให้เกิดความ
เสียหายเชิงโครงสร้างในระยะยาว ทำให้ต้องอาศัยเวลากว่าที่จะทำให้ฐานของเศรษฐกิจเข้าที่ ซึ่งใช้เวลาอย่างน้อย 1 ปี
“เราต้องรอให้ฐานเข้ารูปเสียก่อน ซึ่งสักเดือน ก.ย. ก็น่าจะกลับมาเป็นปกติได้” ม.ร.ว.ปรีดียาธร กล่าว
รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หลังเศรษฐกิจกลับสู่ภาวะปกติแล้ว จะสามารถเติบโตได้ในระดับที่ดีอีกครั้ง โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) มีโอกาสกลับมาโตได้มากกว่า 4% แน่นอน เพราะไทยมีจุดแข็งคือ หนี้ภาครัฐที่อยู่ในระดับต่ำ ซึ่งจะส่งผลให้รัฐมีความสามารถใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้ขยายตัวต่อไปได้อีก 2-3 ปี รวมถึงมีการท่องเที่ยวที่กลับมาขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ภาคการส่งออกยังต้องรอดูตัวเลขการส่งออกอีกครั้งใน 3 เดือนให้หลัง หรือในเดือน ก.ย.นี้ ว่าจะมีการฟื้นตัวขึ้นหรือไม่ เนื่องจากเศรษฐกิจในต่างประเทศรวมไปถึงเศรษฐกิจในประเทศคู่ค้าไม่ดี แต่เชื่อว่าบริษัทต่างๆ จะมีการลงทุนเพื่อผลิตสินค้าเพิ่มในช่วงเดือน ต.ค.นี้
สำหรับอัตราแลกเปลี่ยนของไทยในขณะนี้ ถือว่าอยู่ในระดับที่ดีกว่าเมื่อเทียบกับอัตราแลกเปลี่ยนในเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา
ด้าน นายจิรเทพ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา โฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวภายหลังธนาคารกลางสหรัฐมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0-0.25% ว่า เป็นไปตามที่ตลาดส่วนใหญ่ได้คาดการณ์ไว้ และเนื้อหาไม่ต่างจากการประชุมในเดือน เม.ย.ที่ผ่านมามากนัก
อย่างไรก็ตาม ธนาคารกลางสหรัฐมีการปรับลดประมาณการจีดีพีปีนี้ลงมาอยู่ที่ 1.8-2% จากเดิมที่ 2.3-2.7% และยังปรับเพิ่มการคาดการณ์อัตราการว่างงานขึ้นจาก 5-5.2% เป็น 5.2-5.3% ส่งผลให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลง และทำให้ค่าเงินบาทปรับแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แต่เป็นการเคลื่อนไหวในระดับปกติและสอดคล้องกับเงินสกุลอื่นๆ ในภูมิภาค







