posttoday
อยากเห็น ‘บิ๊กตู่’ เป็นอย่าง...จอร์จ วอชิงตัน

อยากเห็น ‘บิ๊กตู่’ เป็นอย่าง...จอร์จ วอชิงตัน

12 มิถุนายน 2558

โดย...ไพรัช วรปาณิ กรรมการอัยการ

โดย...ไพรัช วรปาณิ กรรมการอัยการ

ใครจะคิดมาก่อนว่าคำกล่าวขอโทษอย่างอ่อนน้อมถ่อมตน จะเป็นถ้อยคำที่ออกจากปากของมหาบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ “บิดาแห่งอเมริกา” ที่กล่าวกับนายทหารหนุ่มที่หลงตัวเอง ในเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้น ขณะที่ยังดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศสหรัฐอเมริกา...

“ถ้ารู้ว่าท่านเป็นนายทหารคงมิกล้าทำให้ขัดเคือง!”

จอร์จ  วอชิงตัน (George  Washington 1732-1799) เขาต่อสู้ให้อเมริกาได้ประกาศเอกราชที่มีอิสรภาพ เสรีภาพอย่างสมบูรณ์ จนได้รับคำยกย่องเป็น “บิดาแห่งอเมริกา”

ต้นตระกูลของวอชิงตัน เป็นเชื้อชาติอังกฤษ เกิดในบ้านหลังเล็กๆ แบบโบราณที่เก่าซอมซ่อแห่งหนึ่ง เมื่อ ค.ศ. 1732

วอชิงตัน สนใจกับการเรียนมาก โดยเฉพาะกับวิชาเรขาคณิต และการเขียนบันทึกประจำวัน เมื่อพบเห็นอะไรเขาจะจดใส่สมุดบันทึกทันที พร้อมด้วยคำคมของบุคคลสำคัญๆ ขณะอยู่ในบ้านจะมีการสนทนาถึงเรื่องราวของสงครามระหว่างอังกฤษและสเปนอยู่เป็นประจำทำให้เขาเกิดอุดมการณ์ที่จะเป็นทหารตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

เมื่ออายุย่างเข้า 15 ปี เขาใฝ่ฝันอยากจะเป็นทหารเรือ เพราะชอบความยิ่งใหญ่ของท้องทะเล จึงปรึกษากับพี่ชายช่วยแนะนำเข้าเป็นทหารเรือสมหวัง แต่ในวันที่เขาจะออกจากบ้าน แม่ของเขารู้เข้าก็ห้ามมิให้ไป เพราะเกรงว่าชีวิตบนทะเลมีอันตรายมาก เขาจึงต้องกลับมาเรียนหนังสือตามเดิมอีกครั้ง

วันหนึ่งขณะที่เขานั่งคุยอยู่กับเพื่อนๆ จู่ๆ ก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน มีเด็กวัยทารกตกลงไปในคลอง แม่ของเด็กร้องเรียกให้ช่วยลูกด้วย วอชิงตันได้ยินเข้าเท่านั้น ก็รีบถอดเสื้อนอกออกแล้วโดดลงไปช่วยทันที และแล้วเขาต้องต่อสู้กับคลื่นน้ำที่ไหลแรงจนแทบจะเอาชีวิตไม่รอด แต่ในที่สุดก็สามารถช่วยเด็กน้อยให้รอดชีวิตมาได้ ท่ามกลางความตะลึงงันของผู้พบเห็น

หลังจากโคลัมบัสได้พบทวีปใหม่ ทุกประเทศก็ถือโอกาสอพยพพลเมืองของตนเข้าไปแย่งชิงพื้นที่ พวกลัทธิใหม่ชาวอังกฤษไม่ยินยอมให้พระเจ้าแผ่นดินและพวกลัทธิเก่ากดขี่ จึงพากันเฮโลเดินทางเข้าไปในแผ่นดินใหม่ที่เต็มไปด้วยความเป็นอิสรเสรีถึง 2 ล้านกว่าคนในขณะนั้น

ขณะเดียวกัน ฝ่ายฝรั่งเศสก็มีเป้าหมายอพยพคนของตนเองเข้าไปเช่นกัน  ด้วยการใช้กำลังทหารบุกรุกเข้าไปในเขตแดนที่อังกฤษถือครอง พร้อมกับการก่อสร้างฐานที่มั่นและปืนใหญ่ไว้ป้องกันจำนวนมาก

รัฐบาลอังกฤษในขณะนั้น มีนโยบายจัดหาผู้แทนไปทำการคัดค้านต่อรองผลประโยชน์ แต่ปรากฏว่าไม่มีผู้ใดกล้ารับหน้าที่ กระทั่งวอชิงตันอาสารับเป็นตัวแทนของอังกฤษไปในอาณานิคมของฝรั่งเศสเพื่อทำหน้าที่เจรจา ระหว่างทางเป็นภูเขาใหญ่ ทุกฝีก้าวสุดแสนอันตราย ประกอบกับเป็นฤดูหนาวจัด ถนนหนทางเต็มไปด้วยก้อนหิมะ แต่วอชิงตันก็ไม่ย่อท้อหรือเกรงกลัวต่ออุปสรรค มุ่งหน้าไปสู่เป้าหมายจนสำเร็จ

จากการเจรจาทางการทูตครั้งแรก ปรากฏว่าล้มเหลวไม่เป็นท่า ทางการอังกฤษจึงมีคำสั่งให้วอชิงตันนำทหารไปโจมตีค่ายป้อมใหญ่ของฝรั่งเศส แม้ไม่ประสบชัยชนะ แต่สำหรับวอชิงตันได้ประสบการณ์การสู้รบมากมาย

หลังจากรัฐบาลอังกฤษใช้มาตรการทางภาษีรีดนาทาเร้นกับพลเรือนผู้อพยพอย่างหนักหน่วง ผู้คนที่ถูกรีดจึงพากันไม่พอใจ ก่อหวอดต่อต้านอย่างแรง วอชิงตันทนไม่ไหวจึงกล่าวว่า ยามวิกฤตเช่นนี้ หากชาวอเมริกาจะรักษาสิทธิเสรีภาพเอาไว้ นอกจากการใช้กำลังทหารเท่านั้น ผู้อพยพจึงพากันสนับสนุนโดยยกให้เขาขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด

ทว่า ทหารผู้ใต้บังคับบัญชาของเขา ล้วนแล้วแต่เป็นชาวบ้านถูกเกณฑ์ ไม่เคยผ่านการฝึกการรบมาก่อน อีกทั้งยังขาดยุทธปัจจัยในการต่อต้านกำลังฝ่ายตรงข้ามได้ แต่ก็โชคดีที่วอชิงตันคิดค้นยุทธวิธีอันล้ำเลิศได้ด้วยการบุกขึ้นไปยึดที่มั่นบนยอดเขาสูง จนสามารถกำชัยชนะในที่สุด

ทหารที่วอชิงตันบัญชาการ นอกจากขาดแคลนเครื่องมือเครื่องใช้ในการสู่รบแล้ว ยังขาดแคลนอาหารการกินอีกด้วย ต้องทนหนาว ทนหิว ยังผลให้มีทหารหนีประจำการอยู่บ่อยครั้ง จนวอชิงตันต้องใช้วิธีการโฆษณาชวนเชื่อ ด้วยวิธีปลุกใจว่าประวัติศาสตร์การปฏิวัติอเมริกาลำบากเพียงใด พวกเราต้องร่วมมือต่อสู้ให้ชนะให้ได้ ด้วยคำคมเปรียบเปรยว่า “การทำการใหญ่เปรียบเหมือนการเพาะต้นกล้า หากหวังให้มันผลิผลจำต้องอาศัยแสงอาทิตย์แห่งความมานะ มุ่งมั่น”

...สงครามยืดเยื้อเป็นเวลาถึง 8 ปี กระทั่งการสู้รบครั้งสุดท้ายทหารอังกฤษพ่ายแพ้อย่างราบคาบ ทำให้อเมริกาชนะเด็ดขาด สามารถขึ้นมายืนประกาศชัยชนะเป็นประเทศเอกราช ตั้งแต่บัดนั้น

ค.ศ. 1783 สงครามสิ้นสุดลง แต่เบี้ยเลี้ยงของเหล่าทหารยังขาดแคลนต่อไปอีกหลายปี ทหารพากันไม่พอใจเป็นอันมาก ที่ได้รู้ว่าแท้จริงแล้วผู้บัญชาการทหารสูงสุดหามีอำนาจเต็มไม่ ต่างยุยงให้วอชิงตันสถาปนาตัวขึ้นเป็นจักรพรรดิ วอชิงตันได้ยินเท่านั้นตกใจด้วยความหวาดกลัวว่า ตั้งแต่ข้าพเจ้าเป็นทหารมา แม้จะต้องเสี่ยงชีวิตฟันฝ่าอุปสรรคนานัปการ ก็ยังไม่เคยมีความตะลึงกลัวแบบนี้มาก่อน พร้อมกับสั่งกำชับลงไปว่าต่อไป หากผู้ใดเกิดมีความคิดอันบ้าบอ
แบบนี้อีก จะสั่งลงโทษอย่างเด็ดขาด ขณะเดียวกันได้ดำเนินการขอเบี้ยเลี้ยงกับรัฐสภามาปลอบขวัญกำลังใจแก่เหล่าทหารสมหวัง

ขณะที่วอชิงตันดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี  มีอยู่วันหนึ่งเขาขี่ม้าออกมาเที่ยวเล่น ผ่านไปข้างแม่น้ำสายหนึ่ง เห็นนายทหารคนหนึ่งบัญชาการให้พลทหาร 2 นาย หามท่อนซุงใหญ่จากแม่น้ำขึ้นบนตลิ่ง แต่ด้วยตลิ่งนั้นสูงชันและท่อนซุงก็หนักมาก พลทหารทั้งสองได้ใช้กำลังสุดแรงแล้ว ก็ยังไม่สามารถยกขึ้นฝั่งได้ นายทหารที่ยืนอยู่บนฝั่งก็สั่งการด้วยเสียงดุดันว่า “ออกแรง ออกแรงให้เต็มที่” ทว่าไม่ยอมลงไปช่วยลูกน้องแม้แต่น้อย วอชิงตันเห็นดังนั้น และเห็นพวกเขาได้ออกแรงเต็มที่แล้วยังขึ้นไม่ได้ จึงพูดว่า “คุณไปช่วยเขาหน่อยซิ”  นายทหารผู้นั้นมองจ้องเขาด้วยความไม่พอใจ และตอบกลับว่า “คุณรู้ไหม? ฉันเป็นนายทหาร”

วอชิงตันจึงกล่าวว่า “ขอโทษ ขอโทษครับ ถ้ารู้ว่าท่านเป็นนายทหารแต่แรก ผมก็คงไม่กล้าทำให้ท่านขัดเคืองใจ” พูดจบวอชิงตันก็ถอดเสื้อนอกออกแล้วลงไปช่วยพลทหาร 2 นายอีกแรงหนึ่ง กระทั่งสามารถยกท่อนซุงนั้นขึ้นบนฝั่งสำเร็จ

ขณะที่วอชิงตันจะแยกจากกัน ก็ได้กล่าวกับพลทหารว่า “ต่อไปพวกท่านมีปัญหาอุปสรรคใด ก็ไปหาผมวอชิงตันนะ ผมจะมาช่วยพวกคุณทันที” พูดจบก็จากไป

นายทหารผู้เป็นนายได้ยินเข้าจึงได้รู้ว่า ที่แท้เขาคือประธานาธิบดีผู้ยิ่งใหญ่ ที่ชาวอเมริกาทั่วประเทศให้ความเคารพ ยืนนิ่งงงด้วยความตะลึงเหมือนไก่ตาแตก!

วอชิงตัน เป็นประธานาธิบดียาวนานถึง 8 ปี โดยได้สร้างรากฐานและมาตรการสร้างสรรค์ระบบการปกครองที่ดีให้แก่ชาวอเมริกาอย่างมั่นคง เสร็จแล้วจึงได้ลาออกจากตำแหน่ง กลับไปใช้ชีวิตในชนบทอย่างเรียบง่ายสมถะ โดยทิ้งผลงานอันยิ่งใหญ่ฝากไว้ในหัวใจชาวอเมริกาทุกคน จนได้รับการยกย่องให้เป็น “บิดาแห่งอเมริกา” อย่างสมศักดิ์ศรี

วอชิงตันได้ถึงแก่อสัญกรรมด้วยโรคภัย เมื่อวันที่ 24 ธ.ค. ค.ศ. 1799 ด้วยวัย 68 ปี ท่ามกลางความโศกเศร้าสะเทือนใจอย่างสุดจะพรรณนาของทุกผู้ทุกคนที่ได้ทราบข่าวร้าย...

การตายของวอชิงตันจึงหนักหน่วงดั่งขุนเขา...ท่ามกลางอาลัยรักของชาวอเมริกา ต่างกับบางคนที่ตายอย่างเบาหวิวเหมือนปุยขน...ตามด้วยคำสาปแช่ง!

 ดังนั้น ด้วยสัญเจตนาจึงอยากจะได้เห็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้นำของประเทศไทย มีบุคลิกที่เป็นเหรียญสองด้าน...ด้านหนึ่งเป็นชายชาติทหารผู้กล้าหาญชาญชัย ซื่อสัตย์ กล้าพูดความจริง มีอุดมการณ์มุ่งมั่นทำงานใหญ่เพื่อประเทศชาติ ส่วนอีกด้านหนึ่งมีความอดกลั้นอดทนกับสิ่งเร้าต่างๆ รอบตัว ลดละความเครียด ความโมโห สะกัดกั้นการแสดงความโกรธปรากฏต่อสาธารณะ โดยใช้หลักความสุขุมคัมภีรภาพให้เป็นประโยชน์ โดยเฉพาะเป็นผู้นำที่มีความอ่อนน้อมถ่อมตนอย่างเช่น “จอร์จ วอชิงตัน” ผู้ซึ่งสามารถรวมใจเหล่าทหารของตนให้เป็นหนึ่งเดียวจนเกิดพลังทำศึกชนะแล้วประกาศอิสรภาพอย่างห้าวหาญ

ดังคำคมในหนังสือ “อุดมการณ์ของชาติ” ของ ดร.สมัคร เจียมบุรเศรษฐ์ อดีตรองผู้ว่าฯ กทม. 2 สมัย ที่ว่า...”ในการบริหารบ้านเมือง ไม่มีหลักบริหารใดดีไปกว่าความรัก ความสามัคคี การประสานกลมเกลียวกันของคนในชาติ ในความเป็นหนึ่งประโยชน์ส่วนรวมเกิดขึ้น ประโยชน์ส่วนตัวจึงเกิด การสร้างสรรค์ให้สังคมเห็นดีเห็นชอบในคุณงามความดี...จึงต้องใช้เวลานั่นเอง!

ข่าวล่าสุด

EmbeddingGemma 2 โมเดล AI ใหม่จาก Google รันได้บนสมาร์ทโฟน

EmbeddingGemma 2 โมเดล AI ใหม่จาก Google รันได้บนสมาร์ทโฟน