
เจรจาธุรกิจการค้าในมาเลเซียยุค AEC ตอนแรก
ถ้ากล่าวถึงประเทศมาเลเซียหลายๆ ท่านอาจจะทราบดีอยู่แล้วว่าเป็น 1 ในประเทศมุสลิมในอาเซียนที่มีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ถือว่ากำลังมาแรงและน่าจับตามอง และถ้าพิจารณาให้ละเอียดจากวิสัยทัศน์ของผู้นำมาเลเซียและความสัมพันธ์ทางด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศไทยกับมาเลเซียแล้ว จะพบว่า มาเลเซียยังคงเป็นอีกประเทศหนึ่งที่เหมาะสำหรับผู้ประกอบการไทยที่ต้องการเข้าไปขุดทองสร้างความมั่งคั่งทางธุรกิจ
ถ้ากล่าวถึงประเทศมาเลเซียหลายๆ ท่านอาจจะทราบดีอยู่แล้วว่าเป็น 1 ในประเทศมุสลิมในอาเซียนที่มีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ถือว่ากำลังมาแรงและน่าจับตามอง และถ้าพิจารณาให้ละเอียดจากวิสัยทัศน์ของผู้นำมาเลเซียและความสัมพันธ์ทางด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศไทยกับมาเลเซียแล้ว จะพบว่า มาเลเซียยังคงเป็นอีกประเทศหนึ่งที่เหมาะสำหรับผู้ประกอบการไทยที่ต้องการเข้าไปขุดทองสร้างความมั่งคั่งทางธุรกิจ
จากประวัติศาสตร์ความเป็นมาของชาติมาเลเซียเราจะพบว่า มาเลเซียในอดีตเคยเป็นเมืองขึ้นและอาณานิคมของประเทศอังกฤษมาก่อนในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 จนถึงศตวรรษที่ 19 และเคยถูกญี่ปุ่นยึดครองระหว่างปี 1942-1945 ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
ก่อนกลับมาอยู่ภายใต้อาณัติของอังกฤษอีกครั้งหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จนได้เป็นเอกราชในปี 1963 ในนาม “สมาพันธรัฐมาเลเซีย” โดยรวมเอาสิงคโปร์ไว้ด้วย ซึ่งต่อมาสิงคโปร์ได้แยกออกจากสมาพันธ์อย่างสันติและได้ประกาศตัวเป็นประเทศเอกราชในปี 1965
มาเลเซียเป็นดินแดนที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ทั้งทางด้านเชื้อชาติ ศาสนาและเผ่าพันธุ์ เชื้อชาติที่มีบทบาทต่อการปกครองและเศรษฐกิจของประเทศมีอยู่ 3 เชื้อชาติ ได้แก่ มาเลย์ จีน และอินเดีย โดยเชื้อชาติมาเลย์จะเป็นฝ่ายที่มีบทบาทในการปกครองประเทศหรือด้านการเมืองเป็นหลัก
ในขณะที่ฝ่ายมาเลย์เชื้อชาติจีนจะมีบทบาททางเศรษฐกิจการค้าเป็นหลัก ส่วนมาเลย์เชื้อชาติอินเดียมักจะมีบทบาทอยู่ในแวดวงนักวิชาการและนักกฎหมาย
นับตั้งแต่ปี 1970 เป็นต้นมา มาเลเซียได้ผันตัวเองจากประเทศผู้ผลิตวัตถุดิบจนกลายมาเป็นประเทศที่มีบทบาททางด้านการผลิตอุตสาหกรรมและบริการในหลากหลายภาคส่วน โดยมีการตั้งเป้าหมายไว้ว่าภายในปี 2020 มาเลเซียจะเป็นประเทศที่อยู่ในสถานะของการมีรายได้สูง และปรับเปลี่ยนจากประเทศผู้ผลิตสินค้าที่มีมูลค่าสูงมาเป็นประเทศที่ให้บริการการลงทุนในด้านเทคโนโลยีชั้นสูง รัฐบาลของมาเลเซียกำลังเน้นด้านการสร้างรายได้จากภาคบริการและลดปริมาณการพึ่งพิงรายได้จากภาคพลังงานโดยเฉพาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ
ปัจจุบันมาเลเซียมีประชากรอยู่ประมาณ 30 ล้านคน และมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวต่อผลผลิตมวลรวมภายในประเทศหรือจีดีพีอยู่ที่ประมาณ 2.45 หมื่นเหรียญสหรัฐ ผลผลิตมวลรวมภายในประเทศส่วนใหญ่มาจากภาคบริการถึงกว่าร้อยละ 56 ตามด้วยภาคอุตสาหกรรมประมาณร้อยละ 34.7 และภาคการเกษตรที่มีเพียงร้อยละ 9.3
ใน “เจรจาธุรกิจการค้าในมาเลเซียยุค AEC ตอนจบ” ผู้เขียนจะพาท่านผู้อ่านไปพบกับข้อมูลเบื้องต้นของมาเลเซียในส่วนที่เหลือ ซึ่งเกี่ยวกับการเจรจาธุรกิจระหว่างประเทศ นอกจากนี้ยังมีหลักสำคัญในการเจรจาต่อรองธุรกิจการค้ากับมาเลเซียอีกด้วย







