
เก็บธรรมะใต้ถุนร้าน(1)
การศึกษาธรรมะ รวมถึงการปฏิบัติให้ได้ดีนั้น สิ่งสำคัญที่เราจะต้องคิดถึง ก็คือ การแสวงหาครูบาอาจารย์
โดย...ณ กาฬ เลาหะวิไลย
หมายเหตุ : เก็บธรรมะใต้ถุนร้าน เป็นเรื่องที่เคยตีพิมพ์ในโพสต์ทูเดย์เมื่อปี 2546 ขณะนั้นใช้นามปากกาว่า รมณ์ ร่มเก่า และครั้งนี้นำมาตีพิมพ์อีกครั้ง โดยใช้ชื่อจริงของผู้เขียน รวมถึงนามจริงของครูบาอาจารย์ที่เกี่ยวเนื่อง เพื่อรำลึกถึงพระคุณพระอุปัชฌายาจารย์ พระญาณสิทธาจารย์ (หลวงปู่ทองพูล สิริกาโม) ที่ละสังขารไปแล้ว จะมีงานพระราชทานเพลิงสรีรสังขารที่วัดสามัคคีอุปถัมภ์ จ.บึงกาฬ ระหว่างวันที่ 18-20 ก.ค. 2558
เมื่อได้บวช
การศึกษาธรรมะ รวมถึงการปฏิบัติให้ได้ดีนั้น สิ่งสำคัญที่เราจะต้องคิดถึง ก็คือ การแสวงหาครูบาอาจารย์ จริงอยู่แม้ในยุคสมัยนี้จะมีหนังสือธรรมะ หรือสื่อธรรมะอื่นๆ มากมาย ทว่าทั้งหมดเป็นพื้นฐานความรู้ แต่ถ้าจะให้ถูกทิศถูกทางจริงๆ ครูบาอาจารย์ยังมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการอ่าน เราอาจเกิดการตีความผิดหรือตีความเข้าข้างตัวเองได้ง่ายๆ
ผมเองทุกวันนี้ก็ยังรำลึกถึงคุณครูบาอาจารย์หลายรูปที่ผมฝากตัวเป็นศิษย์ รวมถึงท่านอาจารย์ที่เป็นพระอุปัชฌาย์ของผม
ต้องเล่าก่อนครับว่า ตั้งแต่เกิดมาจนถึงก่อนบวช ผมไม่เคยได้กราบท่านอาจารย์มาก่อน จนกระทั่งถึงเหตุให้ได้ไปบวช จึงได้มีโอกาสพบพระสงฆ์ผู้ประเสริฐ ผู้ประพฤติดี ประพฤติชอบ เป็นเนื้อนาบุญแท้
สาเหตุที่ผมได้บวช จะว่าไปแล้วก็เป็นเหตุไม่ตั้งใจ เกิดขึ้นเมื่อพี่สาวกับแม่ไปหาพระรูปหนึ่ง ท่านก็บอกว่าให้ลูกชายคนเล็กคือผมนี่แหละไปบวช แล้วต่อไปจะทำอะไรก็ประสบความสำเร็จ
พี่สาวคนดีของผมจึงรีบแจ้นแจงบังคับให้ผมไปบวช ผมเลยตอบไปว่า ถ้าจะบวชเพราะอยากจะทำอะไรให้สำเร็จ จะไม่บวช การบวชจะทำเพราะศรัทธา และจะบวชเป็นพรรษาเลย
วันเดียวกันนั้นเอง ตอนกลางคืนระหว่างที่กำลังจะนอนหลับ ใจก็หวนคิดไปถึงสมัยยังเด็กๆ จนถึงวันนี้ก็ยังไม่เคยทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันตอบแทนพระคุณให้แม่ชื่นใจเอาเลย คิดไปคิดมา ดันกลายเป็นเต่าเผาน้ำตามันไหลพรากได้ไงก็ไม่รู้ ก็เลยตัดสินใจบวช
พ่อผมจึงบอกให้ไปบวชกับท่านอาจารย์ พร้อมกับได้เล่าถึงวัตรปฏิบัติ รวมถึงเรื่องต่างๆ ของท่านอีกมากมายให้ผมฟัง
ก่อนเข้าพรรษาปีนั้นไม่กี่วัน ผมเลยต้องเดินทางไกลจากกรุงเทพฯ ไปโน้น... บึงกาฬ สถานที่ซึ่งผมไม่เคยไปมาก่อน
วันแรกที่ผมไปถึงวัด เป็นช่วงเย็นใกล้ค่ำ สภาพของวัดอยู่บนภูหรือเนินเขาเตี้ยๆ มีต้นไม้มากมาย เสียงหริ่ง เรไร ร้องระงมไปหมด มีแต่ความเย็น ความสงบ
เมื่อผมไปถึงก็เห็นพระกวาดลานวัด พอรู้ว่าผมจะมาบวช ก็ชี้ให้ไปที่กุฏิไม้ 2 ชั้น พร้อมกับบอกว่าท่านอาจารย์กำลังพักอยู่ในกุฏิ
ผมก็ได้แต่ไต่บันไดกุฏิรออยู่หน้าประตูอยู่นาน รอแล้วรอเล่า ท่านก็ยังไม่ออกมา ผมก็เอาล่ะ ในฐานะพวกชอบลองของ ก็เลย...อธิษฐานในใจว่า ถ้าท่านอาจารย์เป็นอย่างที่ผมเคยได้รับรู้ ได้ยินการบอกเล่ามา ขอให้รู้เถอะว่า ผมได้มารออยู่นานแล้ว
เหมือนหนังไทยเลยครับ
พอผมอธิษฐานเสร็จแล้วก็มีเสียงแอ๊ด ประตูกุฏิเปิดขึ้นมาทันที พร้อมๆ กับเสียงที่แว่วมาว่า ใคร...
สะดุ้งละซิครับ ผมถึงกับสะดุ้ง ทำไมถึงได้ประจวบเหมาะยิ่งกว่าประจวบ จำปาทอง อย่างนี้
และภาพที่ผมเห็นจากนั้น ก็คือ พระภิกษุผู้สูงวัยก้าวออกมาจากห้อง ท่านเป็นพระรูปร่างผอม สูง ผิวคล้ำ หูใหญ่ยาว มือเท้ายาว ใบหน้ามีแต่ความเมตตา
ผมก็เลยกราบเรียนไปว่าเป็นใคร ท่านอาจารย์จึงบอกให้ไปอาบน้ำแล้วให้มานอนที่ห้องชั้นล่างของกุฏิไปก่อน
นี่แหละครับ โอกาสแรกที่ผมกราบท่านอาจารย์ก็มีสิ่งที่ทำให้สะดุ้งในใจแล้ว แต่ในฐานะที่ผมเป็นพวกที่ไม่ยอมเชื่อง่ายๆ ใจหนึ่งก็เลย คือว่า บังเอิญ หรือเปล่า!!
แล้วในเวลาต่อมา ผมก็ได้รับคำตอบว่าบังเอิญหรือของจริง
เมื่อผมไปถึงวัด ขณะนั้นใกล้จะถึงกำหนดบวชเข้ามาทุกที สิ่งที่ต้องทำก็คือเร่งการซ้อมขานนาค ที่ค่อนข้างจะมีบทสวดที่ยาว ถ้าใครเคยบวชพระแบบธรรมยุต พระป่าจะต้องรู้ว่าหนักพอดู โดยเฉพาะจะต้องนั่งคุกเข่านานเกือบชั่วโมง
ผมเลยซ้อมหนัก จนก่อนบวช 1 วัน ก็ปวดต้นขาเดินแทบไม่ได้ การนั่งคุกเข่าขานนาคทำไม่ได้เลย
ตกคืนนั้น ผมก็ค่อนข้างกังวลว่าอาการขาเจ็บจะทำให้อดบวช ก่อนนอนก็เลยนั่งพับเพียบประนมมือ แล้วอธิษฐาน (อีกแล้ว) ว่า ถ้าผมจะได้บวช เพื่อทดแทนบุญคุณแม่ พ่อ ปู่ ย่า ตา ยาย ก็ขอให้ขาหายดีเถิด โดยเรียงลำดับการแทนคุณแม่ขึ้นก่อน ด้วยเหตุที่แม่เป็นแรงดลบันดาลใจให้บวช
พอรุ่งเช้า เอ๊ะ ขาผมก็หายดีแบบทันควัน แล้วก็บวชได้สำเร็จในช่วงบ่ายวันที่ 4 ก.ค. 2533 ก่อนเข้าพรรษาโดยปีนั้นตรงกับวันที่ 8 ก.ค. 2533
บวชเสร็จ ประสาพระใหม่ก็ไม่มีอะไรมาก วันแรกก็จำวัด ตื่นขึ้นมาเช้าวันที่ 5 ก.ค.ก็เดินถือร่ม ห่มจีวรไปบิณฑบาต ผ้าก็จะหลุด ฝาบาตรก็จะตก ชุลมุนพอสมควร
แล้ววันนั้นก็ได้เรื่องอีกแล้ว
พอมีการประเคนอาหาร และเณรรูปสุดท้ายได้ตักอาหารเสร็จ ท่านอาจารย์ก็เทศนาขึ้นมาทันที ด้วยเสียงเนิบๆ ว่า ...ในวันนี้มีพระมาบวชใหม่หลายรูป มาทำหน้าที่ลูกผู้ชายสืบทอดพระศาสนา
คราวนี้มาถึงประโยคทอง ท่านก็พูดต่อว่า ใครที่ตั้งใจเอาไว้จะบวชเพื่อทดแทนคุณ แม่ พ่อ ปู่ ย่า ตา ยาย เมื่อบวชเข้ามาแล้ว ก็ให้ปฏิบัติตัวให้ดีสมกับที่ตั้งใจไว้
สะดุ้งเฮือกเลยครับผม...
ก็คำเทศนาของท่านอาจารย์เป็นสิ่งที่ผมอธิษฐานในใจใต้ถุนกุฏิแท้ๆ ท่านรู้ได้อย่างไร แถมยังเรียงลำดับบุคคลเหมือนกับที่ผมเรียงเป๊ะ คือเริ่มจาก แม่ ก่อน แล้วค่อยไป พ่อ ปู่ ย่า ตา ยาย
นี่แหละครับ ครูบาอาจารย์ผู้ปฏิบัติชอบ เป็นพระสุปฏิปันโน จะมีอะไรพิเศษให้เห็นกันโต้งๆ เสมอ เอาแค่ลูกศิษย์คิดผิดท่านก็มีวิธีกระหนาบให้รู้ตัวไปทุกครั้ง
จะลองยกตัวอย่างให้ฟังอีกก็ได้ เย็นวันหนึ่งระหว่างพรรษานั้น ผมเดินไปท้ายวัดกับพระอีกรูป คราวนี้ก็ทำตัวเป็นผู้รู้คุยกันเรื่อง สวรรค์ นรก ต่างก็ลงมติเห็นพ้องกันว่า สวรรค์-นรก ไม่มีจริงหรอก สวรรค์ในอก นรกในใจ ใครทำดีก็มีความสุขเหมือนกับขึ้นสวรรค์ ใครทำชั่วก็ทุกข์เหมือนลงนรก โดยไม่รู้ตัวเลยว่าจะโดนดี
ไม่ต้องรอนานครับ รุ่งเช้าอีกวันเป็นวันพระพอดี ญาติโยมมาทำบุญที่วัด ท่านอาจารย์ก็เทศน์ตามเคย โดยท่านเริ่มต้นว่า วันนี้เป็นวันพระชาวพุทธมาทำบุญให้ทาน คืนก่อนหน้านี้ก็ถือศีลภาวนา เพื่อสร้างสมบัติติดตัวไป อย่างต่ำก็ได้มนุษย์สมบัติ เมื่อแตกกายทำลายขันธ์ก็ได้มาเป็นมนุษย์อีก ไม่ต้องไปเกิดเป็นเปรต ผี สัตว์เดรัจฉาน หรือได้เทวดาสมบัติ ไปเกิดเป็นเทวดา
อ่านให้ดีครับต่อไประโยคทองอีกแล้ว ท่านอาจารย์ก็เทศน์ต่อว่า ...บางคนนะก็พูดว่าสวรรค์ นรกไม่มีจริงหรอก สวรรค์ในอก นรกในใจ มันก็ถูก แต่ถูกครึ่งเดียว เราไม่มีญาณหยั่งรู้เหมือนพระพุทธเจ้าก็อย่างเพิ่งไปคิดว่าสิ่งนั้น สิ่งนี้ไม่มี...
ผมกับพระที่เดินคุยกันเย็นวันก่อนก็ได้แต่มองหน้ากันเลิ่กลั่ก
ก็พระหนุ่ม 2 รูป เพิ่งพูดกันแหม็บๆ อยู่ท้ายวัด พอรุ่งเช้า ท่านก็นาบให้สดๆ อย่าไปคิดผิด
อัดสะจอรอหันการันต์ยอ หรือ อัศจรรย์ เป็นยิ่งนัก
ไม่ใช่แค่ครั้งเดียวหรือสองครั้ง เรียกได้ว่านับกันไม่ถูกที่ท่านอาจารย์จะเทศน์แบบจำเพาะเจาะจงให้บรรดาศิษย์ที่คิดผิด เห็นผิดเป็นการเฉพาะตัว โดยพรรษานั้นตอนค่ำท่านมักจะมาเป็นประธานทำวัตรสวดมนต์และจะเทศนานำนั่งสมาธิภาวนา ซึ่งช่วงเทศนานี่แหละที่พระแต่ละรูปจะนั่งสะดุ้ง เพราะท่านนาบเข้าให้ จนเป็นเรื่องปกติที่พอนั่งภาวนาเสร็จ พระหนุ่มทั้งหลายก็จะมาคุยกันว่า ตอนท่านเทศน์วันนี้ใครโดนท่านสอนเรื่องอะไร
และเมื่อพระบวชใหม่อย่างผมคลั่งขึ้นมา ท่านผู้เป็นพระอาจารย์ผู้ประเสริฐก็ทำการแก้ไข จนทำให้ผมมีโอกาสได้มีพระธรรมเป็นหลักในชีวิตจนถึงป่านนี้
อย่างที่เล่าไปแล้วครับ ผมบวชเสร็จรุ่งขึ้นก็ไปบิณฑบาตครั้งแรก พอตกค่ำหลังจากทำวัตรสวดมนต์เสร็จ ผมก็สวมวิญญาณชายชาติพระเดินตรงแน่วไปโบสถ์เลยครับ ไปทำสมาธิภาวนา นั่งท่อง พุท-โธ เดินจงกรมก็ภาวนา พุท-โธ บริกรรมไปเรื่อยโดยไม่หยุด
กี่ชั่วโมงผ่านไปก็ไม่รู้แล้ว จนดึกใกล้ๆ จะตี 3 ตี 4 นั่นแหละ ผมได้ไปเดินจงกรมนอกโบสถ์ โดยกำหนดว่าถ้าก้าวเท้าขวาก็ให้ท่อง พุท ก้าวเท้าซ้ายก็ท่อง โธ อย่างนี้ไปเรื่อยๆ เดินไปเดินมาไม่หยุด
จนกระทั่งถึงช่วงหนึ่งผมหยุดเดิน และหยุดท่องคำว่า พุท-โธ ด้วย โดยยืนนิ่งอยู่เฉยๆ
มันก็เกิดเหตุไม่คาดฝัน
เพราะแม้ผมจะหยุดท่องคำบริกรรม แต่ปรากฏว่า ได้เกิดเสียงดังขึ้นมาเองบริเวณหน้าอกเยื้องไปใกล้ๆ หัวใจ เป็นเสียงดังกึกก้องทั้งกายว่า พุท-โธ พุท-โธ เป็นจังหวะจะโคน เหมือนกับที่ผมท่องตอนเดินจงกรมไม่ผิดเพี้ยน ทั้งๆ ที่ผมได้เลิกคำบริกรรมไปแล้ว
ผมจึงรีบตั้งสติ เดินเข้าไปในโบสถ์ ก้มกราบพระ แล้วอธิษฐาน (อีกแล้ว) ว่าถ้าธรรมใดที่ผมเคยได้รับรู้มาก่อนในอดีตชาตินับไม่ถ้วน และจะได้รับรู้อีกในขณะนี้ ขอให้สิ่งนั้นบังเกิดด้วยเถิด
เท่านั้นเอง...
เสียง พุท-โธ ที่ดังขึ้นเองตรงหัวใจ ก็เริ่มเคลื่อนตัวเป็นจังหวะ พุท-โธ พุท-โธ ดังที่กลางอก และเคลื่อนต่อไปตามเส้นทางของหลอดลม ผ่านเข้าไปในลำคอ ขึ้นมาที่โคนลิ้น เสียง พุท-โธพุท-โธ ขยับขึ้นไปที่เพดานปากไปที่โพรงรูจมูก
แล้วเพียงแค่ชั่วลมหายใจเข้า-ออกเท่านั้น สิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเมื่อผมหายใจออก ก็มีเสียง...โธ...วิ่งจู๊ดออกไปพ้นปลายจมูก และทันทีที่ผมหายใจเข้าอีกครั้ง เสียง…พุท...ก็วิ่งปรู๊ดเข้ามาในจมูก จากนั้นสรรพเสียงทั้งหลายก็หายเงียบไป
ชั่ววินาทีนั้นเองขนทั่วร่างกายผมลุกซู่ ปีติ เย็นไปทั่วกาย ถ้าจะเปรียบให้ใกล้เคียงแล้ว มันเหมือนกับว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาผมถูกจับเข้าไปอยู่ในห้องทึบสนิท ไม่มีลมเข้าออก และจู่ๆ ผนังทั้งหมดก็พังทลายลงไป
จากนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นอีกประการ กลายเป็นสมบัติติดตัว ก็คือลมหายใจที่เปลี่ยนแปลงไป จากเดิมที่เป็นลมสั้นกระชั้น เป็นลมร้อน นับจากนั้นเป็นต้นมาก็เปลี่ยนเป็นลมหายใจที่ ยาวขึ้น เย็นลง และละเอียดกว่าเดิมมาก ยิ่งในเวลาใดผมภาวนาดี ปฏิบัติดีเท่าไหร่ ลมหายใจก็จะละเอียดเบาบางมากขึ้นเท่านั้น
คืนนั้นผมแทบไม่ได้นอน มองไปทางไหนโลกก็สวยงามไปหมด มีแต่ความสบาย เล่นกับลมหายใจที่คล้ายกับมีแอร์มาติดที่ปลายจมูก
นี่แหละครับ คือสิ่งที่ได้จากการปฏิบัติในคืนที่ 2 ที่ได้บวช และก็คงต้องพูดเหมือนเดิมว่า ทั้งหมดไม่ใช่พรสวรรค์ หรือเทวดาเสกให้
แต่ผมเชื่อว่าเป็นเพราะในการเกิดการตายนับครั้งไม่ถ้วน ผมเคยฝึกฝนการภาวนามาก่อน และได้ปรากฏให้เห็นเมื่อตอนเด็ก ผมนั่งสมาธิได้ดีขึ้นจิตรวม ขนาดถูกยกตัวชูขึ้นมาก็ไม่รู้สึก จนมาบวชของเก่าถึงได้มาเกิดขึ้นให้เห็นอีก
รุ่งเช้าวันที่ 6 ก.ค.ผมก็ออกบิณฑบาตอย่างมีความสุข เดินไปก็ภาวนาไป ไม่ง่วงเหงาหาวนอน เมื่อฉันอาหารเช้าเสร็จ ผมก็ยังเดินจงกรมต่อ ภาวนาต่อ จนกระทั่งช่วงบ่ายใกล้ๆ จะเย็น ผมก็ได้ไปที่โบสถ์อีกครั้ง
แต่ครั้งนี้ ณ โบสถ์แห่งนี้ ก็ได้เกิดเหตุที่ทำให้ผมสติแตก จะเรียกว่า คลั่งหรือบ้าก็ได้
เมื่อเป็นพระบ้า
ในเย็นวันนั้น ผมตรงเข้าโบสถ์เพื่อไปปฏิบัติภาวนา หลังจากสติอยู่กับพุทโธมาตลอดทั้งวัน
ระหว่างที่ผมกำหนดลมหายใจอยู่ในโบสถ์นี้เอง ก็มีความคิดขึ้นมาว่า ลมหายใจของเราจะหายใจเข้าได้สุดแค่ไหน และถ้าหายใจออกจนแทบจะไม่เห็นเหลือลมหายใจเลย เป็นลมหายใจเกือบสุดท้ายมันจะเป็นอย่างไรหนอ
ด้วยความที่ผมเป็นคนประเภทชอบลองของ ก็เอาเลย ผมจัดแจงบังคับลมหายใจ โดยให้หายใจเข้าให้มากสุด ให้เต็มสุดปอดที่สุดและเมื่อลมหายใจออกก็รีดลมให้หมด
ผมกำหนดให้ลมหายใจตัวเองหายใจช้าลงและทำให้ลมหายใจละเอียดยิ่งขึ้น โดยเมื่อหายใจเข้าก็ภาวนาว่า พุททททท หายใจออกก็อยู่ที่คำภาวนาว่า โธธธธธธธ ยาวไปตามลมหายใจ
ทำอย่างนี้ไปได้ไม่เท่าไหร่ เชื่อหรือไม่ครับว่ามันเริ่มรู้สึกกลัว
กลัวตายครับ กลัวตาย
กลัวว่าถ้าเกิดหายใจเข้าไปแล้วเกิดมันไม่ยอมหายใจออก หรือถ้าหายใจออกยาวเกินไป โดยมันดันสิ้นลมหายใจเข้า มันมิตายจริงหรือ
แต่ไอ้ความกลัวตายที่ว่า มันก็ไม่ฮึกเหิมเท่าจิตในขณะนั้น ผมก็เลยอธิษฐานว่าจะเป็นอย่างไรก็เป็นกัน ขอยอมมอบกายถวายชีวิตแด่พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์
...เท่านั้นเองครับ มันก็หมดห่วงอาวรณ์ในการอยู่การตายทุกอย่างปล่อยไปตามลมหายใจ
แล้วสภาพที่เกิดขึ้นถัดมาก็คือ ทุกอย่างมันเป็นไปของมันเอง โดยผมไม่มีการบังคับลมหายใจอีกต่อไป จิตเพียงแต่อยู่ที่ลมหายใจเท่านั้น
และเหตุก็เกิดขึ้นอีก
ในเวลาไม่นานนักลมหายใจของผมก็ยิ่งละเอียดขึ้น ยิ่งยาวววว ยิ่งลึกกกกก ขึ้นกว่าเดิม โดยเมื่อหายใจเข้า ออก ก็เกิดเสียง เปรี๊ยะๆๆๆๆๆ ดังขึ้นเป็นระยะๆ
เสียงที่ว่าไม่ใช่อะไรหรอกครับคือเสียงกระดูมผมลั่นไปทั้งตัวนั่นเอง
ก็เพราะลมหายใจของผมเวลาหายใจเข้า มันก็แทรกตัวเข้าไปทั่วร่างกาย จนเมื่ออัดเข้ามากขึ้น ผมก็ต้องเปลี่ยนเป็นนอนหงาย ลมแทรกไปทั่วร่างกาย แขน ขาจะตึง หน้าอกจะโป่ง และมีเสียงลมดันกระดูกเปรี๊ยะๆๆๆๆๆๆ เป็นระยะ
ขณะที่หายใจออก ลมก็ทยอยออกไป ตัวของผมที่นอนหงายก็จะถูกฉุดขึ้นมา และจะค่อยๆ พับแนบไปข้างหน้าจนหน้าผากชิดหัวเข่า
เคยเห็นโยคีไหมครับ ที่สามารถเอาหัวไปแตะกับหัวเข่า เหมือนลำตัวพับหักตรงกลางได้ สภาพผมในขณะนั้นก็เหมือนโยคีที่ว่า โดยพอหายใจเข้า ตัวก็เอนราบ เหยียดตรง แต่พอหายใจออกตัวผมก็ค่อยๆ ชันขึ้นมาแล้วก็พับหน้าผากก้มไปแตะกับหัวเข่า พับราบเรียบลงไปเหมือนกับการพับผ้าซ้อนกัน !!!
นี่แหละครับ กระดูกทั่วร่างผมเลยลั่นระรัวเปรี๊ยะๆๆๆๆๆๆ เสียงลั่นไปทั่ว
ช่วงเวลานั้นเอง ในโบสถ์ก็มีพระ-เณรอยู่หลายรูป พอเห็นสภาพของผม เสียง เฮ้ย เฮ้ย ก็เริ่มดังขึ้นมา พร้อมๆ กับพระ-เณร เริ่มถอยออกไป เพราะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
ผมก็ยังไม่หยุด และจังหวะที่ผมเหยียดๆ พับๆ อยู่นั้น ก็ดันเกิดความคิดวูบขึ้นมาว่า ผมอยากจะนั่งขัดขา แบบการนั่งสมาธิให้ได้
ก่อนอื่นต้องเล่าให้ฟังก่อนว่า ตั้งแต่ผมเกิดมาแม้ว่าจะมีการภาวนานั่งสมาธิ แต่ผมไม่เคยนั้งสมาธิแบบเอาขาขวาทับขาซ้ายได้เลย ตั้งแต่เด็กแล้ว พ่อเล่าว่า ถ้าผมนั่งขัดสมาธิอย่างนี้ทีไรตัวผมจะล้มไปข้างหลังทุกที ตอนบวชเวลาภาวนานั่งสมาธิ ผมก็นั่งพับเพียบเพราะเส้นเอ็นขาเริ่มแข็ง
เมื่อตัวผมพับไปพับมาได้ กลายเป็นคนตัวอ่อน จิตก็เลยอยากจะนั่งขัดขาแบบการนั่งสมาธิขึ้นมา
ได้เรื่องเลยครับ
ทันทีที่คิดเสร็จ ร่างกายผมมันก็เคลื่อนไหวโดยอัตโนมัติชนิดที่ผมไม่ได้สั่งงาน โดยแขน-ขาก็เริ่มฟาดพื้นโบสถ์ กลิ้งไปเรื่อยๆ บางจังหวะฝ่ามือก็จะเอามือมาตบต้นคอ ตบต้นขา บิดไปมาเป็นจังหวะไป
ทั้งหมดนี้ ถ้าให้อธิบายง่ายๆ มันคือการนวดตัว คลายเส้นเอ็นดีๆ นี่เองครับ โดยเส้นเอ็นผมที่เคยยึดตึงก็คลาย เพราะการฟาดพื้นโบสถ์ ตบต้นคอ จากที่เคยแข็งก็คลายลง ทั้งหมดผมไม่ได้สั่งเพียงแต่กำหนด พุท-โธ ดูมันไปเรื่อยๆ
และตอนนี้แหละครับ เสียงพระ-เณรที่เคยเฮ้ยๆ ก็ไม่มีแล้วครับ ทั้งหมดล่าถอยออกไปนอกโบสถ์กันหมด พร้อมกับส่งเสียงวิจารณ์กันว่าเกิดอะไรขึ้น
ระหว่างนั้นเอง ก็มีเสียงแว่วๆ มาให้ได้ยินว่า ครูบาหรือพระรูปนี้ ทำไมเป็นอย่างนี้ สงสัยจะบวชไม่สึกเป็นพระอรหันต์แน่ๆ
เท่านั้นเองครับ จิตผมก็คว้าหมับทันที และมันเกิดเสียงดังขึ้นตรงหัวใจ เป็นคำว่า เราจะเป็นพระอรหันต์
จากนั้นตัวผมก็นั่งตั้งตรงกลายเป็นท่านั่งสมาธิที่ทำได้สำเร็จเป็นครั้งแรกในชีวิต!!!
และเสียงแปลกประหลาดก็ดังขึ้นในใจย้ำอีก โดยสอดรับกับการนั่งแบบท่านั่งสมาธิได้สำเร็จก็คือ เราจะเป็นพระอรหันต์
นี่แหละครับ สติของผมก็หายวับ กลายเป็นจิตที่ถูกหลอก เป็นจิตที่บ้าไปแล้ว
ผมรีบเหยียดขาออกจากท่านั่ง และวิ่งไปที่กุฏิท่านอาจารย์ทันที
ขณะนั้นเข้าเวลาโพล้เพล้ พอมีแสงแดดรำไร บนกุฏิอาจารย์ผมมีญาติโยมอยู่เต็มไปหมด ผมก็แหวกพรวดเข้าไปประกบใกล้ๆ กับท่านอาจารย์ และก็พูดขึ้นมาว่า ท่านอาจารย์ครับ ผมจะเป็นพระอรหันต์
ท่านอาจารย์ผมไม่ตอบคำ เพียงแต่ลูบหัว และโน้มให้หัวผมมาซุกกับตัก แล้วพูดว่า อย่าติง อย่าติง
ผมก็ไม่รู้ว่า อย่าติง ภาษาอีสานแปลว่า อย่าเคลื่อนไหว ผมก็ไม่หยุด เงยหน้ามาพูดกับท่านอีกว่า ท่านอาจารย์บอกหน่อยสิครับว่า ต่อไปผมจะเป็นพระอรหันต์
ท่านก็โน้มหัวผมลงไปอีกและก็บอกว่า อย่าติง อย่าติง
เหตุการณ์ก็เกิดขึ้นอย่างนี้แหละครับ ที่พระบวชใหม่ 3 วัน อาละวาดอยากเป็นพระอรหันต์ จนกระทั่งมีพระรูปหนึ่งที่อยู่ในบริเวณนั้นกราบเรียนท่านอาจารย์ว่า อาการของผมอย่างนี้น่าเอาไปจับมัด
เมื่อท่านอาจารย์อนุญาต พระ-เณรเลยกรูเข้ามาจับผม ลากลงจากกุฏิ แล้วเอาไปมัดไว้กับเตียงนอนที่ผมเคยนอนใต้ถุนกุฏิ โดยมัดทั้งแขนทั้งขา เหยียดแผ่ยาว
ระหว่างนั้นเอง เสียงประหลาดก็ดังขึ้นบริเวณหัวใจของผม แต่คราวนี้แยกเป็น 2 เสียง
เสียงแรกเป็นเสียงที่เกิดขึ้นมาเองมาจากไหนไม่รู้ แต่ดังขึ้นมา โดยบอกว่า ต่อไปผมจะเป็นพระอรหันต์และจะมีลูกศิษย์ลูกหาทั่วบ้านทั่วเมือง พวกที่เคยจับผมมัด อีกหน่อยจะมาเป็นลูกศิษย์ผมทั้งหมด ฯลฯ สารพัดที่ยกขึ้นมากล่อมให้ได้ยิน
ขณะที่อีกเสียงเป็นเสียงตัวผมเอง ที่พูดโต้ตอบกับเสียงแรก ซักถามว่า จะจริงหรือที่ผมจะเป็นพระอรหันต์ทำไมถึงจะเป็น แล้วพ่อแม่ผมจะทำอย่างไร ฯลฯ
ทั้งสองเสียงมันก็ดังโต้ตอบไปมาอย่างนั้นละครับ นานเท่าไหร่ไม่รู้ กระทั่งผมหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย
ผมตื่นขึ้นมาอีกครั้ง เป็นเวลาที่เลยเที่ยงคืนไปแล้ว แขนขาผมก็ยังถูกจับมัดอยู่ เมื่อเหลือบตาไปด้านข้างผมก็เห็นเณรอยู่รูปหนึ่งนั่งเฝ้าอยู่ห่างๆ ผม ก็เลยบอกเณรไปว่า ให้แกะเชื่อกที่รัดผมออกเถอะ ผมหายแล้ว ไม่มีอะไรแล้ว
เณรรูปนั้นก็ทำท่าชั่งใจอยู่สักพัก ก่อนที่จะเดินหายขึ้นไปกราบเรียบท่านอาจารย์ แล้วก็ลงมาที่ใต้ถุนมาแกะผ้าให้ผม
ผมเลยรีบขึ้นมาหาท่านอาจารย์ พร้อมกับกราบเรียนถามท่านครั้งแรกว่า ผมเป็นอะไรไปครับ
ท่านอาจารย์ท่านไม่ตอบตรงๆ ท่านบอกว่า ให้ไปนอนซะ
ผมก็ถามครั้งที่ 2 อีกด้วยคำถามเดิมว่า ผมเป็นอะไรไป ท่านก็ตอบเหมือนเดิมว่า ให้ไปนอนซะ
ครั้งที่ 3 ผมถามแบบเดิมว่าผมเป็นอะไรไป คราวนี้ท่านเอามือมาลูบหัวผม พร้อมกับเรียกผมด้วยฉายาทางพระว่า สุมังคโล...ไปนอนซะ
เท่านั้นละครับ เหมือนผมจะหายสงสัย เดินลงกุฏิไปนอนหลับ
นอนอีกไม่กี่ชั่วโมง ก็ใกล้รุ่งของอีกวัน คราวนี้ผมตื่นมาราวๆ ตี 5 วันนั้นตรงกับวันที่ 7 ก.ค. 2533 เป็น วันอาสาฬหบูชาและอีกวันคือวันที่ 8 ก.ค.จะเป็นวันเข้าพรรษา ความคิดแรกที่เข้ามาในหัวสมอง ก็คือ
ผมต้องสึก
เหตุผลก็คือผมทำอะไรลงไปก็ไม่รู้ และจะทำให้เกิดความเสื่อมเสียต่อวัดต่อพระศาสนา เช้านี้จะต้องสึก ก่อนที่จะถึงวันเข้าพรรษา
ระหว่างที่กำลังคิดวนเวียนจะสึกเมื่อไหร่อยู่นั้น ประตูใต้ถุนห้องที่ปิดอยู่ก็เปิดแอ๊ดดดดด...ทันทีแบบประจวบเหมาะอีกแล้ว
ร่างผอมสูงของท่านอาจารย์ก็ปรากฏทางสายตา ท่านเดินลงมาหาที่ใต้ถุนกุฏิ พร้อมกับกล่าวด้วยเสียงที่เมตตาว่า วันนี้ไม่ต้องไปบิณฑบาต เดี๋ยวไปไหว้พระรัตนตรัยด้วยกัน
เท่านั้นเองละครับ ความคิดที่ผมจะสึกหายไปเป็นปลิดทิ้ง!!!
และเวลาไม่นานนัก ผมก็ประจักษ์กับหัวใจว่า แท้ที่จริงแล้วที่ผมเหมือนเป็นคนบ้านั้น มันมาจากอะไร
สัปดาห์หน้าอีกแล้วครับ ที่ต้องขอยกยอดไปว่ากันต่อ







