
คิดใหญ่เพื่อพัฒนา
หลังจากประสบความสำเร็จในการก่อตั้ง Light Footsteps Initiative “ญาดา” ก็สมัครเข้าโครงการ Global School Leader
หลังจากประสบความสำเร็จในการก่อตั้ง Light Footsteps Initiative “ญาดา” ก็สมัครเข้าโครงการ Global School Leader เพื่อหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ อีกครั้ง โดยโครงการดังกล่าวจะคัดเลือกเด็กระดับไฮสกูลจากทั่วโลก 30 คน ไปอยู่ที่นิวยอร์ก สหรัฐ เพื่อให้ไปคุยกับผู้ทรงอิทธิพลด้านต่างๆ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้นำเยาวชนเหล่านี้
แม้จะต้องผ่านการคัดเลือกที่หินพอสมควร เพราะต้องเผชิญหน้ากับคู่แข่งระดับอัจฉริยะจากทั่วโลก ทั้งเด็กอายุ 14 ที่เคยทำซอฟต์แวร์ระดับโลก หรือเด็กอายุ 15 ที่ตั้งองค์กรช่วยเหลือเด็กในประเทศกานา แต่ในที่สุด ญาดาก็ได้รับการคัดเลือกให้ไปยืนแถวหน้าในโครงการ โดยเป็นเด็กไทยคนแรก และยังเป็นเพียงแค่คนเดียวที่ได้รับโอกาสให้เข้าร่วมโครงการนี้
“ที่เราประทับใจคือ เราได้ไปคุยกับ ศ.ฮานส์ โรสลิง ซึ่งเป็นแพทย์และผู้สร้างแรงบันดาลใจชื่อดังชาวสวีเดน ทำให้ได้ความรู้เกี่ยวกับสถิติศาสตร์เป็นอย่างมาก รวมถึง ศ.นอม ชอมสกี นักวิชาการด้านภาษาศาสตร์-รัฐศาสตร์ชื่อดัง จาก MIT ซึ่งทั้งสองคนต่างก็รับฟังโครงการของเรา และก็ให้ข้อคิดดีๆ กลับมามากมาย ซึ่งก็ถือว่าคุ้มค่ามากที่เราสามารถเข้าไปอยู่ในโครงการนี้ได้”
ถามว่าหลังจากนี้อยากทำอะไรต่อไป ญาดา บอกว่า ขณะนี้กำลังสนใจเรื่องการทำ Corporate Social Responsibility (CSR) โดยใช้สื่อออนไลน์ ซึ่งก็กำลังศึกษาว่าจะมีนวัตกรรมใหม่ๆ อะไรบ้าง ที่จะสามารถต่อยอดกิจการของเธอออกไปเพื่อขยายโอกาสไปสู่เด็กที่เจ็บป่วยและรอการช่วยเหลือในโรงพยาบาล ได้รับโอกาสเหมือนกับเด็กหลายสิบคนที่เธอเคยช่วยเหลือและจัดกิจกรรมร่วมกันมาแล้วก่อนหน้านี้
“ที่สุดแล้วเราก็อยากกลับมาเมืองไทย อาจจะทำองค์กรพัฒนาศักยภาพเด็กของเรา คนของเราให้ไปสู่ระดับโลกได้มากๆ เพราะจากที่คุยมาหลายคนมีไอเดียที่ดี มีศักยภาพ มีความคิดอยากเปลี่ยนโลกสูง แต่ไม่รู้จะไปยังไงต่อ ถ้าเราสามารถชี้ทางหรือสร้างแรงบันดาลใจให้เขาได้ ก็น่าจะมีประโยชน์” ญาดา กล่าว
ขณะเดียวกัน นอกจากจะเป็นผู้บริหารของสถาบัน Light Footsteps แล้ว ญาดายังมีสถานะเป็นนักเขียน กวี แดนเซอร์ นักดนตรี รวมถึงนักเคลื่อนไหวคนสำคัญ โดยเธอยังมีผลงานหนังสือเป็นภาษาอังกฤษ เตรียมตีพิมพ์อีกไม่นานนี้ โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับโลกในอนาคต
นอกจากนี้ เธอยังทำคลิปสอนท่าเต้นง่ายๆ สำหรับเด็กที่ป่วยในโรงพยาบาลผ่านยูทูบ รวมถึงกำลังทำแคมเปญรณรงค์ให้ใช้ศัพท์ใหม่ “Ailism” สำหรับใช้เรียกผู้ที่พิการ มีปัญหาทางสภาพร่างกายตั้งแต่เกิด แต่ยังสามารถใช้ชีวิตได้ปกติ ซึ่งน่าจะทำให้ถูกล้อเลียนหรือถูกตีตราจากสังคมรอบข้างได้น้อยลง จากเดิมที่ใช้คำว่า “Disability”
นอกจากนี้ ญาดายังมีโปรเจกต์เกี่ยวกับการสร้างหุ่นยนต์ รวมถึงออกแบบแอพพลิเคชั่น เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับผู้หญิง ซึ่งเดินทางคนเดียวในที่สาธารณะในเวลากลางคืน ซึ่งเป็นโปรเจกต์ในสาขาที่เธอเรียนและให้ความสนใจ
ขณะเดียวกัน ญาดาถูกรับเชิญไปในงานพูดเพื่อสร้างแรงบันดาลใจเป็นประจำ โดยเธอบอกว่า “ทุกครั้งที่พูดจะพยายามกระตุ้นให้มองเห็นความสำคัญของผู้ด้อยโอกาสหรือคนเล็กคนน้อย ให้ได้รับโอกาสในสังคม รวมถึงได้มีพื้นที่ยืนมากขึ้น ซึ่งเป็นรูปแบบเดียวกับโครงการ Light Footsteps ที่เธอกำลังทำอยู่ในขณะนี้ ขณะเดียวกันก็ยังกระตุ้นให้บรรดาคนรุ่นใหม่ได้แสดงความสามารถของตัวเองออกมา โดยให้เลิกนิ่งเงียบและคิดว่าตนเองไม่มีค่าอีกต่อไป”







