posttoday
คำสารภาพของอดีตสาวก

คำสารภาพของอดีตสาวก

07 มิถุนายน 2558

เขาไม่ใช่แดงกลับใจเพราะยังภักดีต่อ “ท่าน” อย่างมั่นคง “เขา” คนนี้เป็นเพื่อนของผู้เขียนมาตั้งแต่ที่เราอายุได้ 8 ขวบ

โดย...ทวี สุรฤทธิกุล

เขาไม่ใช่แดงกลับใจเพราะยังภักดีต่อ “ท่าน” อย่างมั่นคง

“เขา” คนนี้เป็นเพื่อนของผู้เขียนมาตั้งแต่ที่เราอายุได้ 8 ขวบ ก็คือเมื่อ 48 ปีที่แล้ว ครั้งที่ผู้เขียนไปเรียน ณ โรงเรียนประชาบาลที่ อ.คง จ.นครราชสีมา ซึ่งเป็นภูมิลำเนาของบิดาผู้เขียน เราเรียนอยู่ด้วยกัน 3 ปี พอจบ ป.4 มารดาของผู้เขียนก็ไปเอาตัวผู้เขียนมาเรียนต่อที่กรุงเทพฯ จากนั้นก็ได้เจอกันบ้างเวลาที่ผู้เขียนไปเยี่ยมปู่กับย่าที่หมู่บ้านนั้น แต่กว่า 20 ปีมานี้ก็ไม่เคยเจอกันอีกเลย จนเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา “เขา” ก็โทรศัพท์มาหาผู้เขียน

สมมติว่าเขาชื่อ “แดง” และโดยอาชีพที่เป็นตำรวจในยศดาบตำรวจ ผู้เขียนจึงเรียกเพื่อนคนนี้ว่า “ดาบแดง” เขาบอกว่าอยากมาหาผู้เขียนตั้งแต่ปี 2550 แล้ว ปีนั้นเขาได้ดูทีวีที่เชิญผู้เขียนในฐานะคณะกรรมการปฏิรูประบบงานตำรวจที่แต่งตั้งโดยนายกรัฐมนตรี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้ไปให้ความเห็นเกี่ยวกับการปฏิรูประบบงานตำรวจ เขาจำหน้าผู้เขียนได้ เพียงแต่ไม่มั่นใจเพราะไม่ใช่ชื่อที่เขารู้จักเมื่อ 40 ปีก่อน จาก “ทวีศักดิ์” เหลือแค่ “ทวี” ส่วนนามสกุลก็เปลี่ยนไปหมด แต่ที่ทำให้เขาต้องล้มเลิกการติดต่อไปก็เพราะผู้เขียนไป “ประณาม” นายของเขา

เมื่อ 8 ปีก่อนที่ดาบแดงอยากมาหาผู้เขียนก็เพื่ออยากจะให้การสนับสนุนเกี่ยวกับการปฏิรูปตำรวจ โดยอยากจะมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับชีวิตการทำงานและการอยู่การกินที่ยากลำบากของตำรวจชั้นผู้น้อย เขาอยากมาเล่าให้ฟังว่าพวกนายร้อยตำรวจที่จบมาใหม่ๆ จากสามพรานนั้นทำงานไม่เป็นหรอก มีพวกเขาคือ หมู่ จ่า และดาบทั้งหลายเป็นพี่เลี้ยง “สอนงาน” ให้ นอกจากจะทำงานไม่เป็นแล้วยังเลือกงานอีกด้วย คือคิดจะทำแต่คดีหรืองานที่ได้เงิน โดยเฉพาะคดีที่เกี่ยวกับคนมีสตางค์และผู้มีอิทธิพล เพราะผู้มีสตางค์ก็จะได้หาช่องทางกรรโชกรีดไถได้ง่ายเพื่อช่วย “เป่าคดี” (แปลว่าไม่ต้องมีความผิด) หรือ “เบาความ” (แปลว่าลดโทษ) หรือบีบให้อีกฝ่าย “ยอมความ”

ส่วนการได้ใกล้ชิดผู้มีอิทธิพลก็จะได้ประโยชน์หลายสถาน เริ่มตั้งแต่เมื่อได้รู้จักผู้กว้างขวางในพื้นที่ ตนเอง (ที่เป็นนายตำรวจสัญญาบัตรนี่แหละ) ก็จะได้รับการปกป้องคุ้มครองจากเจ้าที่นั้น จากนั้นก็สมคบกันหาประโยชน์จากธุรกิจเถื่อนและอิทธิพลมืดต่างๆ ยิ่งจะเป็นการเพิ่มบารมีแก่ทั้งสองฝ่ายให้มากยิ่งๆ ขึ้น จนกระทั่งการได้เข้าไปแอบอิงนักการเมืองที่ได้อาศัยคะแนนเสียงที่ผู้มีอิทธิพลเหล่านั้นเกาะกุมไว้ หรือนักการเมืองนั่นเองแหละที่เป็นหัวหน้าของผู้มีอิทธิพลเหล่านั้น โดยคนเหล่านี้จะช่วยสนับสนุนในการแต่งตั้งโยกย้ายได้ดีกว่าเส้นสายใดๆ เพราะนาย(ตำรวจ)ตัวใหญ่ๆ ที่ปทุมวันก็ยังต้องก้มหัวรับใช้ผู้มีอิทธิพลและนักการเมืองเหล่านี้

เขาอยากจะมาร้องเรียนว่า นายตำรวจร้อยละ 90 ที่เติบใหญ่มาเป็นเพราะผลงานที่ตำรวจผู้น้อยเป็นคนทำให้ รวมทั้ง “หาเงิน” มาให้สร้างความมั่งคั่งและซื้อตำแหน่งต่างๆ นั้นด้วย แต่เมื่อนายตำรวจเหล่านี้เติบใหญ่ขึ้นไปก็ลืมลูกน้อง (ความจริงเป็น “ลูกพี่” คือเป็นพี่เลี้ยงให้กับนายตำรวจเหล่านั้นมาก่อน) บางคนขึ้นไปถึงตำแหน่งนายพลแล้วรับปากว่าจะช่วยปรับพวกจ่านายดาบให้เป็นนายร้อยก็หายหน้าไปหมด ทั้งที่ดาวและช่อชัยพฤกษ์ของนายตำรวจเหล่านี้ล้วนปั้นขึ้นจาก “เกล็ดเหงื่อ” ของตำรวจชั้นผู้น้อยเหล่านี้ทั้งสิ้น

เขาบอกว่า เขารักอดีตนายกฯ ทักษิณมาก เพราะนายตำรวจใหญ่ๆ มาโฆษณาว่าทักษิณเป็นตำรวจก็จะต้องช่วยตำรวจด้วยกัน ซึ่งในช่วงที่ทักษิณเป็นนายกฯ ก็มีการขยับขยายในเรื่องสวัสดิการตำรวจอยู่หลายเรื่อง รวมถึงเรื่องการเลื่อนชั้นยศให้เป็นสัญญาบัตรนั่นด้วย แต่พอ คมช.มายึดอำนาจไล่ทักษิณไปโครงการเหล่านี้ก็ถูกระงับไปหมด นั่นก็จากคำบอกเล่าของนายตำรวจกลุ่มเดิมๆ ซึ่งได้มาประชาสัมพันธ์เป็น “ข่าวลับ-วงใน” อยู่เป็นระยะว่า ขออย่าเพิ่งสิ้นหวัง หากทักษิณหรือพวกของทักษิณกลับมามีอำนาจอีกครั้งในวันใด พวกเราชาวตำรวจก็จะได้รับการอุปถัมภ์ค้ำชูเป็นอย่างดีเช่นเคย นี่จึงเป็นเหตุให้ตำรวจจำนวนมากเป็น “ตำรวจมะเขือเทศ” ไม่คิดจะแก้ไขวิกฤตใดๆ ที่ฝ่ายตรงข้ามทักษิณขอให้เข้าไปจัดการ

ดาบแดงบอกว่า เขาได้ติดตามข่าวสารบ้านเมืองมาโดยตลอด จากวันนั้นในปลายปี 2550 ที่ได้ฟังผู้เขียนพูดออกรายการโทรทัศน์ว่า ทักษิณคือต้นเหตุของความปั่นป่วนในบ้านเมือง รวมทั้งกล่าวด้วยว่ามีนายตำรวจจำนวนมากได้ประโยชน์จากการ “ขุนเลี้ยง” โดยทักษิณ เขาก็ชั่งใจว่าจะไม่มาพบผู้เขียนแม้จะเกลียดนายตำรวจหลายๆ คนที่เหยียบบ่าตำรวจเล็กๆ ขึ้นไปเป็นใหญ่ แต่ก็รู้สึกสงสารทักษิณที่หลายๆ คนไม่เข้าใจใน “ความตั้งใจจริง” ของทักษิณ

ดังนั้น ในตอนต้นเดือนที่ผ่านมาเขาจึงตัดสินใจโทรศัพท์ไปที่มหาวิทยาลัยที่ผู้เขียนทำงานอยู่ แล้วขอนัดมาคุยกันที่ร้านอาหารใกล้ๆ กับมหาวิทยาลัยในเย็นวันต่อมา คำถามแรกหลังจากที่ทักทายกันอย่างตื้นตันและสั่งอาหารเรียบร้อยแล้ว ก็คือ

“อะไรคือความตั้งใจจริงของทักษิณ”

ดาบแดงเล่าว่า คนในบ้านหนองม่วงที่เราเคยเรียนด้วยกันตอนอายุได้ 8 ขวบนั้น เป็นคนเสื้อแดงหมดทั้งหมู่บ้าน เขาเชื่อเช่นนั้นเพราะไม่เห็นมีใครปฏิเสธหรือกล้าด่าทักษิณ ผู้เฒ่าผู้แก่หลายคนเชื่อว่า ทักษิณคือ “พ่อใหญ่คึกฤทธิ์” กลับชาติมาเกิด มีนายตำรวจบางคนที่ถูกย้ายมาจากทางเหนือมาร่ำลือว่า อดีตนายกฯ คึกฤทธิ์กับพ่อของทักษิณเป็นเพื่อนกันเพราะท่านคึกฤทธิ์เคยไปอยู่ทางเหนือเมื่อตอนหนุ่มๆ (ตอนนั้นท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ไปเป็นผู้จัดการธนาคารไทยพาณิชย์อยู่ที่ลำปาง อาจจะมีเพื่อนที่เชียงใหม่บ้างแต่ก็ไม่เห็นท่านเอ่ยถึงพ่อของคุณทักษิณ) ทักษิณตอนที่เป็นนายตำรวจติดตามนายปรีดา พัฒนถาบุตร (รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ในสมัยรัฐบาลท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาให้กับอดีตนายตำรวจติดตามที่เป็นนักโทษหนีคดีอาญาอยู่ขณะนี้) ได้เคยรับถ่ายทอดวิทยายุทธ์หลายอย่างจากอดีตนายกฯ คึกฤทธิ์

อย่างหนึ่งก็คือนโยบายประชานิยมทั้งหลายนั่นแหละ จากเงินผันใน พ.ศ. 2518 ก็มาเป็นกองทุนหมู่บ้านใน พ.ศ. 2544 รวมถึงนโยบายที่สร้างชื่อเสียงให้กับอดีตนายกฯ ที่กำลังจะถูกถอดยศมากที่สุด คือ 30 บาทรักษาทุกโรค นั่นก็มาจากนโยบายคนจนรักษาฟรี ในสมัยรัฐบาลคึกฤทธิ์นั่นเอง นอกจากนั้นทักษิณก็มีความสนิทสนมกับประเทศจีนเป็นพิเศษ ครั้งที่หนีคดีที่ดินรัชดาก็ไปลี้ภัยที่ประเทศจีน เพราะจีนถือว่าทักษิณเป็น “ลูกคึกฤทธิ์” จึงดูแลทักษิณเป็นพิเศษ

เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เกี่ยวเนื่องด้วยทั้งเรื่องสายโลหิต ประวัติศาสตร์การเมือง และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ฯลฯ ไม่น่าเชื่อว่าจะมี “เรื่องร่ำลือ” มากมายในหมู่คนเสื้อแดง

คงจะต้องขอไปปกป้องเกียรติของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์อีกในสัปดาห์หน้า

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค