
‘อุ๋ย’ โละข้าวเน่า 12 ล้านตัน
นับตั้งแต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้าควบคุมอำนาจเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557
โดย...ทีมข่าวเศรษฐกิจภาครัฐโพสต์ทูเดย์
นับตั้งแต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้าควบคุมอำนาจเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 แต่ภารกิจสำคัญของ คสช.และรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในการจัดการมรดกข้าวสารค้างสต๊อก 18 ล้านตัน ยังคงไม่ลุล่วง ขณะที่ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา รัฐบาล คสช.ระบายข้าวสารโดยวิธีการเปิดประมูล 6 ครั้ง และระบายข้าวออกไปได้แล้ว 2.01 ล้านตัน
ยังเหลือข้าวเก่าที่ค้างสต๊อกรัฐสูงถึง 16 ล้านตัน
“ข้าวค้างสต๊อก 16 ล้านตันที่เหลืออยู่เป็นข้าวคุณภาพดีที่ผ่านมาตรฐาน 2.6 ล้านตัน ซึ่งจะนำมาเปิดประมูลข้าวเป็นการทั่วไป 2 ครั้ง ในช่วงเดือน ก.ค.-ส.ค.นี้ ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 13 ล้านตัน เป็นข้าวไม่ผ่านมาตรฐาน ซึ่งมีทั้งข้าวเกรดเอ เกรดบี และเกรดปะปนกันไป ซึ่งหากคัดแยกข้าวเกรดต่างๆ ออกมาจะมีค่าใช้จ่ายสูง จึงต้องหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหาข้อสรุปในเดือน มิ.ย.-ก.ค.นี้ว่าจะระบายข้าวส่วนนี้อย่างไร จากนั้นจะเสนอให้คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) พิจารณาอนุมัติต่อไป” ดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ระบุ
ล่าสุดกรมการค้าต่างประเทศจะเปิดประมูลข้าวทั่วไปรอบใหม่ 1.06 ล้านตัน มูลค่าฟลอร์ไพรซ์ 1.03 หมื่นล้านบาท จากข้าวคุณภาพดีผ่านมาตรฐานทั้งหมด 2.6 ล้านตัน โดยเปิดให้เอกชนยื่นซองคุณสมบัติวันที่ 15 มิ.ย.นี้ ก่อนประกาศรายชื่อผู้ที่มีคุณสมบัติในวันที่ 16 มิ.ย.และเปิดให้ยื่นซองราคาต่อไป
“เชื่อว่าการประมูลรอบนี้จะได้รับความสนใจจากเอกชน เนื่องจากผลผลิตข้าวนาปรังออกสู่ตลาดน้อย หรือแทบจะหมดแล้ว และยังมีเรื่องภัยแล้งที่ทำให้ผลผลิตข้าวเสียหาย ตลาดจึงมีความต้องการข้าวมากในช่วงนี้ ขณะที่ข้าวที่นำออกประมูลเป็นข้าวขาว 5% กว่า 8 แสนตัน ซึ่งเป็นข้าวที่ตลาดต้องการ ส่วนทิศทางราคาข้าวจากนี้ไปน่าจะปรับเพิ่มขึ้น เพราะราคาข้าวผ่านช่วงต่ำสุดไปแล้ว” ดวงพร ประเมิน
ส่วนการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ระหว่างกรมการค้าต่างประเทศ และบริษัท คอฟโก้ ซึ่งมีสัญญาซื้อขายข้าว 1 ล้านตัน ที่ทำไว้ในรัฐบาลชุดที่แล้ว และมีการส่งมอบไปแล้ว 4 แสนตัน ส่วนสัญญาซื้อขายข้าวใหม่ 2 ล้านตัน ในช่วงปี 2558-2559 แบ่งเป็นข้าวใหม่ 1 ล้านตัน และข้าวเก่า 1 ล้านตันนั้น จะทำให้ไทยมีช่องทางระบายข้าวอีก 2.6 ล้านตัน
ด้าน ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่า รัฐบาลกำลังพิจารณาแนวทางลดสต๊อกข้าวรัฐที่มีอยู่ 17 ล้านตัน เพราะเป็นปัจจัยที่กดราคาข้าวในตลาดโลกไม่ให้เพิ่มสูงขึ้น
“สต๊อกข้าว 17 ล้านตัน เป็นข้าวเกรดเอและบีที่ขายออกได้ราว 4 ล้านตัน ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จะทยอยหาจังหวะขายออกไป ส่วนอีก 2 ล้านตันเป็นข้าวเน่าที่ใช้ทำอะไรไม่ได้แล้ว แม้แต่อาหารสัตว์ และที่เหลือเป็นข้าวที่เริ่มเสีย 10 ล้านตัน ตอนนี้กำลังคิดว่าจะนำข้าวเสียและข้าวที่เริ่มเสียรวม 12 ล้านตันนี้ไปทำอะไร และที่มองไว้ คือนำไปทำเอทานอล ซึ่งได้ราคาดีกว่าราคาข้าวเสียที่เอกชนเคยเสนอซื้อที่ 5 บาท/กิโลกรัม โดยขอเวลาคิด 1 เดือน คิดออกแล้วจะประกาศเลย และถ้าลดตรงนี้ได้มันจะช่วยปลดล็อกราคาข้าวได้” ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าว
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ระบุว่า ขณะนี้ข้าวเปลือกเหนียวและข้าวเปลือกหอมมะลิยังมีราคาที่ดี คือ 1.2-1.24 หมื่นบาท/ตัน แต่ข้าวเปลือกเจ้าราคายังต่ำ โดยราคาอยู่ที่ 7,500-8,000 บาท/ตัน ซึ่งโจทย์ของรัฐบาลคือจะทำให้ราคาข้าวเปลือกเจ้าเพิ่มอีก 1,000 บาท/ตัน
อย่างไรก็ดี สำหรับแนวโน้มการส่งออกข้าวไทยที่มีสถานการณ์ไม่ค่อยสู้ดีนัก หลังตัวเลขส่งออกข้าว 4 เดือนแรกของปี (ม.ค.-เม.ย.) พบว่าอินเดียกลับมาเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับ 1 ที่ปริมาณ 2.87 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 32.11% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนไทยตกลงมาอยู่อันดับ 2 ส่งออก 2.82 ล้านตัน ลดลง 3.98% อันดับ 3 คือ ปากีสถาน ที่ส่งออกข้าว 1.72 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 32.09% และอันดับที่ 4 เวียดนาม ส่งออกข้าว 1.7 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 2.71%
โดยประเด็นดังกล่าว ชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย มองว่า ไตรมาสแรกอินเดียและปากีสถานส่งออกข้าวได้มาก เนื่องจากราคาต่ำกว่าคู่แข่ง โดยเฉพาะข้าวไทยที่มีราคาสูงกว่าคู่แข่งอื่นๆ มาก แต่เชื่อว่าครึ่งปีหลังไทยและเวียดนามจะส่งออกข้าวได้มากขึ้น เนื่องจากอินเดียเจอสถานการณ์ภัยแล้งอย่างหนัก ซึ่งอาจทำให้อินเดียเปลี่ยนนโยบายส่งออกข้าว
“ราคาข้าวต่ำสุดแล้ว และมีแนวโน้มสูงขึ้น ดังนั้นในแง่ราคา ราคาข้าวไทยจะไม่ต่ำกว่านี้ ส่วนในแง่ปริมาณคาดว่าปีนี้ไทยจะส่งออกข้าวได้ 9-10 ล้านตัน แต่ต้องรอลุ้นสถานการณ์ของอินเดียด้วย” ชูเกียรติ กล่าว
ขณะที่ สุเทพ น้อยไพโรจน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน ระบุว่า จะเสนอให้ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ออกประกาศให้ชาวนา 22 จังหวัด ในลุ่มน้ำเจ้าพระยาเลื่อนทำนาออกไปเป็นกลางเดือน ก.ค.นี้ ในสัปดาห์หน้า เนื่องจากปริมาณน้ำในเขื่อนหลักๆ มีน้อย ขณะที่ล่าสุดมีการสำรวจพบว่ามีการปลูกข้าวนาปี 2558/2559 ในพื้นที่ดังกล่าว 2 ล้านไร่ จากปกติที่มีการปลูกประมาณ 20 ล้านไร่
ต้องติดตามต่อไปว่ารัฐบาลจะโละข้าวเน่า 12 ล้านตันให้ใคร ราคาเท่าใด และจะทำให้ราคาข้าวโดยรวมขยับขึ้นหรือไม่







