
ตลาดหุ้นเวียดนาม โอกาสใหม่ของนักลงทุนไทย (ตอนที่ 1)
โดย...ดร.วีรพงษ์ ชุติภัทร์
โดย...ดร.วีรพงษ์ ชุติภัทร์
เมื่อวันที่ 13-15 พ.ค.ที่ผ่านมา ท่านคณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต รศ.ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์ และผม ได้นำคณะนักศึกษาหลักสูตร “กลยุทธ์การบริหารเงินลงทุนให้ได้ผลตอบแทนดีที่สุด”(CSI) มหาวิทยาลัยรังสิต ไปสัมมนาและดูงานที่ตลาดหุ้นเวียดนาม โดยได้รับการอำนวยความสะดวกจากคุณบุญพร บริบูรณ์ส่งศิลป์ คุณนฤมล อาจอํานวยวิภาส และคุณสุกิจ อุดมศิริกุล จากบริษัทหลักทรัพย์เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ซึ่งต้องขอขอบพระคุณมา ณ ที่นี้ด้วย
การเดินทางไปครั้งนี้ทำให้ผมได้มีโอกาสเห็นวิวัฒนาการทางด้านเศรษฐกิจและตลาดทุน และยังเห็นโอกาสที่คนไทยน่าจะไปลงทุนได้ดังนี้ครับ
หนึ่ง ระบบการเมืองที่เอื้อให้กับบริษัทภายในประเทศ
เวียดนามมีพรรคเดียว คือ พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม (Communist Party of Vietnam–CPV) ด้วยระบบดังกล่าวทำให้เสถียรภาพทางการเมืองของเวียดนามค่อนข้างมั่นคงเมื่อเทียบกับไทย และมีความคล้ายคลึงกับระบบการเมืองการปกครองที่ใช้ในสาธารณรัฐประชาชนจีน
นโยบายการปกครองจะมาจากรัฐบาลกลาง และมีหน่วยงานท้องถิ่นคอยกำกับดูแล ดังนั้น บริษัทต่างชาติที่จะเข้าไปแข่งขันจึงต้องใช้กลไกเหล่านี้ซึ่งค่อนข้างยุ่งยาก ในขณะที่รัฐวิสาหกิจภายในประเทศซึ่งมีจำนวนมากได้แปรรูปเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไปแล้ว มักจะมีอำนาจหรืออภิสิทธิ์มากกว่าบริษัทต่างชาติ จึงทำให้บริษัทเหล่านี้มีความสามารถในการแข่งขันสูง และมักจะครอบครองส่วนแบ่งการตลาดได้สูงกว่าบริษัทต่างชาติ
สอง เวียดนามกำลังทำตัวแข่งกับไทย
ผมมองว่าเวียดนามเองไม่ได้อยู่เฉย และพยายามทำตัวแข่งกับไทยและอีกหลายประเทศในภูมิภาคนี้ สังเกตได้จากการออกกฎหมายปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ดังนี้
1986 Don Moi (renovation) reformprogram
Mid 1990s: Stalled momentum for political reform
2013: Re-energised stance on reforms.
2011-2020 Tax reform program
January 2014: Corporate income tax reduced from 25% to 22%
Further reduction to 20% by 2016.
ข้อสังเกตจากการออกกฎหมายข้างต้นจะพบว่า มีการออกกฎหมายถี่ขึ้นในช่วงหลังๆ ซึ่งแสดงถึงการตื่นตัวของเวียดนามในการที่จะปรับตัวเข้าสู่ AEC และปรับตัวเพื่อแข่งขันกับไทยและอีกหลายชาติในย่านนี้ ส่วนภาษีนิติบุคคลหรือภาษีที่เก็บจากบริษัทก็จะลดลงมาเหลือ 20% พอๆ กับไทย เพื่อดึงดูดบริษัทจากต่างชาติให้เข้ามาลงทุน
สาม เศรษฐกิจเวียดนามเติบโตดีและมีเสถียรภาพมาก
สถิติจากสำนักข่าว Bloomberg ที่สำรวจอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP Growth) ของ 5 ประเทศ คือ เวียดนาม ไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย ในช่วงปี 2548–2557 พบว่าเศรษฐกิจของเวียดนามไม่มีปีไหนเลยที่จะโตต่ำกว่า 5% ขณะที่ไทยและมาเลเซียเศรษฐกิจโตติดลบในปี 2552 หลังเกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ในสหรัฐอเมริกา ในรอบ 10 ปีที่กำลังพูดถึงอยู่นี้ เศรษฐกิจไทยโตสูงกว่า 5% เพียง 5 ปีเท่านั้น
พูดกันง่ายๆ ก็คือ ถ้าเราเชื่อเรื่องสถิติและคิดว่ามันจะบอกอนาคต ก็พอจะคาดการณ์ได้ว่า เศรษฐกิจของเวียดนามน่าจะยังคงรักษาระดับการเติบโตที่สูงกว่า 5% ได้
ต่อไปอีกในอนาคต ในขณะที่เศรษฐกิจไทยยังลุ่มๆ ดอนๆ บางปีดี บางปีร้าย โดยเรียงลำดับประเทศที่มีอัตราการเจริญเติบโตสูงสุดในรอบ 10 ปีนี้ คือ เวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และไทย ใช่แล้วครับ...ไทยอยู่ในระดับท้ายสุดใน 5 ประเทศข้างต้น
สี่ การส่งออก “พระเอกตัวจริง” ของเวียดนาม
การส่งออกที่เคยเป็นพระเอกตัวจริงของเศรษฐกิจไทย มาถึงวันนี้พระเอกคนนี้เริ่มแก่ตัวลง เพราะการส่งออกของไทยมีแนวโน้มชะลอตัวลงมาโดยตลอด ในขณะที่การส่งออกของเวียดนามยังคงส่องแสงเจิดจรัสอยู่ ข้อมูลของ Bloomberg ระหว่างปี 2548–2557 พบว่าการส่งออกของเวียดนามมีอัตราการเจริญเติบโตเฉลี่ยแล้วสูงเกือบ 20% และสูงที่สุดใน 5 ประเทศที่กล่าวมาข้างต้น
ปี 2554 การส่งออกของเวียดนามก็ขึ้นจุดสูงสุดเติบโตทะลุ 30% ขึ้นไปอีก ในขณะที่ประเทศอื่นเริ่มตกลง หากจัดลำดับเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี ประเทศที่มีการส่งออกเติบโตสูงที่สุดจะได้ดังนี้ คือ เวียดนาม ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ก็จะได้ข้อสรุปว่า เวียดนาม..ที่หนึ่งอีกแล้ว
ห้า เวียดนาม มาติดหล่มที่...การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด
ข้อมูลระหว่างปี 2548-2557 ของการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเทียบกับ GDP ของ 5 ประเทศ พบว่าตัวเลขของเวียดนามที่ออกมาย่ำแย่ที่สุด โดย 6 ปีแรกตัวเลขออกมาติดลบโดยตลอด และเริ่มเป็นบวกตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นมา
หากจะคุยกันเรื่องสาเหตุการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดแล้ว ในกรณีของเวียดนามนั้นน่าจะมาจากเรื่องของการขาดดุลการค้า (Trade Deficit) หรือพูดง่ายๆ ก็คือ มีการ
นำเข้าสูงกว่าการส่งออก และก็จะส่งผลไปยังค่าเงินด่องของเวียดนาม
ผมเองมองว่ารัฐบาลเวียดนามไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากสักเท่าไรนัก แต่กลับไปให้ความสำคัญเรื่องที่อยากจะให้ค่าของเงินด่องลดต่ำลงมากๆ เมื่อเทียบกับเงินสกุลอื่นในภูมิภาค โดยเฉพาะเงินบาทของไทย เพราะเขาขายข้าวแข่งกับไทยอยู่ ดังนั้นเราน่าจะเห็นเงินด่องลดค่าลงอีกในระยะเวลาอันใกล้นี้
ทุกวันนี้เวียดนามยังคงต้องเผชิญกับปัญหาทางด้านเศรษฐกิจอีกมากมาย ซึ่งสะท้อนออกมาในราคาหุ้นที่ยังไม่สูงมากนัก ในตอนต่อไป...ผมจึงจะพาคุณผู้อ่านไปดูตลาดหุ้นเวียดนามว่าเป็นอย่างไร? แล้วพบกันครับ







