
แบงก์อมสภาพคล่องต้นเหตุเงินฝืดเทียม
โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง
โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง
อีกไม่กี่สัปดาห์จะผ่านครึ่งแรกของปี 2558 แล้ว แต่ภาวะเศรษฐกิจไทยยังคงซบเซา การค้าขายไม่คึกคักเหมือนในช่วงที่เศรษฐกิจดี อัตราเงินเฟ้อของไทย 5 เดือนของปีนี้ขยายตัวติดลบ 0.77% เป็นการติดลบมากบ้างน้อยบ้างตามภาวะเศรษฐกิจ และมีแนวโน้มว่าจะติดลบตลอดทั้งปี
เงินเฟ้อที่ติดลบนี้ส่วนหนึ่งมาจากราคาพลังงานที่ลดลง สินค้าเกษตรก็ตกต่ำ ระดับราคาสินค้าอุตสาหกรรมไม่มีการปรับตัวขึ้นมาตั้งแต่ปีที่แล้ว ร้านค้าต่างๆ พยายามหาโปรโมชั่นมาส่งเสริมการขายให้ยอดขายกระเตื้องขึ้น ความพยายามกระตุ้นการบริโภคจากทางฝั่งเอกชนยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ด้วยการจัดโปรโมชั่นลดแลกแจกแถม แต่ตัวเลขยอดขายส่วนใหญ่ก็ยังทรงตัว แถมสินค้าที่ไม่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตมียอดขายลดลงมาก
ตามเทคนิค การที่เงินเฟ้อติดลบต่อเนื่อง 5 เดือน ถือว่าเข้าข่ายเงินฝืดได้แล้ว เพราะสะท้อนภาพการบริโภคของประชาชนที่ยังไม่ฟื้นตัวดี การลดการใช้จ่ายลงมีเหตุผลไม่กี่อย่าง นั่นคือไม่มีเงินจะใช้ กับมีเงินแต่ไม่ใช้ เนื่องจากไม่แน่ใจในอนาคตข้างหน้าว่าเศรษฐกิจจะดีจริงหรือไม่ หรือมีความเสี่ยงในอาชีพหรือเปล่า
ที่ถือว่าสถานการณ์เศรษฐกิจในขณะนี้เข้าข่ายเงินฝืดนั้น ก็เพราะปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจหากดูเลขปริมาณเงินที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศ ก็จะเห็นว่าปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจยังมีเพียงพอที่จะไม่บ่งบอกว่าเงินฝืด
แต่ทว่าหากดูจากอาการของหนี้เสียในระบบธนาคารพาณิชย์ที่ทยอยเพิ่มขึ้น การค้างชำระหนี้ของสินเชื่อบริโภคเกินกว่า 3 เดือน ก็นับได้ว่าเริ่มเห็นสัญญาณเกิดภาวะเงินฝืดขึ้นในเศรษฐกิจระดับจุลภาค (Micro)
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุในรายงานภาวะสังคมประจำไตรมาส 1/2558 พบว่า หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในไตรมาสแรกหนี้เสียอยู่ที่ 92,426 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17% หรือคิดเป็น 2.6% ของสินเชื่อรวม
สศช.รายงานว่า สินเชื่อค้างการชำระเกิน 3 เดือน มีการขยายตัวเพิ่มขึ้น 27.4% มาอยู่ที่ 15,469 ล้านบาท ยอดค้างหนี้บัตรเครดิตเกิน 3 เดือน เพิ่มขึ้น 22% มาอยู่ที่ 8,933 ล้านบาท เห็นได้ชัดเจนว่าหนี้เสียจากการบริโภคมีแนวโน้มสูงขึ้นมาก
อย่างไรก็ดี การดูจากตัวเลขหนี้เสียและการบริโภคจะบ่งบอกว่าเกิดเงินฝืดยังไม่พอ หันไปดูทางด้านกำไรของบริษัท ห้างร้าน นิติบุคคล มีกำไรน้อยลง รัฐบาลก็เก็บภาษีได้ต่ำลง โดยเฉพาะกรมสรรพากรเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้าหมายติดต่อกันหลายเดือน
ฉะนั้น ผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างช้าๆ คือ ธุรกิจใดที่สู้ภัยเศรษฐกิจไม่ไหว ก็ทยอยลดค่าใช้จ่าย ตัดทอนส่วนที่จำเป็นน้อยที่สุดก่อน แล้วจึงจะลามมาที่ค่าทำงานล่วงเวลา การจ้างงานใหม่ การเลิกจ้างจะเป็นหนทางสุดท้ายที่นายจ้างจะทำ
กิจกรรมทางเศรษฐกิจในขณะนี้ไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างหวือหวาเพราะเงินไม่คล่อง เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะการหมุนเวียนของเงินในระบบเศรษฐกิจ (Multiplier effect) หมุนรอบได้น้อยมาก เห็นได้จากการที่รัฐบาลจ่ายเงินค่าจำนำข้าวให้ชาวนาไปเมื่อปลายปีที่แล้ว หรือจ่ายเงินช่วยเหลือปัจจัยการผลิตให้ชาวนาที่ปลูกข้าวไร่ละ 1,000 บาท แต่ก็ไม่ได้ช่วยกระตุ้นการใช้จ่าย ดูเหมือนแทบจะไม่มีผลต่อระบบเศรษฐกิจเสียด้วยซ้ำ
ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเงินที่รัฐบาลฉีดออกไปในระบบผ่านโครงการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยต่างๆ เมื่อหมุนรอบไปจนถึงสถาบันการเงิน และธนาคารพาณิชย์ เงินก็ไปกองอยู่ที่นั่น ผ่านการชำระหนี้ของลูกหนี้ ที่เมื่อมีรายได้ก็นำเงินไปตัดหนี้จากแบงก์เพื่อลดภาระ บางส่วนก็ฝากธนาคารไว้ไม่นำมาใช้จ่ายเพื่อเป็นความมั่นคงของชีวิตยามที่เศรษฐกิจไม่ดี
ที่แย่ไปกว่านั้นคือ ธนาคารพาณิชย์กลัวปัญหาหนี้เสียจึงชะลอการปล่อยกู้ใหม่ ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อประเภทไหน หากไม่แน่ใจว่าลูกหนี้จะมีความสามารถในการชำระหนี้ได้ ธนาคารก็จะไม่ให้เงินกู้ ส่วนลูกหนี้ที่เริ่มมีปัญหาก็เริ่มเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ล่วงหน้ากันไป เพื่อไม่ให้เป็นหนี้เสีย เป็นภาระกับธนาคารในภายหลัง
ภาวะนี้เห็นได้จากการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ไทย 14 แห่ง ณ สิ้นเดือน เม.ย. มียอดคงค้าง 10.19 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.17% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 3.7% เมื่อเทียบกับเดือน มี.ค. สินเชื่อที่ยังเติบโตได้คือสินเชื่อธุรกิจ ขณะที่สินเชื่อเพื่อเช่าซื้อยังคงหดตัวต่อเนื่อง
ทางด้านเงินฝากในเดือน เม.ย. มียอดคงค้าง 11.22 ล้านล้านบาท และเติบโต 8.07% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 6.93% เมื่อเทียบกับเดือน มี.ค. อัตราเงินฝากเพิ่มในอัตราที่สูงกว่าสินเชื่อมาก แม้จะมีบริษัทเอกชนออกหุ้นกู้มาระดมทุนโดยตรงจากประชาชนก็ตาม
อย่างไรก็ดี การปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำของหลายธนาคารในช่วงที่ผ่านมา อาจทำให้ผู้ฝากเงินมีความต้องการแสวงหาอัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้นจากผลิตภัณฑ์การออมอื่นๆ ขณะที่ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐที่ยังมีแคมเปญเงินฝากพิเศษออกมาเป็นระยะ
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองสภาพคล่องของตลาดเงินว่าอาจจะตึงตัวขึ้นเล็กน้อย เมื่อวัดผ่านอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อรวมต่อเงินฝากรวมกับตราสารหนี้ที่ออก และเงินกู้ยืม ซึ่งขยับมาที่ระดับ 85.19% จาก 85.11% ณ สิ้นเดือน มี.ค.
สภาวะเช่นนี้เคยเกิดขึ้นมาเมื่อเกือบ 10 ปีที่แล้ว ในช่วงของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่เจอสภาวะเช่นนี้ จึงได้ใช้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐเป็นเครื่องมือฉีดเงินเข้าสู่ระบบแทน ผ่านโครงการต่างๆ เช่น กองทุนหมู่บ้าน เพราะธนาคารพาณิชย์เป็นห่วงหนี้เสียจึงระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อ
ฉะนั้น ไม่ว่ารัฐบาลจะฉีดเงิน หรือเกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจใหม่ๆ เมื่อมีรายได้เข้ามา ประชาชนก็ยังต้องนำเงินไปชำระหนี้ก่อน สภาพคล่องของครัวเรือนก็จะลดลง แต่เงินจะไปกองอยู่ที่ธนาคารพาณิชย์ ทำให้ธนาคารคิดอยากจะลดแต่ดอกเบี้ยเงินฝาก แต่ไม่ลดดอกเบี้ยเงินกู้
ฉะนั้น หากดูเศรษฐกิจในภาพรวม จึงมองไม่เห็นเงินฝืด แต่หากส่องลึกลงไปในระดับครัวเรือนจะเห็นว่าทำไมตัวเลขการบริโภค และอัตราเงินเฟ้อจึงติดลบ
ชุตินาฏ วงศ์สุบรรณ รองเลขาธิการ สศช. กล่าวว่า สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพี ณ สิ้นปี 2557 อยู่ที่ 79.3% เป็นตัวเลขที่คำนวณเปรียบเทียบกับจีดีพีฐานใหม่หรือจีดีพีแบบลูกโซ่ โดยอัตราดังกล่าวเพิ่มขึ้นจาก 75.9% และ 71.1% ในปี 2556 และ 2555 ตามลำดับ แต่หากเทียบบนฐานเดิมสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีล่าสุดจะอยู่ที่ 85.9%
หนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีที่ สศช.ระบุนั้น เป็นหนี้ในระบบที่เก็บมาจากสถาบันการเงินทั้งที่เป็นธนาคารพาณิชย์และไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ (นันแบงก์) แต่ไม่ได้รวมหนี้นอกระบบที่มีอยู่ในจำนวนที่สูงแต่ไม่มีตัวเลขที่แท้จริงว่ามากขนาดไหน ซึ่งมีการประมาณกันว่าถ้ารวมหนี้นอกระบบเข้าไปด้วย สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีอาจจะสูงถึง 100%
แม้ ธปท.และคลังจะประสานเสียงว่าเงินไม่ฝืด ซึ่งก็ไม่ผิดหากดูปริมาณเงินในภาพรวม แต่หากดูลึกลงไปในระดับครัวเรือน ประชาชนกำลังประสบกับภาวะเงินฝืด เพราะยังมีหนี้ที่ต้องหารายได้มาจ่าย ส่วนผู้ประกอบธุรกิจก็เจอปัญหาขายของไม่ออก รายได้ลด แต่ก็ต้องเจียดเงินไปชำระหนี้เงินกู้
ขณะนี้ธนาคารกำลังเจอปัญหากลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะอมเงินเอาไว้เต็มเซฟไปหมด มีเงินแต่ไม่สามารถนำไปปล่อยกู้ได้เพราะสภาวะเศรษฐกิจไม่อำนวย เงินหมุนรอบไปเรื่อยๆ พอถึงธนาคารเงินก็หยุดหมุน จนทำให้เกิดภาวะเงินฝืดเทียมขึ้นในระบบเศรษฐกิจ







