
ยอมหักไม่ยอมงอ รธน.เสี่ยงอันตราย
การยกร่างรัฐธรรมนูญกำลังเข้าสู่หัวโค้งสำคัญอย่างยิ่ง โดยตลอดทั้งสัปดาห์นี้ระหว่าง 2-6 มิ.ย. คณะกรรมาธิการ (กมธ.)
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
การยกร่างรัฐธรรมนูญกำลังเข้าสู่หัวโค้งสำคัญอย่างยิ่ง โดยตลอดทั้งสัปดาห์นี้ระหว่าง 2-6 มิ.ย. คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญจะเชิญสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) จำนวน 8 กลุ่ม และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในฐานะผู้เสนอคำขอแก้ไขเนื้อหารัฐธรรมนูญฉบับแรกมาชี้แจง
ตามลำดับคิวจะเริ่มที่กลุ่มที่ 1 ของหมอพลเดช ปิ่นประทีป และกลุ่มที่ 2 ของธีรยุทธ์ หล่อเลิศรัตน์ ถัดมา วันที่ 3 มิ.ย. เป็นคิวของกลุ่มที่ 3 กลุ่มมนูญ ศิริวรรณ และกลุ่มที่ 4 ของประสาร มฤคพิทักษ์ ส่วนกลุ่มที่ 5 และ 6 ของพงศ์โพยม วาศภูติ และของสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ตามลำดับ จะชี้แจงในวันที่ 4 มิ.ย.
กลุ่มที่ 7-8 ของสมชัย ฤชุพันธุ์ และสมศักดิ์ โล่สถาพรพิพิธ จะชี้แจงในวันที่ 5 มิ.ย. และปิดด้วยในวันที่ 6 มิ.ย. คิวของ ครม. ซึ่งวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ จะเดินทางมาพบเข้าคณะ กมธ.ยกร่างฯ ด้วยตัวเอง
ภายหลังคณะ กมธ.ยกร่างฯ ได้รับฟังคำชี้แจงของแต่ละฝ่ายเสร็จสิ้นแล้ว จะนำข้อเสนอทั้งหมดมาพิจารณาว่ามีเหตุผลเพียงพอที่จะแก้ไขได้หรือไม่ต่อไป โดยจะใช้ช่วงเวลาพิจารณาปรับแก้กันจนถึงวันที่ 23 ก.ค.ก่อนส่งมาให้ สปช.ลงมติ
ศึกแม่น้ำ 3 สาย ระหว่าง “กมธ.ยกร่างฯ-สปช.-ครม.” ในครั้งนี้นับว่ามีนัยสำคัญทางการเมืองไม่น้อย เนื่องจากเกิดสิ่งที่ไม่คาดคิด คือ การเสนอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญมากกว่า 100 ประเด็นจาก สปช.และ ครม. ไม่ต่างอะไรกับการขอให้คณะ กมธ.ยกร่างฯ เขียนร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมา
ประเด็นที่ถูกขอให้ทบทวนมากที่สุดมีด้วยกัน 5 ประเด็นสำคัญ ประกอบด้วย 1.ที่มาของนายกรัฐมนตรีที่ต้องการให้มาจากบุคคลที่เป็น สส. 2.ระบบการเลือกตั้ง สส. สปช.มองว่าไม่ควรใช้ระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วน และเสนอให้องค์ประกอบ สส.ที่มาจากกลุ่มการเมืองทิ้ง
3.ที่มาของ สว. จากเดิมที่คณะ กมธ.ยกร่างฯ กำหนดที่มาไว้ 2 ส่วน ทั้งจากการเลือกตั้งทางอ้อมและการเลือกตั้งทางตรง โดยให้มีคณะกรรมการคัดเลือกตั้งผู้สมัคร สว.ก่อน ปรากฏว่า สปช.ขอให้กลับไปใช้ระบบเลือกตั้งทั้งหมด 4.การตั้งองค์กรใหม่ตามรัฐธรรมนูญ เช่น สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ สมัชชาพลเมือง สภาตรวจสอบภาคพลเมือง ต่างถูกเสนอจาก สปช.และ ครม.ให้คณะ กมธ.ยกร่างฯ ทบทวนถึงความจำเป็นของการมีองค์กรเหล่านี้
ปิดท้ายด้วยประเด็นที่ 5 ซึ่งอาจไม่ใช่เป็นเรื่องใหญ่ที่อยู่ในความสนใจถ้าเทียบกับ 4 ประเด็นก่อนหน้านี้ แต่ทั้ง ครม.และ สปช.เรียกร้องให้คณะ กมธ.ยกร่างฯ พิจารณาให้รอบคอบ คือ การตัดคำว่า “พลเมือง” ออกจากร่างรัฐธรรมนูญออกไปให้หมดและให้นำคำว่า “ประชาชน” กลับมาใช้แทนตามเดิม
ทั้ง 5 ประเด็นดังกล่าว เป็นหลักการสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญที่คณะ กมธ. ยกร่างฯ กำหนดไว้ และเคยยืนยันต่อสาธารณะด้วยน้ำเสียงที่เข้มแข็งว่าเป็นเรื่องยากต่อการแก้ไข ยกเว้นจะมีความจำเป็น
ถ้าดูจากท่าทีของคณะ กมธ.ยกร่างฯ หลายคนในช่วงที่ผ่านมา ก็ยังคงยืนอยู่เช่นนั้น โดยเฉพาะกับคำว่า “พลเมือง” ที่หัวเด็ดตีนขาดอย่างไรก็ต้องมีคำนี้ไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อให้รัฐธรรมนูญในอนาคตเป็นหลักประกันในการยกสถานะของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม
ไม่ต่างอะไรกับ 4 ประเด็นที่เหลือ ที่คณะ กมธ.ยกร่างฯ พยายามหลบเลี่ยงการแก้ไขในเชิงโครงสร้างที่ต้องเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือให้มากที่สุด
เช่น ระบบเลือกตั้ง สส. ซึ่งคณะ กมธ.ยกร่างฯ ไม่ประสงค์จะแก้ไข เพราะเชื่อมั่นในระบบนี้ว่าจะป้องกันไม่ให้เกิดระบบเผด็จการเสียงข้างมากในรัฐสภาเหมือนในอดีต หรือการได้มาซึ่ง สว.ก็เป็นอีกเรื่องที่คณะ กมธ.ยกร่างฯ เอง เสียงแข็งพอสมควรว่าไม่ควรกลับไปใช้ระบบเลือกตั้งทางตรง 100% มิเช่นนั้น สว.เลือกตั้งก็จะมีสถานะเดียวกับ สส. ไม่ได้เป็นผู้ทรงคุณวุฒิสมดั่งเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ
อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าคณะ กมธ.ยกร่างฯ จะมีจุดยืน “ยอมหักแต่ไม่ยอมงอ” เสียทีเดียว เพราะแม้จะไม่ยอมแก้ไขหลักการ แต่ในส่วนรายละเอียดปลีกย่อยที่เกี่ยวข้อง ทางคณะ กมธ.ยกร่างฯ ก็พร้อมจะ “ยอมงอแต่ไม่ยอมหัก” อาทิ การยินดีตัดอำนาจนายกฯ ในการขอให้สภาผู้แทนราษฎรลงมติไว้วางใจตัวเอง การยอมให้ สว.ไร้อำนาจเสนอกฎหมายจากเดิมที่มีอำนาจ ไปจนถึงการโละบางองค์กรตระกูล “สมัชชา” ที่ไม่จำเป็นทิ้งไป เป็นต้น
จริงอยู่การพร้อมจะถอยให้ในบางเรื่องตามที่ สปช.และ ครม.ต้องการ อาจเป็นตัวช่วยหนึ่งที่ทำให้ สปช.พอใจและยินดีลงมติเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ แต่หากคณะ กมธ.ยกร่างฯ ไม่ยอมแก้ไขหลักการบางประการ ทั้งๆ ที่ สปช.และ ครม.เห็นตรงกันว่าควรทบทวนการทำประชามติ ที่คิดว่าร่างรัฐธรรมนูญน่าจะผ่านไปได้ง่ายๆ อาจไม่เป็นเช่นนั้น







