
ยกเครื่องจัดซื้อจัดจ้าง สกัดทุจริตไม่มิด
การจัดซื้อจัดจ้างของประเทศ ถือเป็นช่องโหว่การทุจริตคอร์รัปชั่นของประเทศ
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
การจัดซื้อจัดจ้างของประเทศ ถือเป็นช่องโหว่การทุจริตคอร์รัปชั่นของประเทศ ทำให้ประเทศเสียหายเป็นจำนวนมหาศาลหลายแสนล้านบาทต่อปี ทำให้ประเทศไทยเสียโอกาสและเวลาในการพัฒนา สุดท้ายทำให้ประเทศไทยหยุดนิ่งและถอยหลังในที่สุด
ภาคเอกชนมีการประเมินกันว่า การทุจริตในระบบจัดซื้อจัดจ้าง หรือที่เรียกกันว่ากินหัวคิวสูงขึ้นจาก 20-30% เป็น 50% ในช่วงที่ผ่านมา
หากดูจากงบลงทุนของประเทศในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งไม่ต่ำกว่า 4 แสนล้านบาท/ปี หากมีการทุจริตตามที่เอกชนประเมิน แสดงว่าเม็ดเงินจากโครงการลงทุนถูกทุจริตไป 1-2 แสนล้านบาท/ปี
มะเร็งร้ายของการทุจริตคอร์รัปชั่น ทำให้ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่นั่งเป็นประธานหัวโต๊ะการประชุมคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ ได้ยกเครื่องการจัดซื้อจัดจ้างกันเข้มข้นอีกครั้ง เพื่อสกัดการทุจริตเงินภาษีของประเทศให้ได้
กรมบัญชีกลาง รายงานว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2558 เป็นต้นไป จะมีการเปลี่ยนระบบจัดซื้อจัดจ้างจากระบะ e-Auction (อีออกชั่น) มาเป็นระบบการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Bidding (อีบิดดิ้ง) เนื่องจากระบบอีออกชั่นยังไม่สามารถสกัดการทุจริตและการฮั้วได้สำเร็จ ยังทำให้เกิดความเสียหายจากการประมูลปีละไม่ต่ำกว่า 1 แสนล้านบาท
ระบบอีบิดดิ้งจะเป็นการประมูลการจัดซื้อจัดจ้างที่มีความซับซ้อน เช่น โครงการก่อสร้างต่างๆ ผ่านระบบออนไลน์เกือบทั้งกระบวนการ ตั้งแต่หน่วยงานที่เป็นผู้จัดซื้อจัดจ้างนำรายละเอียดขึ้นบนระบบ เปิดให้ผู้ที่สนใจเสนอราคาเข้ามาดาวน์โหลดรายละเอียด และยื่นประกวดราคากลับมาผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งเป็นขั้นตอนการเจอกันของเจ้าหน้าที่และผู้เข้าประมูล
ขณะเดียวกัน กรมบัญชีกลางยังได้เปิดใช้ระบบการตลาดอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Market (อีมาร์เก็ต) มาใช้ในการจัดซื้อจัดผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีความซับซ้อน เช่น เครื่องใช้สำนักงานวัสดุสิ้นเปลืองต่างๆ โดยกรมบัญชีกลางจะคัดเลือกบริษัท และให้นำข้อมูลราคาและคุณสมบัติมาขึ้นในระบบอีมาร์เก็ต เพื่อให้หน่วยงานใช้ตรวจสอบเปรียบเทียบราคา และจัดซื้อในราคาที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน
ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม การนำระบบใหม่ยังต้องใช้เวลาในการพิสูจน์ว่าจะแก้ไขปัญหาการทุจริตและฮั้วให้ลดน้อยลงได้หรือไม่
ที่ผ่านมาการประมูลจัดซื้อจัดจ้างใช้ระบบยื่นซองประมูล มีการฮั้ว มีการทุจริต จนมีการเปลี่ยนมาใช้การประมูลแบบอีออกชั่น ซึ่งขณะนั้นรัฐบาลก็ตีฆ้องร้องป่าวว่า สามารถลดการฮั้วการทุจริตได้ เพราะอีออกชั่นผู้ประมูลโครงการจะต้องมานั่งเคาะราคาแข่งกันผ่านตลาดกลาง
แต่ทว่า ข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้ประกอบการที่เข้าไปเคาะราคาแข่งกัน มีการตกลงกันนอกรอบเรียบร้อยแล้ว ว่าใครจะเป็นผู้ได้งานและจะมีการแบ่งงานกันหลังประมูลอย่างไร ทำให้การเคาะแข่งกันผ่านการประมูลอีออกชั่นเป็นแต่พิธีกรรมให้ดูทันสมัยโปร่งใส แต่ผลลัพธ์ที่ออกมากลับล้มเหลว
สำหรับครั้งนี้ การยกเครื่องประมูลแบบอีบิดดิ้ง ก็มีแนวโน้มจะเดินตามอีออกชั่น เพราะมีการเปลี่ยนแปลงไปจากระบบเดิมไม่มาก แค่มีขั้นตอนการดำเนินการในระบบออนไลน์มากขึ้นกว่าเดิมเท่านั้น เช่น การซื้อซอง การยื่นซอง หรือการดูรายละเอียดของโครงการต้องทำผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์
ขณะที่การประมูลหรือการเคาะราคาแข่งขัน ก็แค่ไม่ต้องทำผ่านตลาดกลาง ให้ทำผ่านระบบอีบิดดิ้งได้เลย ไม่ว่าผู้ประมูลอยู่ที่ไหนก็ยื่นเสนอราคาประมูลตามวันเวลาที่กำหนดไว้ได้
หากพิจารณาในส่วนของการเคาะราคาแข่งกัน ในระบบอีออกชั่น ที่ผู้ประมูลต้องมาเคาะแข่งที่ตลาดกลาง ที่ผู้เคาะราคาจะถูกป้องกันไม่ให้ติดต่อกันได้ ก็ยังมีการฮั้วประมูลกันก่อนเข้าประมูลได้ ขณะที่ระบบอีบิดดิ้งผู้ประมูลจะยื่นเสนอราคาที่ไหนก็ได้ การฮั้วประมูลก็ยิ่งทำได้ง่ายขึ้นไปอีก
นอกจากนี้ ในการประมูลแบบอีบิดดิ้ง ไม่ได้นำผลด้านราคาต่ำสุดเป็นตัวชี้ขาดอย่างเดียว แต่มีการพิจารณาคะแนนด้านอื่นของผู้ประมูลด้วย เช่น คุณสมบัติความสามารถด้านเทคนิค เกรดและผลงานของผู้ค้าที่ผ่านมา ซึ่งหน่วยราชการที่จัดซื้อจะเป็นผู้กำหนดสัดส่วนการให้คะแนน ส่งผลให้ผู้ค้าที่ได้คะแนนสูงสุดเป็นผู้ชนะการประมูล ซึ่งอาจจะไม่ใช่ผู้ที่เสนอราคาต่ำสุดก็ได้
ทั้งนี้ การให้น้ำหนักคะแนนด้านความสามารถและเงื่อนไขอื่นของผู้ค้า ในแต่ละโครงการยังไม่จำเป็นต้องเท่ากันหรือเหมือนกัน ขึ้นกับเจ้าของโครงการจะกำหนด แม้ว่าจะทำให้การประมูลมีความยืดหยุ่นมากขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง การให้คะแนนความสามารถอาจจะเป็นช่องว่างถูกแปลงเป็นคะแนนจิตพิสัยให้กับผู้ค้าที่วิ่งเต้นให้ได้โครงการจากภาครัฐ
เมื่อเป็นเช่นนี้ การประมูลแบบอีบิดดิ้ง ก็ยังมีช่องโหว่เหมือนอีออกชั่น และไม่สามารถป้องกันการทุจริตหรือการฮั้วได้
นอกจากนี้ แม้จะบังคับใช้การประมูลแบบอีบิดดิ้งกับทุกโครงการ แต่ก็ยังเปิดช่องให้หน่วยงานรัฐใช้วิธีการจัดซื้อจัดจ้างแบบพิเศษได้อยู่ จึงเป็นช่องโหว่ให้มีการฮั้วการประมูลโครงการภาครัฐอย่างไม่เปลี่ยนแปลง
แม้แต่กรมบัญชีกลางที่เป็นหัวเรือใหญ่เรื่องอีบิดดิ้ง ยังตอบคำถามหน่วยงานและผู้ค้าต่างๆ ถึงวิธีป้องกันการคอร์รัปชั่น ลงโทษคนโกง ว่าทําได้ในระดับหนึ่ง เพราะต่อให้มีระบบป้องกันดีอย่างไร หากคนยังมีความต้องการที่จะคอร์รัปชั่น ก็ไม่สามารถป้องกันได้
คำตอบดังกล่าวตอกย้ำว่า ระบบอีบิดดิ้งไม่ใช่ยาวิเศษที่จะแก้ปัญหาการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้างได้ และที่ผ่านมารัฐบาลชุดนี้ได้มีความพยายามอย่างมากที่จะอุดช่องการฉ้อโกงนี้ให้ได้ ตั้งแต่การนำระบบองค์การบริหารโครงการเพื่อความโปร่งใสในภาคการก่อสร้าง (Construction Sector Transparency Initiative หรือ CoST) ที่จะต้องเปิดเผยข้อมูลของโครงการขนาดใหญ่ให้คนทั่วไปรับรู้ตามมาตรฐานสากลและให้ภาคประชาชนเข้ามาตรวจสอบ ตั้งแต่การออก TOR การประกวดราคา การก่อสร้าง ไปถึงการตรวจรับงานจะนำร่องใช้ในโครงการก่อสร้างท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ระยะที่ 2
การนำ “สัญญาคุณธรรม” หรือ Integrity Pact มาใช้นำร่องกับการประมูลโครงการรถเมล์เอ็นจีวีขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) และโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ส่วนต่อขยายของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.)
การออก พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้าง ที่มีการกำหนดโทษนักการเมือง นักธุรกิจ และข้าราชการ ที่รวมกันทุจริตให้มีการลงโทษที่เร็วขึ้น เพื่อให้ทุกฝ่ายเกรงกลัวเรื่องการทุจริต
แต่การดำเนินการมาทั้งหมดยังไม่สามารถเป็นหลักประกันได้ว่าจะลดการทุจริตจากการซื้อจัดจ้างภาครัฐได้อย่างยั่งยืน







