
การผลิตจมปลัก อย่าวางใจส่งออก
แม้จะเริ่มมีสัญญาณที่เริ่มเห็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย แต่ดูเหมือนว่าภาคการผลิตและการส่งออกที่เป็นตัวขับเคลื่อนหลักยังติดหล่มจนต้องออกแรงเข็น ไม่เช่นนั้นอาจทำให้พลาดเป้าได้
แม้จะเริ่มมีสัญญาณที่เริ่มเห็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย แต่ดูเหมือนว่าภาคการผลิตและการส่งออกที่เป็นตัวขับเคลื่อนหลักยังติดหล่มจนต้องออกแรงเข็น ไม่เช่นนั้นอาจทำให้พลาดเป้าได้
ศิริรุจ จุลกะรัตน์ รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม เปิดเผยดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือน เม.ย.ว่า หดตัวกว่า 5.3% มีระดับที่ 147.89 ถือว่าต่ำสุดในรอบ 16 เดือน นับตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2554 ที่ดัชนีเคยลดลงไปอยู่ที่ 146.47 จากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่
ขณะเดียวกัน อัตราการใช้กำลังการผลิตก็ลดลงมาอยู่ที่ 53.99% ต่ำกว่าเดือนก่อนหน้าที่เคยอยู่ที่ระดับ 63.64% และต่ำกว่าเดือนเดียวกันของปีก่อนที่ 56.41% เนื่องจากปีนี้มีวันหยุดยาวมากการส่งออกสินค้าในตลาดหลัก เช่น จีน สหรัฐและยุโรป ยังไม่ขยายตัวมากนัก
อุตสาหกรรมไฟฟ้าปรับตัวลดลง 21.42% เครื่องปรับอากาศแบบแยกส่วนแฟนคอยล์ยูนิตลดลง 2.84% คอมเพรสเซอร์ลดลง 20.28% ตู้เย็นลดลง 5.9% กระติกน้ำร้อนลดลง 22.37% หม้อหุงข้าวลดลง 30.32% เครื่องรับโทรทัศน์ลดลง 87.65% เนื่องจากกำลังซื้อในประเทศชะลอตัวลง
นอกจากนี้ ยังได้รับผลกระทบจากตลาดส่งออกหลักที่ยังไม่ฟื้นตัว ทั้งยุโรปและญี่ปุ่น ขณะที่อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ลดลง 19.21% ได้แก่ ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ลดลง 26.25% ซึ่งเป็นผลจากความต้องการคอมพิวเตอร์และโน้ตบุ๊กในตลาดโลกลดลง
อุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้าในเดือน เม.ย.มีปริมาณ 1.3 ล้านตัน ลดลง 2.98% การผลิตมีปริมาณ 4.01 แสนตัน ลดลง 8.86% การส่งออกมีมูลค่า 75 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 11.01% การนำเข้า 580 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 11.68% เหล็กทรงแบนมีการผลิตและการบริโภคลดลง เนื่องจากสถานการณ์อุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้าและยานยนต์มีการผลิตลดลง
อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มในส่วนของผลิตภัณฑ์ผ้าผืนก็ยังลดลง 12.23% อุตสาหกรรมอาหารลดลง 15.3% อุตสาหกรรมยานยนต์ได้รับผลกระทบจากยอดขายในประเทศที่หดตัว แม้การส่งออกจะขยายตัวต่อเนื่องมีการผลิต 123,968 คัน ลดลง 2.23%
นพพร เทพสิทธา ประธานสภาผู้ส่งออกสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า มูลค่าส่งออกระยะ 4 เดือนแรก 70,265 ล้านเหรียญสหรัฐ ที่ติดลบ 3.99% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ถือเป็นสถานการณ์ที่ทำให้ต้องเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเร่งปรับตัวให้สามารถแข่งขันได้ เพราะเชื่อว่าการส่งออกของไทยในปีนี้จะยังคงทรงตัวเท่ากับปีที่แล้ว โดยการส่งออกในช่วง 8 เดือนที่เหลือจากนี้ หากมีมูลค่า 19,663 ล้านเหรียญสหรัฐ จะทำให้ขยายตัว 0%
นพพร เสนอว่า ไทยควรมีการปรับปรุงมาตรฐานด้านการส่งออกใหม่ เพื่อแก้ไขปัญหาการส่งออกให้เดินหน้าอย่างมั่นคง 1.ขณะนี้การส่งออกของไทยยังผูกติดกับราคาน้ำมันดิบของตลาดโลก และเศรษฐกิจไทยไม่ฟื้นตัว เมื่อราคาน้ำมันสูง ราคาสินค้าที่ส่งออกก็จะเพิ่มขึ้น แต่ตลาดการค้าการส่งออกต่างประเทศไม่ได้ผูกติดกับราคาน้ำมันเหมือนไทย
2.สินค้าที่ส่งออกยังเป็นเพียงสินค้าทั่วไป ไม่มีสินค้าที่คิดค้นด้านนวัตกรรม ทำให้ตัวเลขส่งออกต่ำ 3.ไทยจำเป็นต้องปรับค่าเงินบาทให้อ่อน เพราะประเทศคู่ค้าใช้มาตรการทางการเงินช่วยเหลือเศรษฐกิจ จึงจำเป็นต้องปรับค่าเงินบาท
4.มาตรฐานใหม่ด้านการส่งออก ควรคำนึงถึงประเทศคู่ค้า เช่น สหรัฐ กลุ่มคู่ค้าชายแดน CLMV ซึ่งปัจจุบันยังส่งออกเป็นบวก แต่เมื่อเปิดเสรีอาเซียนจะทำให้เกิดการแข่งขันสูงขึ้น หากผู้ประกอบการไม่ปรับตัวอาจส่งออกได้น้อยลง
สุดท้าย ผู้ประกอบการไทยควรปฏิบัติตามหลักอารยประเทศ เพื่อลดข้อครหาต่างๆ เช่น ทำลายสิ่งแวดล้อม กดขี่แรงงาน







