
วาทกรรมผลิตองค์กรตามรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูป
โดย...รศ.ดร.โกวิทย์ พวงงาม
โดย...รศ.ดร.โกวิทย์ พวงงาม
ท่ามกลางเสียงเรียกร้องให้ปรับปรุงแก้ไขการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของหลากหลายภาคส่วนต่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนำไปปรับปรุงแก้ไข ซึ่งหนึ่งในจำนวนนั้นก็คือองค์กรใหม่ที่ผลิตขึ้นมาตามรัฐธรรมนูญที่มีถึงจำนวน 11 องค์กร และในจำนวน 11 องค์กรนี้ องค์กรที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ค่อนข้างมาก เช่น สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติ (มาตรา 279) คณะกรรมการดำเนินการจัดการเลือกตั้ง (กจต.) (มาตรา 268) สมัชชาพลเมือง (มาตรา 215) และสภาตรวจสอบภาคพลเมือง (มาตรา 71) เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม องค์กรที่ผลิตขึ้นมาตามรัฐธรรมนูญหากไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์และไม่เกิดผลสำเร็จตามเป้าหมายก็จะกลายเป็นองค์กรที่เรียกว่ามีเพียงการจัดองค์กรที่ให้เกิดเพียงวาทกรรมที่ถูกสร้างให้ดูเป็นภาพลักษณ์ที่ดีเป็นที่ปฏิบัติงานแต่ขาดประสิทธิภาพและความสำเร็จตามเป้าหมาย และบางองค์กรอาจจะก่อให้เกิดความขัดแย้งตามมาอีกก็ได้ วิธีในการพิจารณาอย่างง่ายๆ ก็คือ การตั้งองค์กรขึ้นมาให้มีองค์ประกอบของกลุ่มคณะบุคคลต่างๆ ตามคณะบุคคลเหล่านั้นได้กลับก่อให้เกิดการสร้างปัญหาและไม่ได้นำไปสู่เป้าหมายของการแก้ปัญหาสังคมไทยมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน
สำหรับในรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปที่ได้ผลิตองค์กรภายใต้รัฐธรรมนูญทั้ง 11 องค์กรดังกล่าวข้างต้นนี้ ส่วนหนึ่งมีความซ้ำซ้อนและย้ำรอยเดิมของการจัดตั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 และ 2550 ดังเช่น
ประการที่ 1 องค์กรสมัชชาพลเมือง ซึ่งให้ประกอบด้วยสมาชิกมาจากองค์กรหลากหลาย เช่น ตัวแทนองค์กรชุมชน ประชาสังคม เอกชน นักวิชาการ และปราชญ์ชาวบ้าน และให้มีหน้าที่ไปมีส่วนร่วมตัดสินใจ
ดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบต่อประชาชน จุดนี้เองที่ทำให้เห็นว่ามีความซ้ำซ้อนกับองค์กรที่ถูกจัดตั้งขึ้นมาแล้วตามรัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้านี้ เช่น สภาพัฒนาการเมือง สภาองค์กรชุมชน ซึ่งยังมีความเหลื่อมล้ำและซ้ำซ้อนกันอยู่ในทีม ถ้าไม่พิจารณาเลิกหรือยุบองค์กรใดองค์กรหนึ่งก็จะทำให้เกิดความสับสนและสิ้นเปลืองได้
ประการที่ 2 องค์กรสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ (มาตรา 74) ซึ่งให้ทำหน้าที่กำกับมาตรฐานคุณธรรมจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ผู้บริหารระดับสูง และมีอำนาจหน้าที่ปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมของประชาชน ซึ่งเห็นว่ายังมีความเหลื่อมล้ำอยู่กับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)
โดยทั้งสองหน่วยงานก็ยังมีสำนักงานเพื่อดำเนินการในเรื่องที่ใกล้เคียงกับการกำกับตรวจสอบคุณธรรมจริยธรรม และโดยเนื้อหาเห็นว่าก็ไม่ค่อยแตกต่างกันและยังทำให้เกิดความซ้ำซ้อนกับองค์กรทั้งในระบบและนอกระบบที่มีอยู่อีกมากในสังคมไทย โดยเฉพาะในแง่การปลูกฝังและส่งเสริมจริยธรรมของประชาชน และที่ชัดเจนก็คือทำไมเราไม่ให้สถาบันการศึกษาทุกระดับมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่กระจายอยู่ทุกทั่วภูมิภาคได้ส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมของประชาชนในทุกระดับ
ประการที่ 3 องค์กรคณะกรรมการดำเนินการจัดการเลือกตั้ง ซึ่งให้ทำหน้าที่ดำเนินการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น รวมทั้งการออกเสียงประชามติ ซึ่งในองค์กรนี้ทำให้เห็นว่าเป็นการแยกส่วนงานจาก กกต.ออกมาดำเนินการ ซึ่งในการแยกส่วนงานและแยกองค์กร มีทั้งความสิ้นเปลืองและซ้ำซ้อนทั้งการใช้บุคลากรและเจ้าหน้าที่โดยที่ยังไม่แน่ใจว่าประสิทธิภาพในการดำเนินการจะก่อให้เกิดความบริสุทธิ์ยุติธรรมอย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ โดยเฉพาะระบบการใช้เงินซื้อเสียงในการเลือกตั้ง
ประการที่ 4 สภาตรวจสอบภาคพลเมือง ให้ทำหน้าที่ภายในเขตจังหวัดทั้ง 77 จังหวัดในการตรวจสอบการกระทำของ
ผู้สมัครรับเลือกตั้งของท้องถิ่นเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ปฏิบัติหน้าที่ในจังหวัดนั้น รวมทั้งส่งเสริมให้ยึดมั่นในความซื่อสัตย์สุจริต ก็เห็นว่าจะยิ่งซ้ำซ้อนกับหลายองค์กรที่มีอยู่ประจำแล้ว ทั้งหน่วยงานภาครัฐและองค์กรอิสระ ทั้ง ป.ป.ช. สตง.และ กกต. เป็นต้น ซึ่งในประเด็นส่วนนี้เห็นว่าการส่งเสริมภาคประชาชน หรือส่งเสริมความเป็นพลเมืองที่มีใจสาธารณะ ยึดมั่นในความถูกต้อง โดยที่พลเมืองหรือประชาชนเหล่านี้เป็นอาสาสมัครที่เป็นพลเมืองที่เข้มแข็งก็อาจจะช่วยทำให้กระบวนการทุจริตภาครัฐ หรือการแสวงหาประโยชน์ก็จะลดลงไปโดยปริยาย
ประการที่ 5 องค์กรสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติ ซึ่งให้มีหน้าที่ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์การปฏิรูปของทุกภาคส่วนให้มาบูรณาการ ตลอดจนการติดตามประเมินผล การดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สอดคล้องกับการปฏิรูปตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญส่วนองค์ประกอบของสมาชิกสภาที่กำหนดไว้นั้น ให้มาจาก สปช. จำนวน 60 คน และ สนช. 30 คน ส่วนผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญในการปฏิรูปประเทศมีจำนวน 30 คน รวมแล้วไม่เกิน 120 คน
ในประเด็นองค์กรสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติ ก็ยังมีข้อวิพากษ์วิจารณ์อยู่มากมาย เป็นต้นว่า จะเป็นสภาสืบทอดอำนาจเพราะมีส่วนประกอบของผู้มีส่วน
ได้เสียในการปฏิรูปประเทศอยู่มากกว่าร้อยละ 80
ผมจึงมีความเห็นว่า การผลิตองค์กรตามรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปนี้ อาจจะหลงลืมหรือไม่ว่ายังมีหน่วยงานที่เกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านมาอีกหลายองค์กร และหน่วยปฏิบัติงานที่เป็นกลไกของรัฐบาลทั้งส่วนราชการและองค์กรที่เกี่ยวข้องจะต้องดำเนินการร่วมปฏิรูปด้วยหรือไม่ และนี่คือข้อคำถามต่อองค์กรใหม่ที่จัดตั้งขึ้นโดยมิประสงค์ให้เป็นเพียงวาทกรรมเท่านั้น







