
สนช.เห็นชอบกม.ภาษีมรดก
สนช.เห็นชอบกม.ภาษีมรดก วางหลักเกณธ์เก็บภาษีส่วนเกินจากมรดก 100 ล้านบาท ยืนยันไม่รีดเลือดจากชาวนาตัวจริง
สนช.เห็นชอบกม.ภาษีมรดก วางหลักเกณธ์เก็บภาษีส่วนเกินจากมรดก 100 ล้านบาท ยืนยันไม่รีดเลือดจากชาวนาตัวจริง
ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเสียงข้างมาก 145 ต่อ 5 เห็นชอบกับร่างพ.ร.บ.ภาษีการรับมรดกพ.ศ. จำนวน 38 มาตราเพื่อให้ประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป โดยมีสมาชิกสนช.งดออกเสียง จำนวน 10 คน
ทั้งนี้ สมาชิกสนช.และคณะกรรมาธิการวิสามัญที่มีนายสมหมาย ภาษี รมว.คลัง เป็นประธาน ได้มีความเห็นร่วมกันที่จะให้กฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้เมื่อพ้นกำหนด180วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
สำหรับสาระสำคัญของร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว คือ การให้ผู้ได้รับมรดกจากเจ้ามรดกแต่ละราย ไม่ว่าจะได้รับมาในคราวเดียวหรือหลายคราว ถ้ามรดกที่ได้รับมาจากเจ้ามรดกแต่ละรายรวมกันมีมูลค่าเกิน 100 ล้านบาท ต้องเสียภาษีเฉพาะส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท โดยให้เสียภาษีในอัตรา10% ของมูลค่าในส่วนที่ต้องเสียภาษี แต่ถ้าผู้ได้รับมรดกเป็นบุพกการีหรือผู้สืบสันดานให้เสียภาษีในอัตรา 5% ซึ่งคณะกมธ.วิสามัญได้แก้ไขจากเดิมที่ร่างพ.ร.บ.ที่คณะรัฐมนตรีเสนอเข้ามาสนช.ในวาระที่1กำหนดไว้ที่ 50 ล้านบาท
นายสมหมาย ภาษี รมว.คลัง ในฐานะประธานคณะกมธ.วิสามัญ กล่าวว่า คณะกมธ.วิสามัญฯได้รายงานต่อคณะรัฐมนตรี(ครม.)ถึงการแก้ไขหลักเกณฑ์การจัดเก็บภาษีจากส่วนที่เกิน 50 ล้านบาทมาเป็น100 ล้านบาทแล้ว ซึ่งครม.ไม่ได้ขัดข้องแต่อย่างใด
"กฎหมายฉบับนี้จะเป็นสัญลักษณ์ของการลดความเหลื่อมล้ำ โดยไม่ได้เก็บภาษีจากกองมรดกแต่เก็บบภาษีจากส่วนที่เกินเท่านั้น ซึ่งรัฐบาลยอมให้เก็บจากส่วนที่เกิน100ล้านบาท จากเดิมที่กำหนดไว้ 50 ล้านบาท ถือว่าเป็นอัตราจัดเก็บแบบเบา" นายสมหมาย กล่าว
นายสมหมาย กล่าวว่า การลดความเหลื่อมล้ำของประชาชนผู้ยากจนมีมากมาย ทั้งการเก็บภาษีจากส่วนที่เกินจากผู้ที่มีฐานะดี หรือที่ได้รับมรดกเพื่อมารวมเพิ่มเติมในงบประมาณ ส่วนการนำเอางบประมาณไปใช้จ่ายนั้นก็เป็นการใช้ในหลายๆด้านรวมไปถึงการยกระดับคนยากจน อย่างที่รัฐบาลนี้ทำ คือ การให้ชาวนาไร่ละ 1พันบาทที่มีพื้นที่ไม่เกิน 15 ไร่ รวมไปถึงการลดความเหลื่อมล้ำรายได้นอกจากจะจัดเก็บภาษีมรดกแล้ว รัฐบาลยังได้ออกมาตรการต่างๆ เช่น การลดภาษีให้กับผู้ยากจนไปถึงประชาชนธรรมดา เป็นต้น
ขณะที่ การพิจารณาร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้เป็นรายมาตราของสนช.เป็นไปอย่างเข้มข้น เมื่อสมาชิกสนช.มีความเห็นไม่ตรงกับคณะกมธ.วิสามัญ ในหลายประเด็น อาทิ เนื้อหาในมาตรา 6 ที่คณะกมธ.วิสามัญกำหนดให้การจัดเก็บภาษีเป็นอำนาจหน้าที่ของกรมสรรพากร แต่สมาชิกสนช.ในฐานะผู้เสนอคำขอแก้ไขจำนวน 2 คน คือ พ.ต.ท.พงษ์ชัย วราชิต และ นายมนุชญ์ วัฒนโกเมร เสนอให้บัญญัติลงไปว่าภาษีที่จัดเก็บได้ให้นำส่งเป็นรายได้ของแผ่นดินโดยมีวัตถุประสงค์ให้นำไปใช้เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับคนยากจน
นายสมหมายและกมธ.วิสามัญฯได้ร่วมกันชี้แจงว่า จะให้ไปกำหนดรายการใช้จ่ายเงินแผ่นดินในลักษณะดังกล่าวไม่ได้ เพราะโดย หลักแล้ว เมื่อจัดเก็บภาษีได้ก็ต้องนำส่งเป็นรายได้ของแผ่นดิน และการจะนำเงินส่วนนี้มาเป็นรายการใช้จ่ายของภาครัฐจะต้องดำเนินการผ่านพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณในแต่ละปี ดังนั้น จะไปให้กำหนดเป็นการใช้จ่ายเงินแผ่นดินเป็นการเฉพาะนั้นไม่สามารถกระทำได้
ปรากฎว่าสมาชิกสนช.ทั้ง 2 คนยังยืนยันในความของตัวเองตามเดิมทำให้ต้องตัดสินด้วยการลงมติของที่ประชุมสนช.เสียงข้างมาก 120 ต่อ 34 เสียงให้ยืนตามเนื้อหาที่คณะกมธ.วิสามัญกำหนด
ส่วนการอภิปรายมาตรา 12 ที่กำหนดการจัดเก็บภาษีจากส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท เดิมทีมีกมธ.วิสามัญฯเสียงข้างน้อยจำนวน 7 คนเตรียมอภิปรายเพื่อให้สนช.ลงมติให้กลับไปใช้การจัดเก็บภาษีส่วนที่เกิน 50 ล้านบาทตามเดิม แต่เมื่อนายสมหมาย ชี้แจงต่อที่ประชุมสนช.ว่าครม.ไม่ได้ขัดข้องกับการแก้ไขตัวเลขจาก 50 ล้านบาทเป็น 100 ล้านบาท ทำให้กมธ.เสียงข้างน้อยทั้งหมดขอถอนตัวและไม่ใช้สิทธิในการอภิปรายแสดงความคิดเห็น จากนั้นที่ประชุมสนช.ลงมติเห็นชอบในมาตรานี้ด้วยคะแนน 148 ต่อ 6 คะแนน
ขณะเดียวกัน อีกมาตราหนึ่งที่มีการอภิปรายกันค่อนข้างมาก คือ มาตรา 13 ว่าด้วยทรัพย์สินที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องถูกจัดเก็บภาษีตามกฎหมาย โดยสมาชิกสนช.ประกอบด้วย พล.อ.สุนทร ขำคมกุล นายวรพล โสคติยานุรักษ์ น.ส.จินตนันทน์ ชญาตร์ ศุภมิตร และนพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ ต้องการให้กำหนดไปว่าเกษตรกรที่ได้มรดกเป็นพื้นที่เกษตรกรรมไม่เกิน 25 ไร่ และ บุคคลที่ได้รับมรดกเป็นเคหสถานที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ได้รับการยกเว้นไม่ต้องถูกจัดเก็บภาษี แต่คณะกมธ.วิสามัญฯไม่เห็นด้วย
โดยผู้เสนอคำขอแก้ไขดังกล่าวระบุว่าถ้าไม่มีการกำหนดข้อยกเว้นดังกล่าวจะมีผลให้เกษตรจำเป็ต้องขายที่ดินเพื่อนำเงินมาเสียภาษีตามกฎหมาย เช่นเดียวกับผู้ที่ได้รับมรดกเป็นเคหสถานโบราณที่อาจต้องขายมรดกนี้ออกไป เนื่องจากไม่สามารถแบกรับภาระทางภาษีพร้อมกับค่าบำรุงรักษาเอาไว้ได้
พล.อ.อ.ชนะ อยู่สถาพร รองประธานคณะกมธ.วิสามัญฯ ชี้แจงว่า ในพ.ร.บ.นี้เกษตรกรได้รับความคุ้มครองอย่างแน่นอน เพราะเกษตรที่มีทรัพย์สินเกิน 100 ล้านบาทก็ต้องถือว่าเป็นนายทุน ไม่ใช่ผู้ยากไร้ จึงสมควรต้องถูกเก็บภาษีในส่วนที่เกินตามกฎหมาย ส่วนกรณีของเคหสถานที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ทางคณะกมธ.ได้พิจารณาร่วมกับกรมสรรพากรแล้วเห็นว่าการตีราคาจะลบค่าเสื่อมโทรมลงไปด้วย ยิ่งอาคารมีอายุมากราคาก็จะลดลงไป
"ในเรื่องการเปลี่ยนจาก 50 ล้านบาทมาเป็น 100 ล้านบาท ที่ผ่านมาคณะกมธ.พิจารณาอย่างหนักจนมาเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อย โดยเสียงข้างมากเห็นว่าใช้ตัวเลข 50 ล้านบาทจะมีผลกระทบมาก โดยเฉพาะกับคนที่กำลังสร้างเนื้อสร้างตัวและผู้ที่มีอยู่อาศัยใจกลางเมืองไปจนถึงผู้ประกอบการ เพราะพบว่ามีผู้ประกอบการที่มีทรัพย์สินเกิน 50 ล้านบาทจำนวนมากด้วยเหตุผลนี้จึงมาใช้ตัวเลขที่ 100 ล้านบาท" พล.อ.อ.ชนะ กล่าว
ที่สุดแล้วสมาชิกสนช.และคณะกมธ.ไม่สามารถมีความเห็นร่วมกันทำให้ต้องตัดสินด้วยการลงมติของที่ประชุมสนช. โดยสนช.มีมติเสียข้างมาก 89 ต่อ 65 เสียงไม่เห็นชอบกับคำขอแก้ไขมาตรา 13 ของสมาชิกสนช.กลุ่มนี้
ต่อมา เมื่อเวลา 18.30น. นายสมหมาย ภาษี รมว.คลัง กล่าวต่อที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ภายหลังสนช.มีมติเห็นชอบกับร่างพ.ร.บ.ภาษีการรับมรดก และร่างพ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากรว่า กฎหมายทั้งสองฉบับถือเป็นกฎหมายประวัติศาสตร์และหวังว่าจะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ และคิดว่าน่าจะเป็นกฎหมายที่อยู่กับประเทศไปอย่างยืนยาว ไม่ถูกยกเลิกเหมือนในอดีตที่ผ่านมา
นายสมหมาย กล่าวอีกว่า นับจากนี้ไปการทำงานของกรมสรรพากรจะหนักมากขึ้น โดยเฉพาะการเข้าไปช่วยส่วนท้องถิ่นเกี่ยวกับการจัดเก็บรายได้ ทั้งการให้คำแนะนำ การตรวจสอบ และการประเมินผล อย่างไรก็ตาม ในอนาคตรัฐบาลเตรียมจะเสนอกฎหมายเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆมาให้สนช.พิจารณาอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งมั่นใจว่าจะได้รับความร่วมมือจากสนช.เป็นอย่างดี
จากนั้นนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานคนที่ 1 ในฐานะประธานการประชุม ได้สั่งปิดประชุมในเวลา 18.50น.และนัดประชุมสนช.อีกครั้งในสัปดาห์หน้า







