posttoday
เบี้ยวหนี้ทะลัก

เบี้ยวหนี้ทะลัก

22 พฤษภาคม 2558

สัญญาณเอสเอ็มอีน่าห่วง งดส่งเงินกู้-ดอกเบี้ย 20.3% มองครึ่งปีหลังยังแย่

สัญญาณเอสเอ็มอีน่าห่วง งดส่งเงินกู้-ดอกเบี้ย 20.3% มองครึ่งปีหลังยังแย่

นายวิเชียร แก้วสมบัติ ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจเอสเอ็มอี ประจำไตรมาส 1/2558 จาก 1,400 ตัวอย่าง พบว่ามี 4 สัญญาณที่น่าเป็นห่วงต่อสถานการณ์ของเอสเอ็มอี โดยเฉพาะปัญหาสภาพคล่องรุนแรงมากขึ้น

ทั้งนี้ สัญญาณแรก คือ ปัญหาขาดสภาพคล่อง โดยเอสเอ็มอีถึง 20.3% เคยขาดส่งเงินต้นและดอกเบี้ยในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา และในจำนวนนี้ 31.6% มองว่าแนวโน้มจะแย่ลงอีก 2.ภาระหนี้สินมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น 33.7% 3.มีอุปสรรคในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน 36.1% และสุดท้ายยอดขายและรายได้มีแนวโน้มลดลง 42.1% โดยมองว่ายอดขายในปีนี้จะขยายตัวในอัตรา 0-5%

นอกจากนี้ ผลสำรวจความสามารถในการแข่งขันที่อยู่ในระดับ 50.0 ขณะที่ดัชนีสุขภาพเอสเอ็มอีที่อยู่ 47.6 ลดลงจากช่วงเดียวกันของไตรมาสก่อน 1.4 จุด ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำกว่า 50 ซึ่งเป็นสัญญาณที่น่าเป็นห่วง เพราะผู้ประกอบการเห็นว่าสถานการณ์มีแนวโน้มแย่ลง ขณะที่ดัชนีความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจเอสเอ็มอีอยู่ที่ 50 ปรับตัวลดลง 0.5 จุด และดัชนีความยั่งยืนของธุรกิจอยู่ที่ระดับ 51 ขณะที่ภาคบริการและการค้ายังพอไปได้ตามภาคการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวดีขึ้น

สำหรับสิ่งที่ผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอียังขาดอยู่ ได้แก่ เรื่องการลงทุนด้านบุคลากร การลงทุนด้านการตลาด การลงทุนด้านไอทีและการวิจัยและการพัฒนา รวมถึงการใช้งบประมาณด้านกิจกรรมเพื่อสังคม (ซีเอสอาร์) 

นายธนวรรธน์ พลวิชัย รองคณบดีฝ่ายวิจัยและผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คาดว่าการขยายตัวของเอสเอ็มอี (จีดีพีเอสเอ็มอี) ปีนี้จะขยายตัว 2.8% หรือมีมูลค่า 4.5 ล้านล้านบาท ซึ่งการฟื้นตัวของธุรกิจเอสเอ็มอีไทยจะสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจของประเทศที่คาดว่าจะขยายตัวในอัตรา 3% แต่ยังคาดหวังว่าหากรัฐบาลมีนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ดี มีโอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะโตมากกว่า 4% ได้

“ที่ผ่านมาเอสเอ็มอีอยู่ในช่วงถดถอย มีการกู้หนี้ยืมสิน และยังไม่รับรู้ว่ามีรายได้เข้ามา แต่พอไตรมาส 2 คาดว่าเอสเอ็มอีจะค่อยๆ โตขึ้น และยิ้มรับเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว
ดีขึ้น โดยเฉพาะประโยชน์ที่จะได้รับจากนโยบายและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล เช่น การสนับสนุนสินเชื่อให้เอสเอ็มอี นาโนไฟแนนซ์ และการปรับปรุงโครงสร้างภาษี” นายธนวรรธน์ กล่าว

ขณะเดียวกัน การที่ธนาคารพาณิชย์ ทยอยปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะมาช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้ เพราะจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและธุรกิจได้เร็วขึ้น โดยคาดว่าหากทุกธนาคารลดอัตราดอกเบี้ยลงอย่างน้อย 0.1% สามารถช่วยลดภาระดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการได้ประมาณ 1 หมื่นล้านบาท ขณะเดียวกันทำให้ประชาชนกล้าตัดสินใจซื้อสินค้าและรูดบัตรเครดิตได้ง่ายขึ้น จะสามารถกระตุกเศรษฐกิจไทยให้ขยายตัวได้อีก 0.2-0.3%

สำหรับธุรกิจเอสเอ็มอีกลุ่มดาวรุ่ง อาทิ ธุรกิจความงามและสุขภาพ อาหารและเครื่องดื่ม ส่วนธุรกิจดาวร่วง ได้แก่ ธุรกิจสินค้าทางการเกษตร ปั๊มก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) เป็นต้น

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน