
เดิมพันสุดท้าย ‘อภิสิทธิ์’
ถือเป็นเดิมพันครั้งสุดท้ายของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประกาศสละเก้าอี้หัวหน้าพรรคหากยังไม่ชนะในการเลือกตั้งรอบหน้า
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ถือเป็นเดิมพันครั้งสุดท้ายของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ชิงออกตัวเร็วประกาศสละเก้าอี้หัวหน้าพรรคหากยังไม่สามารถนำประชาธิปัตย์คว้าชัยชนะในการเลือกตั้งรอบหน้าที่ไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่
“ผมมีเวลาเหลือทำงานทางการเมืองอีกไม่มากนัก ไม่ทราบว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ แต่ถ้ามีการเลือกตั้งครั้งหน้า ผมพร้อมที่จะลงสมัครอย่างแน่นอน แต่ถ้าทำไม่สำเร็จก็จบ ผมเป็นผู้นำฝ่ายค้านมา 3 ครั้ง มากพอแล้ว เป็นครั้งที่ 4 อีกคงไม่ได้ แต่หากได้ทำงานอีก ก็จะทำอย่างเต็มที่ เดิมเคยคิดไว้ว่า ถ้าไม่มีอะไรสะดุดเมื่ออายุ 50 ปี ก็จะเลิกเล่นการเมือง เสร็จจากงานการเมืองผมก็จะไปทำอย่างอื่นแล้ว ซึ่งจากการทำงานการเมืองมา 23 ปี ในภาพรวมยังไม่พอใจ แต่สิ่งที่เคยทำไปก็ไม่ได้สูญเปล่า แม้ขณะนี้บ้านเมืองไม่ได้เป็นไปตามที่ต้องการ แต่เราก็ต้องต่อสู้ไปเรื่อยๆ”
ถ้อยแถลงของ อภิสิทธิ์ ระหว่างการบรรยายพิเศษในหัวข้อ “การสร้างแรงบันดาลใจในการประกอบอาชีพการเป็นนักการเมือง” แก่นักศึกษาหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาผู้นำทางสังคม ธุรกิจ และการเมือง มหาวิทยาลัยรังสิต เมื่อวันที่ 17 พ.ค.ที่ผ่านมา เป็นเสมือนสัญญาณทุบหม้อข้าว ปลุกขวัญกำลังใจทั้งตัวเองและลูกพรรคให้เอาจริงกับศึกหนักในการเลือกตั้งที่ยังไม่รู้ว่ากฎกติกาจะออกมารูปร่างหน้าตาอย่างไร
สาเหตุที่ต้องรีบโหมโรงกันตั้งแต่ตอนนี้เพื่อส่งสัญญาณเอาจริงกับเลือกตั้ง ที่ประเมินแล้วมี “โอกาส” ที่เอื้ออำนวยมากที่สุดครั้งหนึ่ง หากพลาดโอกาสนี้คงได้เป็นฝ่ายค้านกันอีกยาว เหตุผลประการแรกเพราะระบบการเลือกตั้ง หากทุกอย่างเป็นไปตามกลไกที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญต้องการให้เป็นระบบผสม ย่อมทำให้ประชาธิปัตย์มีโอกาสโกยที่นั่งระบบสัดส่วนในพื้นที่อีสานและเหนือมากขึ้น แม้จะต้องยอมแลกด้วยที่นั่งระบบสัดส่วนพื้นที่ภาคใต้ แต่ประเมินแล้วประชาธิปัตย์ย่อมได้เปรียบมากกว่า แม้โดยรวมเก้าอี้จะเพิ่มขึ้นไม่มาก แต่ระบบนี้จะทำให้เก้าอี้ของเพื่อไทยลดน้อยลงไป
ยังไม่รวมกับคะแนนเสียงของเพื่อไทยที่เริ่มสั่นคลอนมากขึ้น ทั้งผลกระทบจากโครงการรับจำนำข้าวที่สร้างความเสียหายกับชาวนาชัดเจน ขณะที่กระบวนการเอาผิดจากความเสียหายหลายแสนล้านบาท เริ่มชัดเจนมากขึ้น อีกทั้ง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งถูก สนช.ถอดถอน ต้องเว้นวรรคทางการเมือง และบิ๊กเพื่อไทยอีกหลายรายกำลังเข้าคิวรอพิจารณาคดี ทั้งหมดนี้ล้วนมีแต่ทำให้เพื่อไทยระส่ำระสายและอ่อนแรง
แต่อีกด้านหนึ่งประชาธิปัตย์ก็ใช่ว่าจะได้เปรียบ เพราะปัจจุบันสถานการณ์ภายในพรรคก็ระส่ำระสายไม่น้อย ตั้งแต่แผลเก่าเรื่องปฏิรูป จนต่อมา อลงกรณ์ พลบุตร ต้องวางมือไปลงสมัคร สปช. เรื่อยมาจนถึงแผลใหม่ ความขัดแย้งในช่วงสมาชิกพรรคลาออกไปเคลื่อนไหวกับ กปปส. ที่ทำให้พรรคเริ่มขาดความเป็นเอกภาพ ยิ่งในวันที่ สุเทพ เทือกสุบรรณ ประกาศทิ้งเก้าอี้เลขาธิการพรรคออกไปเคลื่อนไหวกับ กปปส. ยิ่งกลายเป็นปัญหากับประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะล่าสุดส่งสัญญาณชัดเจนว่าหลังจากลาสิกขาแล้วจะออกมาเคลื่อนไหวด้านเอ็นจีโอ และการเมืองภาคประชาชน ย่อมกระทบถึงความเหนียวแน่นในพรรค โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ ขณะที่อีกพื้นที่ฐานเสียงสำคัญอย่างกรุงเทพมหานครนั้น เวลานี้จากผลงานที่ไม่เข้าตาประชาชนของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ย่อมฉุดให้คะแนนนิยมของพรรคลดน้อยลงไป และเป็นโจทย์ใหญ่สำหรับทั้ง อภิสิทธิ์ และจุติ ไกรฤกษ์ เลขาธิการพรรค ตลอดจนผู้บริหารพรรคชุดนี้ต้องรับงานหนักลุยศึกเลือกตั้ง
ประเมินผลงานที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า อภิสิทธิ์ มีส่วนช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับพรรคประชาธิปัตย์อยู่ไม่น้อย หลังเข้ามารับตำแหน่งหัวหน้าพรรคต่อจาก บัญญัติ บรรทัดฐาน เมื่อวันที่ 5 มี.ค. 2548 ดังจะเห็นจากคะแนน สส.ระบบบัญชีรายชื่อ ที่เพิ่มขึ้นมาจาก 7 ล้านเสียง มาอยู่ที่ 11 ล้านเสียง
แต่กระนั้นก็ยังไม่เพียงพอที่จะสามารถชนะคู่แข่งสำคัญอย่างพรรคเพื่อไทยที่อยู่ 14 ล้านเสียง ทั้งที่ “โอกาส” และ “จังหวะ” จะเอื้ออำนวยให้กับประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะหลังรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 ที่ว่ากันว่าทำให้เสื้อแดงและเพื่อไทยอ่อนแรงลงไปไม่น้อย แกนนำและอดีตรัฐมนตรีหลายคนถูกเว้นวรรคอยู่บ้านเลขที่ 111 และ 109 แต่การเลือกตั้งรอบล่าสุดที่เพื่อไทยส่ง ยิ่งลักษณ์ โคลนนิ่งของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มาขัดตาทัพประชาธิปัตย์ ยังทำได้เพียงแค่ 159 ที่นั่ง ตามหลังเพื่อไทยที่กวาดไปถึง 265 ที่นั่ง
นี่จึงเป็นการเลือกตั้งครั้งสำคัญของ อภิสิทธิ์ และประชาธิปัตย์ เพราะโอกาสสุดท้ายที่สมาชิกพรรคหยิบยื่นให้ อภิสิทธิ์ ถูกใช้ไปแล้วหลังพ่ายแพ้การเลือกตั้ง 2554 เมื่อเสียงสมาชิกส่วนใหญ่โหวตให้ อภิสิทธิ์ กลับมาเป็นหัวหน้าพรรคอีกรอบ หลังเจ้าตัวประกาศลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบ จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมอยู่ไม่น้อย
ดังนั้น หากประชาธิปัตย์แพ้การเลือกตั้งรอบใหม่ ถึง อภิสิทธิ์ จะไม่ลาออกเอง ก็คงมีแรงบีบจากสมาชิกเรียกร้องให้ลาออกอยู่ดี เพราะตลอด 10 ปีที่ผ่านมา อภิสิทธิ์ “บอบช้ำทางการเมือง” ไม่น้อย ยิ่งในช่วงที่เข้าสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งถูกครหาว่าตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร เรื่อยมาจนถึงแผลจากการสลายการชุมนุมจนมีคดีหนักติดตัวจนฉุดภาพลักษณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ลงไปพร้อมกัน จนเจ้าตัวมีแนวคิดที่จะวางมือ แถมระยะหลังยังมีแรงเขย่าเก้าอี้หลายระลอก ดังนั้น ทางออกที่วินวินด้วยกันทุกฝ่ายคือการเปิดทางให้คนใหม่ที่ไม่มีแผลขึ้นมากอบกู้ภาพลักษณ์แทน
อีกทั้งยังเป็นจังหวะที่ดีให้หัวหน้าพรรคคนใหม่ที่จะเข้ามารับตำแหน่งมีเวลาเพียงพอกับการวางระบบบริหารงานในพรรค ควบคู่ไปกับการเริ่มต้นปฏิรูปประเทศ ซึ่งจะเริ่มทันเห็นผลงานกันในช่วงการเลือกตั้งรอบต่อไปหลังจากนั้น อีกทั้งที่ผ่านมา แม้ประชาธิปัตย์จะพยายาม “ปฏิรูปพรรค” อยู่หลายรอบ แต่วิเคราะห์กันว่าเมื่อยังติดเงื่อนไขเรื่องบุคลากรชุดเดิม ทำให้การปฏิรูปไม่เห็นผลอย่างที่ตั้งใจ การถือโอกาสปรับเปลี่ยนน่าจะทำให้ทุกอย่างเห็นผลชัดเจนขึ้น
การเลือกตั้งครั้งใหม่นี้จึงถือเป็นเดิมพันสุดท้ายที่ อภิสิทธิ์ ต้องทุ่มหมดหน้าตักเพื่อลุ้นว่าอนาคตการเมืองของตัวเองจะปิดฉากลงอย่างไร







