
ร้องบริษัทยาจดสิทธิบัตรอาจทำค่ายาไวรัสตับซีพุ่งเม็ดละ3หมื่น
เครือข่ายเอดส์ยื่นหนังสือ สธ.-พณ. แก้ปัญหายาแพงทำผู้ป่วย1.2ล้านคนได้รับผลกระทบ
เครือข่ายเอดส์ยื่นหนังสือ สธ.-พณ. แก้ปัญหายาแพงทำผู้ป่วย1.2ล้านคนได้รับผลกระทบ
วันที่ 20 พ.ค. ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นายนิมิตร์ เทียนอุดม ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ พร้อมด้วยเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี มูลนิธิโอโซน มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ มูลนิธิเข้าถึงเอดส์ ชมรมเภสัชชนบท และมูลนิธิรณรงค์เพื่อการรักษาเอดส์ ยื่นหนังสือถึง ศ.นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน รมว.สธ. และ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ เพื่อให้แก้ปัญหายารักษาไวรัสตับอักเสบซี ราคาสูงเกินจริง หลังบริษัทยากิลิแอด ยื่นคำขอสิทธิบัตรยาโซฟอสบูเวียร์ในประเทศไทย สำหรับรักษาไวรัสตับอักเสบซี ในประเทศไทย ทำให้ผู้ป่วย 1.2 ล้านคนเข้าไม่ถึงยา
นายนิมิตร์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ ยาโซฟอสบูเวียร์ อยู่ที่เม็ดละ 3 หมื่นบาท ซึ่งหากรักษาครบ 3 เดือนจะต้องเสียเงินถึง 2.5 ล้านบาท ซึ่งที่ผ่านมาเครือข่ายผู้ป่วยไม่เคยรู้ว่าบริษัทได้ทำการยื่นขอสิทธิบัตรยา ทำให้ไม่สามารถคัดค้านได้ นอกจากนี้ หาก กระทรวงพาณิชย์รับจดสิทธิบัตรยาชนิดนี้ ก็จะทำให้บริษัทผูกขาดยาดังกล่าวนานถึง 20 ปี ซึ่งจะมีผลทำให้คนไข้เข้าไม่ถึงยา จึงขอให้ กระทรวงพาณิชย์ถอนคำขอ เพื่อไม่ให้มีการจดสิทธิบัตรยาตัวนี้ในประเทศไทย
“หากไม่มีการดำเนินการ จะขอให้สธ.ประกาศใช้สิทธิตามสิทธิบัตรโดยรัฐ (ซีแอล) ซึ่งสามารถทำได้ เพราะการกระทำดังกล่าวของบริษัทยาทำให้เกิดการผูกขาด และทำให้คนไข้เข้าไม่ถึงยา ทั้งนี้ ยารักษาไวรัสตับอักเสบซี องค์การเภสัชกรรม (อภ.) สามารถผลิตได้โดยนำเข้าวัตถุดิบจากประเทศจีน หรือประเทศเกาหลีใต้ จะมีราคาเพียง 71 บาทเท่านั้น” ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์กล่าว
นอกจากนี้ นายนิมิตร์ ยังได้เรียกร้องให้ บรรจุสิทธิการเข้าถึงยา ใน พ.ร.บ.ยา ฉบับใหม่ รวมถึงเรียกร้องให้ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ บรรจุข้อความดังกล่าวลงในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ด้วย หลัง สปช.ที่มาจากโรงพยาบาลเอกชนจำนวนมาก เสนอให้ตัดข้อความเกี่ยวกับการ “เข้าถึงยาและการรักษาอย่างเท่าเทียม” ออกจากร่างรัฐธรรมนูญ
นายเฉลิมศักดิ์ กิตติตระกูล เจ้าหน้าที่รณรงค์เพื่อเข้าถึงการรักษา มูลนิธิเข้าถึงเอดส์ กล่าวว่า ต้นทุนการผลิตที่แท้จริงอาจมีราคาไม่ถึง 100 บาท โดยในหลายประเทศก็ยังมีปัญหาว่าจะให้สิทธิบัตรหรือไม่ เช่น ในยุโรป อินเดีย จีน เป็นต้น เพราะเทคโนโลยีการผลิตไม่เข้าหลักเกณฑ์ในเรื่องความใหม่ ทั้งนี้ เครือข่ายได้เตรียมเดินทางไปยื่นหนังสือกับกระทรวงพาณิชย์ต่อไป
ขณะที่ นพ.สุรเชษฐ์ สถิตนิรามัย รองปลัดสธ. รักษาการปลัดสธ. กล่าวว่า จะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้ง สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) อภ. และกระทรวงพาณิชย์ หารือเพื่อหาแนวทางต่อไป







