
การปฏิรูปกฎหมายทำแท้งในอังกฤษ (12)
โดย...นายแพทย์วิชัย โชควิวัฒน
โดย...นายแพทย์วิชัย โชควิวัฒน
บุคคลสำคัญอีกท่านหนึ่งที่มีส่วนอย่างมากในงานปฏิรูปกฎหมายทำแท้งในอังกฤษ คือ ดักลาส ฮูตัน สส.พรรคแรงงานในช่วง พ.ศ. 2492-2517 ประธานวิปพรรคแรงงานช่วง พ.ศ. 2510-2517 ซึ่งต่อมาได้รับการสถาปนาเป็นลอร์ด ฮูตัน แห่งโซเวอร์บี (The Lord Houghton of Sowerby)
เมื่อ สส.เดวิด สตีล ตัดสินใจเสนอร่าง พ.ร.บ.ปฏิรูปกฎหมายทำแท้งเข้าสู่สภา ในทัศนะของดักลาส ฮูตัน เห็นว่าสิ่งที่ เดวิด สตีล เสนอ เป็นข้อเสนอที่ “รุนแรงแบบถอนรากถอนโคน” (Radical) กระทรวงมหาดไทย (Ministry of Home Affairs) จึงเข้าไปเกี่ยวข้องทันทีเพราะเป็นประเพณีของรัฐบาลอังกฤษสมัยนั้น ที่จะต้องมอบหมายให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องเข้าไป “ดูแล” ร่างกฎหมายที่ สส.เสนอ เพื่อให้คำแนะนำแก่สภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะกับร่างกฎหมายที่มีความเห็นแย้งกัน ในบางกรณีรัฐบาลอาจแจ้งต่อสภาผู้แทนราษฎรอย่างชัดเจนว่า ไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายนั้น แต่สำหรับร่างกฎหมายนี้ รัฐมนตรีมหาดไทยในสมัยนั้นคือ รอย เจนกินส์ เป็นผู้สนับสนุนการปฏิรูปกฎหมายทำแท้งอย่างแข็งขัน
นี้เป็นเรื่อง “ย้อนแย้ง” (Controversial) อย่างชัดเจน เพราะ รอย เจนกินส์ จะต้องนั่งอยู่ในม้านั่งแถวหน้า (Front Bench) ในสภาผู้แทนราษฎร และพูดจากที่นั่น เพราะเขาเป็นรัฐมนตรี และอาจมีบางคนคัดค้าน อย่างไรก็ดีคณะรัฐมนตรีพิจารณาแล้วอนุญาตให้ รอย เจนกินส์ ทำตามที่เสนอได้ การตัดสินใจของคณะรัฐมนตรีครั้งนั้นถือเป็นการตัดสินใจสำคัญเช่นนี้เป็นครั้งแรก เพราะย่อมมีผลให้รัฐมนตรีมหาดไทยเข้าไปแทรกแซงร่างกฎหมายที่ สส.เสนอในวาระสอง โดยทัศนะส่วนตัวของรัฐมนตรีย่อมมีผลต่อการพิจารณาร่างกฎหมาย
โดยที่ เดวิด สตีล สังกัดพรรคเสรีนิยม ซึ่งเป็นพรรคเสียงข้างน้อย มีกำลังสนับสนุนจำกัด จึงต้องพึ่งเสียงของพรรคแรงงานซึ่งเป็นพรรครัฐบาลเป็นหลัก ทำให้ต้องทำงานกับผู้มีอิทธิพลต่อคะแนนโหวตในพรรคแรงงาน ซึ่ง เดวิด สตีล ใช้วิธีตั้ง “คณะกรรมการที่ปรึกษา” โดยมีบุคคลภายนอกสภาผู้แทนราษฎรร่วมในคณะกรรมการด้วย เลดี้ ฮูตัน ภริยาของดักลาส ฮูตัน รวมอยู่ในคณะกรรมการดังกล่าวนี้ด้วย คณะกรรมการมีการประชุมและทำงานอย่างเป็นระบบ ฟังปฏิกิริยาจากภายนอก และช่วยสนับสนุนจากภายใน ในการปรับปรุงถ้อยคำในร่างกฎหมายอย่างต่อเนื่อง โดยกระทรวงมหาดไทยซึ่งมีทักษะในการร่างกฎหมายอย่างดีได้เข้าไปหนุนช่วยด้วย ภายในรัฐบาลเองมีข้อขัดแย้งระหว่าง รอย เจนกินส์ กับ เคนเนธ โรบินสัน รัฐมนตรีสาธารณสุข แต่ในที่สุด รัฐมนตรีสาธารณสุขเป็นฝ่ายยอมตามฝ่ายสนับสนุนร่างกฎหมายและโดยเฉพาะแรงกดดันจากแพทยสมาคมอังกฤษ และกฎหมายก็ออกมาตามแนวทางของกระทรวงมหาดไทยเป็นส่วนใหญ่
บทบาทสำคัญของดักลาส ฮูตัน คือการเสนอในคณะรัฐมนตรีให้ให้เวลาอย่างเพียงพอในการพิจารณาร่างกฎหมายนี้ เพราะหากปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปตามที่เคยปฏิบัติ ร่างกฎหมายที่เสนอโดย สส. และมีความเห็นแตกต่างกันมากมายเช่นนี้ จะต้องถูก “เขี่ย” ตกไปอย่างแน่นอน โดยมีการระงับใช้ข้อบังคับการประชุมสภาบางข้อ ในฐานะประธานวิปของพรรคแรงงาน ดักลาสผลักดันจนข้อเสนอนี้ได้รับความเห็นชอบ เมื่อร่างกฎหมายผ่านชั้นกรรมาธิการเข้าสู่การพิจารณาของสภา หลังการเจรจาอย่างยาวนานกับนายกรัฐมนตรีฮา โรลด์ วิลสัน ก็ได้ข้อยุติว่า ร่างกฎหมายที่ผ่านเข้าสู่การพิจารณาในวาระสองจะไม่ถูกเขี่ยตกไปด้วยเหตุผลเพราะเวลาไม่พอ และเพราะมตินี้เองมีส่วนสำคัญทำให้กฎหมายผ่านสภาได้
ในทัศนะของดักลาส ฮูตัน กฎหมายผ่านสภาออกมาได้ เพราะเหตุปัจจัยหลายประการ ได้แก่ 1) สมาคมปฏิรูปกฎหมายทำแท้งเป็นองค์กรสำคัญที่ทำงานเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่องยาวนานด้วยปณิธานอันถูกต้อง ชอบธรรม ขณะที่กฎหมายที่มีอยู่เดิม ล้าสมัย ก่อปัญหา 2) มีการนำเสนอเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรในช่วงเวลาที่เหมาะสม 3) ผู้เสนอกฎหมายนี้คือ เดวิด สตีล เป็นผู้ที่เหมาะสม ทำงานอย่างกล้าหาญ อดทน เข้มแข็ง ฉลาด ใจกว้าง และทำงานอย่างเป็นระบบ โดยประสานการสนับสนุนทั้งจากในและนอกสภาอย่างดี 4) การนำเสนอร่างกฎหมาย การรับฟังข้อโต้แย้ง การปรับวัตถุประสงค์ ท่าที และถ้อยคำในร่างกฎหมาย กระทำอย่างถูกต้อง เหมาะสม
แน่นอนว่าดักลาส ฮูตัน ผู้จัดเจนกับระบบการทำงานของรัฐสภาเป็นผู้มีส่วนสำคัญในการให้คำแนะนำอย่างต่อเนื่องทุกจังหวะก้าว ถ้าปราศจากคำแนะนำที่ถูกต้อง ก็อาจเกิดความผิดพลาดทำให้กฎหมายสะดุดจนตกไปง่ายๆ ได้ 5) สภาผู้แทนราษฎรเป็นสถาบันที่มีความอ่อนไหวสูง คนทั่วไปคิดว่าแค่ส่งโปสการ์ดหรือจดหมายไปถึง สส. ก็พอเพียงที่จะได้เสียงสนับสนุนแล้ว ความจริงถ้าทำเพียงแค่นั้นก็จะไม่ได้ผล เรื่องนี้สมาคมปฏิรูปกฎหมายทำแท้งสามารถทำงานอย่างได้ผล - ตามคำแนะนำของดักลาส ฮูตัน โดยรณรงค์ เคลื่อนไหวประสานเสียงกันอย่างมีจังหวะก้าวทั้งในและนอกสภา ทำให้บรรดา สส.ต้องพิจารณาเรื่องนี้อย่างจริงจัง 6) ข้อสำคัญ คือ ฝ่ายต่อต้านทำงานอย่างไม่มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้น่าจะเป็นเพราะฝ่ายต่อต้านไม่เชื่อว่ากฎหมายจะผ่านสภา แม้จะผ่านวาระแรก แต่ก็มักจะตกไปในชั้นกรรมาธิการ ฝ่ายคัดค้านไม่ได้เตรียมตัวต่อสู้เพราะไม่คิดว่ารัฐบาลจะให้เวลาอย่างเต็มที่ในการพิจารณา และคิดว่าเพียงใช้กลยุทธ์ถ่วงเวลาในการพิจารณาช่วงบ่ายวันศุกร์ กฎหมายก็จะถูกเขี่ยตกไปได้โดยง่าย แต่การณ์หาเป็นเช่นนั้นไม่ ฝ่ายคัดค้านจึงเป็นฝ่ายพ่ายแพ้







