
เดินหน้าพูดคุย
นักวิชาการทหารมักพูดว่า “เมื่อการเมืองหยุดนิ่ง การทหารย่อมเคลื่อนไหว” เหตุการณ์วางระเบิด 20 จุด
นักวิชาการทหารมักพูดว่า “เมื่อการเมืองหยุดนิ่ง การทหารย่อมเคลื่อนไหว” เหตุการณ์วางระเบิด 20 จุดป่วนเมืองยะลา เมื่อคืนวันที่ 14 พ.ค.นั้น เกิดขึ้นในห้วงที่การเมืองเรื่องการพูดคุยเพื่อสันติสุขระหว่างรัฐบาลไทยกับกลุ่มผู้เห็นต่าง โดยมีรัฐบาลมาเลเซียเป็นผู้อำนวยความสะดวก กำลังเดินหน้าเพื่อเข้าสู่จุดเริ่มต้นครั้งใหม่ ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในระยะนี้จึงมีผลกระทบต่อกระบวนการสันติภาพที่ทุกฝ่ายกำลังเดินหน้าสานต่อ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายจะต้องเฝ้าระวัง มิใช่ความพยายามที่จะหาทางออกจากความรุนแรงร่วมกันดังกล่าวต้องหยุดชะงักไปอีก
สัญญาณด้านบวกของการร่วมพูดคุยเพื่อสันติภาพปรากฏออกมาให้เห็นเป็นระยะๆ ช่วงต้นเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ผู้เห็นต่างจากรัฐไทย 6 กลุ่ม ได้ตกลงร่วมกันที่จะรวมตัวกันในชื่อสภาพันธะแห่งประชาชนปัตตานี หรือ MARA Patani เพื่อ
เข้าร่วมกระบวนการพูดคุยกับตัวแทนรัฐบาลไทย ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ผู้เห็นต่างกลุ่มต่างๆ รวมตัวกันเพื่อสร้างเอกภาพในการร่วมพูดคุยกับฝ่ายไทย
ขณะเดียวกัน เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติของไทย ก็ยืนยันว่า การพูดคุยน่าจะเริ่มขึ้นได้ในเดือน มิ.ย.นี้ สิ่งที่น่าสนใจคือ ในการจัดกระบวนของฝ่ายไทยเอง ไม่มีครั้งใดที่จะสะท้อนความเป็นเอกภาพได้สูงสุดเท่าครั้งนี้ เพราะทุกฝ่ายที่อยู่ในกระบวนการแก้ไขปัญหาความไม่สงบชายแดนภาคใต้ ทั้งพลเรือน ตำรวจ ทหาร ก็ล้วนมาจากการแต่งตั้ง คัดเลือกของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทั้งสิ้น
อาจกล่าวได้ว่าผลสัมฤทธิ์ของความเป็นเอกภาพดังกล่าวสะท้อนให้เห็นได้จากสถิติต่างๆ ทั้งจำนวนเหตุการณ์ความรุนแรงที่ลดลง จำนวนการตรวจค้นแหล่งต้องสงสัย ตรวจยึดยุทโธปกรณ์ ที่พัก จับกุมผู้ต้องหา เชิญตัวผู้ต้องสงสัยก่อความไม่สงบมาสอบสวน ที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่จะต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องอย่างระมัดระวัง และย้ำให้ผู้ปฏิบัติทุกฝ่าย ทุกหน่วย ยึดมั่นแนวทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด มิให้ความผิดพลาดอย่างกรณีวิสามัญฆาตกรรม 4 ราย ที่ อ.ทุ่งยางแดง จ.ปัตตานี เกิดขึ้นซ้ำอีก เพราะจะกลับกลายเป็นการบั่นทอนความเชื่อมั่นปฏิบัติการเชิงรุกของฝ่ายรัฐ
แต่ยิ่งกว่าสิ่งใด รัฐบาลต้องยืนยันอย่างหนักแน่นที่จะเดินหน้ากระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุข อย่างน้อยข้อเสนอที่ต่างฝ่ายนำมาพูดคุยกันบนโต๊ะ ก็จะทำให้แต่ละฝ่ายได้ทบทวนการปฏิบัติของตนเอง ว่าเป็นอุปสรรคต่อการนำไปสู่สันติสุขหรือไม่ และยิ่งไปกว่านั้นหากการใช้วิถีและกระบวนการเชิงการเมืองบนโต๊ะเจรจาเริ่มเห็นผลสำเร็จ สร้างความหวังให้เกิดสันติสุขได้จริง ก็อาจทำให้ผู้ที่ยังเชื่อมั่นในแนวทางต่อสู้ด้วยอาวุธ หันกลับมายอมรับแนวทางสันติวิธี ซึ่งจะยิ่งเกิดผลดีต่อการแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ที่ยืดเยื้อมากว่า 10 ปี







