
ยกแมนเดลาโมเดลแก้ไทยขัดแย้ง
ต่างชาติแนะไทยใช้ “แมนเดลลาโมเดล” แก้ความขัดแย้ง ปริญญาแนะควรหาข้อเท็จจริงมากกว่าความจริง ด้านคณิตเสนอชื่อกรรมการให้นายกฯ ต้นเดือนหน้า
ต่างชาติแนะไทยใช้ “แมนเดลลาโมเดล” แก้ความขัดแย้ง ปริญญาแนะควรหาข้อเท็จจริงมากกว่าความจริง ด้านคณิตเสนอชื่อกรรมการให้นายกฯ ต้นเดือนหน้า
ที่รร.สยามซิตี้ คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ(คอป.)ได้มีการประชุมกลุ่มผู้เชี่ยวชาญเรื่องการปฏิบัติที่ดีและบทเรียนในเรื่องการคณะกรรมการแสวงหาความจริงเพื่อความสมานฉันท์” โดยมี นายคณิต ณ นคร ประธานคอป.เข้ารับฟังการระดมสมองจากผู้เชี่ยวชาญจากองค์กรทั้งภายในและภายนอกประเทศด้วย
ทั้งนี้ผู้เข้าร่วมประชุมหลายคนแสดงความกังวลว่าคอป.จะไม่ได้รับการยอมรับจากสังคมเนื่องจากขณะนี้สังคมไทยหาคนกลางที่ทุกฝ่ายยอมรับยาก แม้แต่การเสนอชื่อกรรมการก็จะถูกมองว่าสังกัดสีใดสีหนึ่ง สุดท้ายข้อสรุปที่ออกมาหากสร้างความเสียหายให้ฝ่ายใดคอป.จะถูกฟ้องร้องได้ ทั้งนี้มีการเสนอให้ใช้บุคคลที่อยู่ในองค์กรระหว่างประเทศมาร่วมเป็นคณะกรรมการด้วย
นายอัษฎา ชัยนาม อดีตผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การสหประชาชาติ กล่าวว่า ส่วนตัวมองว่าการสร้างความปรองดองไม่ได้มาจากการหาข้อเท็จจริงเพราะความจริงในบ้านเรานั้นหายาก หลายเรื่องเป็นเรื่องโกหก หรือมีความจริงเพียงครึ่งเดียว ขณะที่ความจริงอีกหลายเรื่องก็พูดออกมาไม่ได้ ดังนั้นการปรองดองคือการเจรจาต่อรอง ต้องเปิดโอกาสให้ทั้งสองฝ่ายได้เข้ามาพูดคุยกันโดยให้มีอำนาจในการต่อรองพอๆกันหรือใกล้เคียงกันทุกฝ่ายถึงจะยอมคุยกัน โดยต้องเจรจาแบบปิดลับจึงจะปรองดองได้
นายฮาเวิร์ด วาร์นี่ ที่ปรึกษาด้านการค้นหาความจริง จากสถาบันนานาชาติการเปลี่ยนผ่านเพื่อความยุติธรรม จากเมืองเคปทาวน์ แอฟริกาใต้ กล่าวว่า ความขัดแย้งว่าด้วยเรื่องสีผิวในแอฟริกาใต้นำไปสู่ความรุนแรงในชาติทำให้ต้องมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อสร้างความปรองดองขึ้น โดยคุณสมบัติสำคัญ 3 ประการคือ 1.มีความอิสระ 2.โปร่งใส ตรวจสอบได้ ไม่มีอคติ และ3.มีอำนาจพอสมควร ที่แอฟริกาใต้ต้องร่างกฎหมายขึ้นมาเพื่อคุ้มครองความอิสระของคณะกรรมการ ควรจะมีการออกกฎหมายคุ้มครองคอป.ของไทยเพื่อไม่ให้ถูกฟ้องร้องด้วย
ขณะเดียวกันตัวกรรมการก็ต้องมีความโปร่งใส ต้องเปิดเผยทรัพย์สินและต้องพิสูจน์ตัวเองว่าไม่มีผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายการเมืองไม่ว่าข้างไหน คณะกรรมการชุดนี้จะต้องมีอำนาจในการเชิญตัวเหยื่อและสามารถบังคับพยานมาให้ข้อมูลเพื่อหาข้อเท็จจริงในเหตุการณ์ รวมถึงต้องตั้งงบประมาณได้เองไม่ต้องพึ่งพาจากฝ่ายการเมือง
ทั้งนี้ คอป.แอฟริกาใต้ใช้เวลาทำงาน 2 ปี ตั้งแต่ระหว่างปี 1995 -1997 แต่การฟ้องร้องเพิ่งเสร็จสิ้นในปี 2002 โดยบางครั้งกระบวนการมีความสำคัญมากกว่าผลลัพธ์ ทั้งนี้คอป.ไม่ได้เน้นศึกษาปัญหาเชิงโครงสร้างมากนัก แต่มีการตั้งคณะกรรมการค้นหาความจริง ควบคู่ไปกับคณะกรรมการเยียวยาเพื่อดูแลเรื่องเหยื่อ และเน้นหาเท็จจริงในปัญหาที่เกิดขึ้นในช่วงนั้นมากกว่า ทั้งนี้ผลการทำรายงานครั้งนั้นคนผิวขาวไม่ยอมรับมากนัก แต่คนผิวดำยอมรับมากกว่า
ยกแมนเดลาโมเดลแก้ไทยขัดแย้ง
นายฮาเวิร์ด กล่าวว่า ในแอฟริกาใต้ เนลสัน แมนเดลาพยายามสมานฉันท์ระหว่างคนดำกับคนขาวโดยผ่านกีฬารักบี้ซึ่งเป็นกีฬาของคนผิวขาว ถือเป็นความชาญฉลาดมาก และเป็นวิธีการที่ทรงพลัง เพราะท่านได้ใช้กีฬารักบี้ขับเคลื่อนไปสู่ความรักชาติของคนต่างสีผิว ดังนั้นในสังคมไทยอาจจะทำได้ด้วยการใช้สัญลักษณ์บางอย่างที่ทุกคนดึงอาจเกิดขึ้นได้ในสังคมไทยมาร่วมมือกัน แต่สมานฉันท์จะเกิดไม่ได้เลยถ้าไม่ชดเชยหรือเห็นอกเห็นใจผู้เสียหายอย่างเพียงพอ
“กรณีเซียรา ลีโอน นั้นเมื่อคอป.ทำงานแล้วแนะนำว่าผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกดขี่ต้องขอโทษผู้ที่ถูกกดขี่ ปรากฎว่าประธานาธิบดีประธานิบดีเซียร่า ขอโทษผู้หญิงที่ถูกกดขี่ในช่วงขัดแย้ง และยืนยันว่าเธอจะได้มีสิทธิมีเสียงอย่างแท้จริงในการได้รับการชดเชยต่างๆรวมถึงตั้งวันสันติภาพแห่งชาติ”
น.ส.พริซซีล่า ฮายเน่อ ที่ปรึกษาด้านการค้นหาความจริงสถาบันนานาชาติการเปลี่ยนผ่านเพื่อความยุติธรรม จากนครเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ กล่าวว่า การสร้างความปรองดองไม่ใช่อยู่ดีๆบอกให้ลุกขึ้นมาแล้วบอกว่าให้ปรองดอง เพราะคนเราจะไม่ให้อภัยจนกว่าคนที่กระทำความผิดสำนึกผิด และ คอป. ไม่ใช่ยาสารพัดนึกที่จะรักษาได้ทุกโรค เพราะมีบางครั้งที่ คอป ไม่สำเร็จเป็นเพราะ คณะกรรมการเผชิญข้อจำกัด และ รัฐบาลไม่มีเจตจำนงค์ทางการเมืองที่จะตั้ง คอป.อย่างแท้จริง แต่เกิดขึ้นมาจากการกดดันจากฝ่ายต่างๆ หากเป็น แบบนี้ คอป. ก็จะไม่สามารถทำงานได้ และมักจะล้มไปก่อนที่จะมีผลงานออกมา
ต้องสร้างความเป็นธรรมในสังคม
ด้าน พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 กล่าวว่า ในฐานะที่ทำหน้าที่ใกล้ชิดม็อบทุกสี เห็นว่าม็อบทุกสีต้องการสร้างความเดือดร้อนให้บ้านเมืองเพื่อให้รัฐบาลมาสนใจ บางม็อบมีคนแค่ 200 คนแต่ก็ปิดถนน ตำรวจก็จัดการไม่ได้เพราะกฎหมายไม่เอื้ออำนวย รัฐธรรมนูญเขียนจนเราทำอะไรไม่ได้ ส่วน พ.ร.บ.การชุมนุมในที่สาธารณะก็เชื่อว่าจะออกไม่ได้เพราะนักการเมืองยังต้องการให้มีผู้ชุมนุมเพื่อเป็นเครื่องมือในการต่อรองอำนาจดังนั้นกฎหมายนี้ก็คงออกไม่ได้ ดังนั้นหากไม่สามารถสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นกับทุกฝ่ายได้ สังคมไทยจะแก้ปัญหาม็อบไม่ได้เลย
ขณะที่ นายกิตติพงษ์ กิตติยารักษ์ เลขานุการคอป. กล่าว่า หน้าที่ของคอป.จะไม่ใช่แค่ค้นหาความจริงเพื่อหาคนรับผิดชอบทางกฎหมายแต่จะค้นหาสาเหตุเพื่อป้องกันความรุนแรงในระยะยาว ขณะนี้ในสังคมไทยมีความเชื่อที่แตกต่างกันหลายชุด ซึ่งนำไปสู่ช่องว่างกว้างมากขึ้น ดังนั้นหากมีข้อเท็จจริงออกมาก็จะลดความรุนแรงลงได้
แนะหาข้อเท็จจริงมากกว่าหาความจริง
นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า อยากให้มีการ หาข้อเท็จจริง (Fact finding) มากกว่าการหาความจริง( Truth Seeking) อยากให้มีการหาสาเหตุของคนตายมากกว่าว่า80 ศพกว่าศพที่ตายไป ตายจากอะไร เจ้าหน้าที่ทำเกินอำนาจหรือไม่ การเผาบ้านเผาเมืองที่เกิดขึ้นเกิดจากใคร ส่วนเรื่องผิดถูกเป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรม โดยต้องมีเป้าหมายให้คนไทยอยู่ร่วมกันได้ แม้ว่าจะมีความแตกต่างกัน เพราะประชาธิปไตยมันต้องมีความขัดแย้งอยู่แล้ว แต่ต้องทำให้ประชาธิปไตยอยู่ให้ได้
ทั้งนี้ ความปรองดองไม่สำคัญเท่ากับเรื่องความเป็นธรรม ที่สำคัญคือเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย เพราะบางเรื่องมีการตั้งข้อสงสัยว่าทำไมเรื่องไปไม่ถึงศาล ซึ่งไม่ใช่ความผิดของตุลาการ แต่เป็นล่าช้าของกระบวนการ ดังนั้นอย่าทำให้รู้สึกว่ามีการเลือกการปฏิบัติ ทั้งนี้คำว่า ปรองดองสมานฉันท์คนเสื้อแดงฟังอยู่แล้ว แต่เขายังรู้สึกว่าถูกเลือกปฏิบัติอยู่ ทั้งนี้ควรมีกรอบการทำงานให้ชัดเจน
เสนอชื่อคณะกรรมการต่อนายกฯต้นเดือนก.ค.
นายคณิต ณ นคร ประธาน (คอป.) ให้สัมภาษณ์ ถึงความคืบหน้าต่อการตั้งบุคคลเพื่อเป็นคณะกรรมการว่า ขณะนี้ตนเองได้เดินสายติดต่อทามทามบุคคลมาเป็นคณะกรรมการอยู่หลายคน ซึ่งเป็นบุคคลที่มาจากหลายภาคส่วน อาทิ นักกฎหมาย นักวิชาการ ยืนยันว่า บุคคลที่เข้าไปติดต่อทาบทาม ล้วนเป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ เป็นที่ยอมรับ แต่การจะให้ในแต่ละฝ่ายยอมรับคงเป็นเรื่องยาก แต่เราก็จะพยายามทำให้ดีที่สุด ทั้งนี้การเสนอชื่อบุคคลจะเสนอต่อนายกฯได้ประมาณวันที่ 6 - 7 ก.ค. โดยมีประมาณ 10







