
ใช้ยาแรงแก้สลากแพง
การแก้ปัญหาสลากแพงเป็นที่จับตาของสังคมในขณะนี้มากว่า มาตรา 44 ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ
การแก้ปัญหาสลากแพงเป็นที่จับตาของสังคมในขณะนี้มากว่า มาตรา 44 ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะออกมากำราบขบวนการขายสลากเกินราคาที่มีคนได้ประโยชน์จากธุรกิจนี้ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำรวมเป็นประโยชน์ถึงกว่า 3 หมื่นล้านบาท ได้หรือไม่
ขณะนี้คณะกรรมการชุดใหม่ที่ขับเคลื่อนโดย พล.ต.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ หรือ เสธ.แดง เป็นประธานกรรมการ รวมกรรมการจากตัวแทนกระทรวง 7 คน ได้แก่ ผู้แทนกระทรวงการคลัง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม กรมบัญชีกลาง สำนักงบประมาณ และสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย และกรรมการที่มาจากการแต่งตั้งตามอำนาจ คสช.อีก 3 คน คือ พล.ต.ต.
สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข พ.ท.หนุน ศันสนาคม และธนวรรธน์ พลวิชัย ส่วน พล.ต.ฉลองรัฐ นาคอาทิตย์ ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เป็นกรรมการและเลขานุการโดยตำแหน่ง รวมทั้งหมด 12 คน ที่คาดว่าจะมีการประชุมคณะชุดใหม่อย่างเร็วในวันที่ 15 พ.ค. หรืออย่างช้าก็ต้นสัปดาห์หน้า
ถ้าวิเคราะห์แนวทางการแก้ปัญหาที่กำลังทำกันอยู่ในขณะนี้มีประเด็นที่น่าสนใจ ได้แก่เรื่องการยึดมติบอร์ดชุดเก่าให้กระจายโควตาสลากที่หมดอายุในเดือน มิ.ย.นี้ จำนวน 48 ล้านฉบับให้รายย่อย โดยให้เกลี่ยจำนวนสลากให้เหลือเพียง 5 เล่ม/ราย จากที่เคยได้กันสะเปะสะปะตั้งแต่รายละ 2 เล่มไปยัน 300 เล่ม ในส่วนนี้จะเกลี่ยให้เหลือรายละ 5 เล่มเท่ากันหมด ส่วนโควตาสลากของสมาคม มูลนิธิ รอให้บอร์ดใหม่ตัดสินใจว่าจะให้ตามจำนวนสมาชิกหรือไม่ เนื่องจากมีบางมูลนิธิที่มีสมาชิกไม่ถึง 10 ราย แต่ได้โควตาเป็นร้อยเป็นพันเล่ม
กรณีนี้แยกปัญหา 2 ประเด็น คือ การให้รายย่อยรายละ 5 เล่ม และให้จำกัดการขายที่ 80 บาท/คู่ แม้จะเพิ่มส่วนลดจากราคาที่ต้องซื้อมาในราคาคู่ละ 74.40 บาท ให้เหลือ 70 บาท หรือต้นทุนอยู่ที่เล่มละ 7,000 บาท เอาไปขายได้ 8,000 บาท จะมีกำไร 1,000 บาท/เล่ม ถ้าได้โควตา 5 เล่ม เท่ากับจะมีกำไร 5,000 บาท/งวด หรือ 1 หมื่นบาท/เดือน ซึ่งถือว่ามีรายได้ต่ำ
เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายที่ถีบตัวสูงในปัจจุบัน โดยเฉพาะคนพิการที่ต้องมีค่าใช้จ่ายการเดินทางที่สูงกว่าคนทั่วไป กับประเด็นที่ 2 คือ เรื่องโควตาสลากในส่วนที่เหลือหลังจากเกลี่ยให้คนละ 5 เล่มแล้ว คาดว่าจะมีการแบ่งโควตาส่วนที่เหลือให้กับคนที่ขึ้นชื่อสำรองในการขึ้นทะเบียนเมื่อต้นปี 2557 ซึ่งมีการร้องเรียนกันมากว่าคนที่เข้าสมัครครั้งนี้ไม่ใช่ผู้ค้าตัวจริง และทางสำนักงานสลากฯ ไม่ได้มีการตั้งโต๊ะตรวจสอบข้อมูลผู้สมัครทั้งหมดอย่างละเอียด สรุปคือ ถ้าให้คนละ 5 เล่ม อาจจะน้อยไปรายได้ไม่พอ และอาจต้องวิ่งเข้าไปซื้อสลากจากยี่ปั๊ว ซาปั๊ว อีกตามเคย ส่วนคนใหม่ที่จะเข้ามาอาจไม่ใช่ผู้ค้าตัวจริงทั้งหมด สุดท้ายก็หอบเอาสลากไปขายยี่ปั๊ว ซาปั๊ว ให้รวมชุดอยู่ดี
ประเด็นต่อมา การขายสลากขึ้นห้างแบบเอาสลากไปยัดใส่ตู้อาจเจ๊ง เพราะไม่สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่ผู้เล่นอยากจะเลือกเลขได้ตามความชอบ แต่การเอาตู้ไปตั้งแล้วให้เลือกเลขเอง 6 หลัก อาจซื้อไม่ได้หากมีคนซื้อเลขที่ซ้ำกันไปแล้ว นอกจากนี้การเจรจากับร้านสะดวกซื้อ ห้างค้าปลีก ยังมีเงื่อนไขที่ตกลงกันไม่ได้ เพราะมีบางห้างต้องการเปิดแผงให้ผู้ค้ามาเช่าขาย เพราะไม่ต้องการแบกรับความเสี่ยง และจะขอส่วนลดจากสำนักงานสลากฯ เพิ่มอีก 2 บาท/คู่ เท่ากับสำนักงานสลากฯ จะต้องจ่ายส่วนลด 12 บาท ให้ผู้ค้า 10 บาท และให้ทางห้างอีก 2 บาท
ขณะที่ร้านสะดวกซื้อบางรายต่อรองให้สำนักงานสลากฯ รับซื้อสลากที่ขายไม่หมดคืน นอกเหนือจากสลากตายที่มีการตั้งกองทุนรับซื้ออยู่แล้ว เพราะไม่ต้องการจะขาดทุน สรุปคือการขายสลากแบบที่เอาสลากใบไปใส่ตู้ อาจยังไม่ตอบโจทย์ผู้ซื้อได้ทั้งหมด และในแง่การบริหารจัดการระหว่างสำนักงานสลากฯ และร้านค้าปลีกค้าส่ง ร้านสะดวกซื้อ ยังต้องมีการหารือกันอีกมาก เพื่อหาข้อตกลงร่วมกันให้ได้
ประเด็นในเรื่องของการบริหารจัดการสำนักงานสลากฯ ในอนาคต มีการตั้งข้อสังเกตเรื่องที่มาของกรรมการทั้งหมดว่าเป็นตัวแทนที่ส่งมาจากการเมือง โดยเฉพาะตัวแทนจากหน่วยดังกล่าวคือคนที่ได้โควตาจากสำนักงานสลากฯ หากมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลใหม่ ไม่มีการการันตีได้ว่าโครงสร้างกรรมการดังกล่าวจะไม่ถูกการเมืองแทรกแซง
จากนี้คงต้องจับตาการแก้ปัญหาสลากแพงของ พล.ต.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ประธานคนใหม่ เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ส่งสัญญาณชัดเจนแล้วว่าถ้ารอบนี้แก้ไม่ได้อีกก็คงต้องหยุดขาย จากนี้อาจได้เห็นการใช้ทหารลงพื้นที่เพื่อจัดระเบียบผู้ค้าสลากที่ขายสลากเกินราคาด้วย แต่สุดท้ายถ้าใช้ยาแรงแล้วยังแก้ไม่ได้ คงถึงเวลาที่ต้องออกสลากออนไลน์ เพราะขณะนี้ฝ่ายจัดการเตรียมแก้ไข พ.ร.บ.สลากใหม่ เพื่อเปิดทางให้สำนักงานสลากฯ สามารถออกสลากรูปแบบอื่นได้แล้ว







