
เรืองไกรจี้สอบภาษีเสื้อเหลือง
"เรืองไกร "ร่อนหนังสือถึง“กรณ์”จี้สอบ ภาษีเสื้อเหลือง เหตุพบพิรุธจากวิวาทะ "สนธิ –วีระ"สาวไส้กันเองกรณีข้อพิพาทเงินบริจาค
"เรืองไกร "ร่อนหนังสือถึง“กรณ์”จี้สอบ ภาษีเสื้อเหลือง เหตุพบพิรุธจากวิวาทะ "สนธิ –วีระ"สาวไส้กันเองกรณีข้อพิพาทเงินบริจาค
นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.สรรหา เปิดเผยว่า ได้ยื่นหนังสือถึง นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลังเพื่อขอให้ตรวจสอบการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 2 กรณี คือกรณีนายสุชาติ ลายน้ำเงิน ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทยที่ยอมรับว่า พรรคเพื่อไทยให้เงินเดือนอีก 50,000 บาท ซึ่งเงินดังกล่าวควรเป็นเงินได้พึงประเมินของผู้มีเงินได้ที่ต้องนำไปรวม คำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาต่อกรมสรรพากรภายในเดือนมีนาคมของปี ถัดไป จึงขอให้ตรวจสอบว่า เงินได้จากพรรคการเมืองดังกล่าวผู้ได้รับเงินมีการนำเงินได้นั้นไปรวมเสีย ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามประมวลรัษฎากรมาตรา 40(1) ถูก ต้องแล้วหรือไม่ และเงินได้นั้นมีการรับมาแล้วในปี ภาษีใดบ้าง
นอกจากนี้ยังให้ตรวจสอบกรณีนายสนธิ ลิ้มทองกุลได้ทำจดหมายในนามแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(พธม.) เพื่อโต้ตอบนายวีระ สมความคิด ซึ่งมีเนื้อหาบางส่วนที่แสดงให้เห็นว่า มีเงินได้พึงประเมินเกิดขึ้นในนามบุคคลต่าง ๆ ที่ได้รับมาจากบุคคลอื่นในรูปเงินบริจาค ซึ่งควรถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากรมาตรา 40(8) ที่จะต้องมีการเสียภาษีปีละสองครั้ง
นายเรืองไกรกล่าวว่า โดยเนื้อหาจดหมายดังกล่าวระบุว่าได้บริจาคเงินให้นายวีระ สมความคิด ผ่านน.ส.ธิดาลักษณ์ วรรณวัฒนากิจ เลขานายสนธิ บริจาคให้กองทุนสู้คดี (โดยคุณสุวัตร อภัยภักดิ์ เป็นผู้ดูแล) กองทุนรักษาผู้บาดเจ็บ (โดยคุณพิภพ ธงไชย เป็นผู้ดูแล) มูลนิธิจำลอง ศรีเมือง (โดยพลตรี จำลอง ศรีเมือง เป็นผู้ดูแล) และ ASTV (โดย ผู้บริหาร ASTV เป็นผู้ดูแล)
การรับเงินบริจาค ดังกล่าวอาจแสดงให้เชื่อได้ว่า มีบุคคลธรรมดาได้รับเงินได้พึงประเมินที่ต้องนำมารวมคำนวณภาษีตามประมวล รัษฎากร เช่นนายวีระ สมความคิด นายสุวัตร อภัยภักดิ์ นายพิภพ ธงไชย พลตรี จำลอง ศรีเมือง และผู้บริหาร ASTV เป็นต้น
นายเรืองไกรกล่าวอีกว่า จากจดหมายของนายสนธิ จึงปรากฏข้อเท็จจริงที่แจ้งให้ทราบว่า มีการได้รับเงินได้พึงประเมินในรูปแบบต่าง ๆ เช่น กองทุนสู้คดี กองทุนรักษาผู้บาดเจ็บ เป็นต้น ซึ่งเงินดังกล่าวมีชื่อบุคคลเป็นผู้ดูแล ดังนั้น เงินที่อยู่ในชื่อบุคคลต่าง ๆ ย่อมอาจถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามความในมาตรา 61 ของ ประมวลรัษฎากร ที่กรมสรรพากรมีอำนาจตรวจสอบว่า เงินที่บุคคลดูแลนั้น อยู่ในหนังสือสำคัญใด เช่น สมุดบัญชีเงินฝากธนาคารต่าง ๆ (บัญชีกระแสเลขที่ 008-1-09707-0 , บัญชีเลขที่ 008-1-09660-0 , บัญชีเลขที่ 008-2-24447-8 หรือบัญชีออมทรัพย์เลขที่ 157-0-06294-3) และเงินเหล่านั้นได้รับมาตั้งแต่ช่วงปีใด แต่ละปีมีเงินได้เท่าไร มีการเสียภาษี จากเงินได้ที่ปรากฏในหนังสือสำคัญแล้วหรือไม่ รวมทั้งตรวจสอบการโอนเงินได้ให้แก่บุคคลอื่นนั้น บุคคล อื่นที่ได้รับเงินไปนั้น มีใครบ้าง ได้รับในฐานะอะไร
ทั้งนี้หากนำเงินดังกล่าวมาหักออกตามสิทธิที่ระบุไว้ในมาตรา 61 วรรค สอง ก็ควรตรวจสอบต่อไปด้วยว่า บุคคลอื่นที่ได้รับเงินไปอีกทอดหนึ่งนั้น มีการเสียภาษีแล้วหรือไม่ เช่น ค่าทนายความที่จ่ายครั้งละประมาณ 200,000 บาท จำนวนหลายครั้งรวมเป็นเงินหลายล้านบาท ทนายความผู้รับเงินมีการไปเสียภาษีประเภทเงินได้ค่าธรรมเนียมวิชาชีพตาม มาตรา 40 (6) อีกทอดหนึ่งหรือไม่
สำหรับเงินบริจาคในนามมูลนิธิ ถ้ามีการจดทะเบียนมูลนิธิดังกล่าวโดยถูกต้องตามกฎหมาย ย่อมถือเป็นนิติบุคคลตามประมวลรัษฎากร ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตราร้อยละ 10 จากราย ได้ก่อนหักรายจ่ายใด ๆ ทั้งนี้ มูลนิธิจะได้รับยกเว้นรายได้ตามมาตรา 65 ทวิ (13) คือ เงินค่าลงทะเบียนหรือค่าบำรุงที่ได้รับจากสมาชิก หรือ เงินหรือทรัพย์สินที่ได้รับจากการบริจาคหรือจากการให้โดยเสน่หาแล้วแต่กรณี และหากเป็นการเก็บเงินใน ส่วนตัวหากเกิน 4 ล้านบาท จะต้องเสียภาษี ร้อยละ 37
นายเรืองไกร กล่าวต่อว่า จึงให้กรมสรรพากรจึงควรมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงตามข่าวว่า บุคคลที่เกี่ยวข้องได้ทำหน้าที่เสียภาษีให้รัฐอย่างถูกต้องตามกฎหมายแล้ว หรือไม่และหากตรวจสอบพบว่าบุคคลและองค์กร ดังกล่าวให้เสียภาษีอย่างถูกต้องตามกฎฑหมาย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเรืองไกรได้แนบเอกสารที่อ้างว่า เป็นเงินบริจาคของมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดินเพื่อพันธมิตรสู้คดีตั้งแต่ สิงหาคม 2552- กุมภาพันธ์ 2553 ปรากฏว่า มีเงินเหลือในบัญชี 10,737,284.83 บาท







