
เสียง สนช​.​ ตัวแปรชี้ทิศทาง รธน.
กลายเป็นอีกเวทีที่ต้องจับตาสำหรับการประชุมนอกรอบของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
กลายเป็นอีกเวทีที่ต้องจับตาสำหรับการประชุมนอกรอบของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อให้สมาชิก สนช.ได้แสดงความคิดเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญแบบเปิดกว้าง 2 วันเต็ม ระหว่างวันที่ 15-16 พ.ค.นี้
แม้กรอบรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 มาตรา 34 กำหนดให้กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญต้องนำความเห็นหรือข้อเสนอแนะของ สนช. คณะรัฐมนตรี คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และความเห็นของประชาชน รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาประกอบการพิจารณา แต่มิได้หมายความว่ากรรมาธิการยกร่างฯ จะต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของ สนช.เสียทั้งหมด
แต่กระนั้น ข้อเสนอแนะหรือความเห็นของ สนช. ซึ่งไม่อาจ “ชี้ขาด” เนื้อหาในรัฐธรรมนูญ แต่อย่างน้อยก็มี “น้ำหนัก” เพียงพอที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญต้องรับฟัง
ทั้งในแง่ที่มาของ สนช. ซึ่งผ่านการคัดเลือกจาก คสช.โดยตรง จำนวนไม่น้อยที่เป็นคนมีสีมาจากกรมกองต่างๆ ทั้งยังรับราชการและเกษียณอายุแล้ว หลายคนเป็นมือทำงานที่ได้รับความไว้วางใจ หลายคนเป็นคนมีความสามารถในด้านต่างๆ ซึ่งถูกดึงมาช่วยงาน ความคิดความอ่านย่อมสามารถชี้ทิศทางในแต่ละประเด็นได้ระดับหนึ่ง
เบื้องต้น สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช.คนที่ 1 ระบุว่า การอภิปรายครั้งนี้จะเป็นประเด็นที่สำคัญและสังคมให้ความสนใจจากทั้งหมด 315 มาตรา ให้สมาชิกได้อภิปราย โดยตกลงกันว่าจะให้เป็นมติของ สนช.ต่อร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อเพิ่มน้ำหนักว่าในความเห็นของ สนช.
กำหนดเป็น 10 ประเด็น อาทิ ที่มานายกรัฐมนตรี ที่มา สส. และ สว. อำนาจขององค์กรอิสระใหม่ การยุบรวม กสม.กับผู้ตรวจการแผ่นดิน รวมทั้งเรื่องประชามติ
อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามการประชุมวิป สนช.อีกครั้งเพื่อพิจารณาว่าจะกำหนดรูปแบบการประชุมอย่างไรเพื่อให้ได้มติของ สนช.ว่าจะใช้รูปแบบการโหวต หรือรูปแบบอื่นก่อนจะส่งความเห็นไปยังกรรมาธิการยกร่างฯ ภายในวันที่ 25 พ.ค.
ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาร่างแรกรัฐธรรมนูญของกรรมาธิการยกร่างฯ มีจุดอ่อนหลายจุดให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ไปจนถึงเรียกร้องให้ปรับปรุงแก้ไข ซึ่งมีทั้งประเด็นที่กรรมาธิการยกร่างฯ ส่งสัญญาณพร้อมแก้ไข และบางประเด็นที่ยังยืนยันว่ามีที่มาที่ไปและวัตถุประสงค์ชัดเจนต้องการที่จะคงไว้
การได้รับฟังความเห็นจากฝ่ายอื่นๆ โดยเฉพาะฝ่ายไม่มีส่วนได้ส่วนเสียชัดเจน ย่อมทำให้เกิดความรอบคอบรัดกุม และที่สำคัญย่อมจะทำให้เกิดการ “ยอมรับ” ได้มากขึ้น ยิ่งหากเป็นกรณีที่ไม่มีการทำประชามติให้ความเห็นชอบ
เริ่มตั้งแต่ประเด็นระบบเลือกตั้งที่ถือเป็นของใหม่ที่ออกมาเพื่อแก้ปัญหาในอดีต แต่ปรากฏเสียงค้านจากฟากการเมือง ตลอดจน สปช.ฝ่ายกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง ที่เห็นว่านอกจากจะไม่แก้ปัญหาแล้วยังจะทำให้เกิดปัญหาใหม่ขึ้นแทน ยังไม่รวมกับประเด็นอื่นๆ เรื่อยไปจนถึงประเด็นปลีกย่อยที่ล้วนแต่มีความเห็นที่แตกต่างมากบ้างน้อยบ้างลดหลั่นกันไป
การใช้เวที สนช.อภิปรายในแต่ละประเด็นที่ยังมีความเห็นที่แตกต่างกันสุดขั้ว ย่อมช่วยสะท้อนแง่มุมที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น แถมจะเป็นดัชนีชี้ทิศทางในแต่ละประเด็นได้เป็นอย่างดี
ยิ่งหาก สนช.สามารถตกผลึกหาข้อสรุปในแต่ละประเด็นว่า สนช.มีมติเห็นชอบกับแต่ละมาตราที่เป็นที่ถกเถียงกันอย่างไร ย่อมมีน้ำหนักเพียงพอจะเป็นตัวแปรให้กรรมาธิการยกร่างฯ ได้พิจารณาว่าจะแก้ไขหรือยืนยันตามร่างเดิม
เมื่อตามโรดแมปเวลานี้เข้าสู่ระยะที่เปิดให้แต่ละฝ่ายที่เกี่ยวข้องเสนอความเห็น รวมทั้งให้ สปช.เสนอญัตติขอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ ในมาตราต่างๆ ที่ สปช.แบ่งออกเป็น 8 กลุ่มดำเนินการยกร่างฯ ความเห็นแตกต่างในช่วงนั้นย่อมนำไปสู่การถกเถียงกันอีกหลายรอบ และทำให้บรรยากาศสุ่มเสี่ยงจะเกิดความขัดแย้งได้ง่าย
ข้อสรุปจาก สนช.แม้จะไม่สามารถคลี่คลายความขัดแย้งได้ทั้งหมด แต่อย่างน้อยก็ย่อมเพิ่มน้ำหนักให้กับทางเลือกที่เห็นตรงกัน แม้จะไม่ใช่ข้อสรุปสุดท้ายว่ากรรมาธิการจะต้องเห็นตามนั้น
แต่ประเด็นเบื้องต้นที่อาจจะเห็นความชัดเจนได้ทันที คือ ข้อเสนอเรื่องการทำ “ประชามติ” ซึ่งหาก สนช.มีความเห็นไปในทิศทางอย่างหนึ่งอย่างใด ไม่ว่าจะเป็นเห็นควรให้ทำหรือไม่ควรให้ทำ ย่อมมีน้ำหนักไปทางนั้นชัดเจน เพราะตามกระบวนการแล้ว สนช.จะเป็นผู้ให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบว่าจะแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญเพื่อเปิดทางให้ทำประชามติหรือไม่
หรืออาจจะนำไปสู่ข้อเสนอแนะอย่างเช่นจะทำประชามติทั้งฉบับ หรือจะทำเฉพาะบางมาตราที่มีความเห็นแตกต่างชัดเจน เพื่อหลีกเลี่ยงการคว่ำร่างทั้งฉบับ ซึ่งทั้งหมดนี้จะมีผลต่อการพิจารณาของ ครม.และ คสช.ที่จะพิจารณาหากจะเดินหน้าทางเลือกประชามติจริงๆ
อีกด้านหนึ่ง หาก สนช.มีมติไม่เห็นควรให้เดินหน้าทำประชามติไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม นั่นย่อมถือเป็นการปิดประตูประชามติได้ล่วงหน้า
แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า สนช.จะสามารถหาข้อสรุปร่วมกันได้หรือไม่ หรือจะยิ่งเปิดให้เกิดการถกเถียงที่ไร้ข้อสรุป และเพิ่มความเห็นที่แตกต่างมากขึ้น







