posttoday
ประเด็นที่ควรทำความเข้าใจ ก่อนจะออมเงินไว้ในหุ้นของสหกรณ์ (ออมทรัพย์)

ประเด็นที่ควรทำความเข้าใจ ก่อนจะออมเงินไว้ในหุ้นของสหกรณ์ (ออมทรัพย์)

11 พฤษภาคม 2558

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าข่าวคราวเกี่ยวกับ “สหกรณ์” ได้ยึดพื้นที่สื่อได้มากมายในช่วงนี้

โดย...รศ.ดร.สรศาสตร์ สุขเจริญสิน

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าข่าวคราวเกี่ยวกับ “สหกรณ์” ได้ยึดพื้นที่สื่อได้มากมายในช่วงนี้ โดยเงินเก็บในรูปทุนเรือนหุ้นของสหกรณ์ออมทรัพย์ก็เป็นหนทางหนึ่งในการให้เงินทำงานเพื่อไว้ใช้ในยามเกษียณ นอกเหนือจากการลงทุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) และกองทุนรวมอื่นๆ อีกด้วย

เมื่อต้นปีนี้ผมได้รับเลือกให้เป็นกรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์ของหน่วยงานที่ผมทำงานด้วย ถือได้ว่าเป็นปีแห่งการเรียนรู้ของผมอีกปีหนึ่ง ผมจึงพยายามหาข้อมูลเกี่ยวกับหลักการดำเนินงานของสหกรณ์ และงัดเอาตำราที่เกี่ยวกับการลงทุนที่ผมคุ้นเคยดีขึ้นมาดู ซึ่งผมสามารถสรุปประเด็นที่สมาชิกสหกรณ์ควรทำความเข้าใจก่อนการซื้อหุ้นสหกรณ์ ดังนี้

ประเด็นแรกที่ควรทำความเข้าใจกันก็คือ ปรัชญาการลงทุนในหุ้นของสหกรณ์แตกต่างจากการลงทุนในหุ้นของบริษัท หรือสินทรัพย์ทางการเงินอื่นๆ เพราะ “สหกรณ์” เป็นองค์กรการเงินภาคประชาชน ดำเนินการภายใต้พระราชบัญญัติสหกรณ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมของบรรดาสมาชิก ด้วยวิธีการช่วยเหลือตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ซึ่งแตกต่างจากองค์กรที่แสวงหากำไรสูงสุด เช่น บริษัทหรือสถาบันการเงินต่างๆ เป็นต้น แต่ในการถือหุ้นสหกรณ์เป็นการลงทุนในองค์กรที่ส่งเสริมผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมของสมาชิก ซึ่งก็ต้องการกำไรเช่นกัน แต่เป็นกำไรภายหลังจากการช่วยเหลือเกื้อกูลแก่สมาชิกสหกรณ์แล้วเท่านั้น เพราะสหกรณ์ไม่ได้มุ่งแสวงหากำไร แต่มุ่ง “จัดบริการที่ดีกว่า” ให้กับสมาชิก ประเด็นนี้สำคัญและควรเข้าใจให้ถูกต้อง

ประเด็นที่สอง สืบเนื่องมาจากปรัชญาในการจัดตั้งองค์กรที่แตกต่างกัน ด้านผลตอบแทน คือ เงินปันผล การจัดสรรกำไรสุทธิจากรายได้เพื่อเป็นเงินปันผลของสหกรณ์ สมาชิกจะได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งแตกต่างจากการลงทุนในองค์กรทางธุรกิจต่างๆ เช่น บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ผู้ถือหุ้นจะต้องเสียภาษีตามเงินปันผลที่ได้รับนั้น นอกจากนี้ การลงทุนในหุ้นของ “สหกรณ์” จะได้รับสิทธิประโยชน์บางประการนอกเหนือจากเงินปันผล เพราะระบบสหกรณ์เป็นระบบที่ให้การช่วยเหลือเกื้อกูลแก่สมาชิกสหกรณ์ โดยเป็นศูนย์กลางทางการเงินและสวัสดิการของสมาชิกโดยเท่าเทียมกัน เช่น เงินเฉลี่ยคืน สวัสดิการด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทุนการศึกษาสำหรับบุตร เงินช่วยเหลือจากกองทุนสวัสดิการของสมาชิก เงินสงเคราะห์เนื่องจากประสบอุบัติเหตุ

ในประเด็นนี้ สมาชิกของสหกรณ์บางส่วนมองว่า สหกรณ์ทำไมต้องจ่ายสวัสดิการต่างๆ เหล่านี้ด้วย เพราะจะทำให้กำไรของสหกรณ์ลดลง และ “เงินปันผล” ก็จะลดลงด้วย สมาชิกเหล่านี้ก็ต้องทำความเข้าใจกันใหม่ว่า การจ่ายเงินปันผลในอัตราที่สูง ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของระบบสหกรณ์นะครับ ซ้ำร้ายยิ่งกว่านั้น เงินปันผลที่สูงจนเกินจริงไปนั้น สมาชิกเองก็ควรต้องระวัง เพราะอาจตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ ดังจะเห็นในข่าวตามสื่อต่างๆ อาจเข้าข่าย “แชร์ลูกโซ่” ที่กำลังดังเป็นพลุแตกอยู่ตอนนี้ก็ได้ ดังนั้น เงินปันผลตามหลักสหกรณ์ต้องมีในระดับที่พองาม ไม่น่าจะมากจนแลดูมุ่งแสวงหากำไรเกินไป แต่เน้นในการจัดบริการที่ดีกว่าและดูแลสมาชิกให้ดีจะเหมาะกับหลักสหกรณ์ที่ควรจะเป็นนะครับ

ประเด็นต่อมาที่ควรทำความเข้าใจก็คือ การลงทุนในหุ้นของสหกรณ์จึงมีลักษณะคล้ายๆ กับการออมเงินรูปแบบหนึ่ง เพราะสมาชิกของสหกรณ์จะมีภาระในการออมเชิงบังคับ โดยข้อบังคับและระเบียบของสหกรณ์เอง เพื่อฝึกการจัดระเบียบและบริหารการเงินส่วนบุคคลของสมาชิกไปในตัวอีกด้วย แต่ก็สามารถปรับเพิ่มหรือลดเงินที่จะหักเพื่อซื้อหุ้นของสหกรณ์ในแต่ละเดือนได้ ส่วนการลงทุนในหุ้นขององค์กรแสวงหากำไรสูงสุดนั้น เป็นการลงทุนที่ผู้ถือหุ้นของบริษัทต่างๆ เหล่านั้นสามารถพิจารณาว่าจะลงทุนมากน้อยเท่าไร หรือต่อเนื่องหรือไม่ก็ได้

ส่วนประเด็นในด้านการฝากเงินนั้น การรับเงินฝากจากสมาชิกของสหกรณ์ออมทรัพย์อยู่ภายใต้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงไม่มีการคุ้มครองเงินฝาก อย่างเงินฝากธนาคารพาณิชย์ที่อยู่ภายใต้ พ.ร.บ.คุ้มครองเงินฝากที่เป็นการคุ้มครองผู้ฝากแต่ละรายในแต่ละสถาบันการเงิน อย่างไรก็ดี จากปัจจุบันที่คุ้มครองเงินฝากทั้งจำนวนจะทยอยลดลงจนเหลือวงเงินคุ้มครองเงินฝากเพียง 1 ล้านบาท ภายใน 5 ปี

อีกหนึ่งประเด็นที่ต้องทำความเข้าใจก็คือ เรื่อง “ความเสี่ยง” ยังมีสมาชิกสหกรณ์อีกหลายรายที่เข้าใจว่า ในการดำเนินงานหรือปล่อยกู้ให้กับสมาชิกออมทรัพย์นั้นไม่มีความเสี่ยง เพราะสหกรณ์สามารถหักเงินเดือนของสมาชิกก่อนเจ้าหนี้ทุกคน แต่ตามระเบียบของสหกรณ์ปกติจะเคร่งครัด ทำให้แทบไม่มีหนี้เสีย ซึ่งก็มีส่วนจริงอยู่ แต่ขอทำความเข้าใจกับท่านสมาชิกเหล่านั้นว่า การปล่อยกู้ให้สมาชิกกันเองก็มียังความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ และ “ชักดาบ” เช่นกัน (แม้จะเล็กน้อยก็ตาม) นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงด้าน “ธรรมาภิบาล” ของสหกรณ์ ที่เราได้ยินข่าวหนาหูในช่วงนี้ เช่น การทุจริตของผู้บริหารสหกรณ์ การนำเอาเงินไปใช้หรือปล่อยกู้ที่ผิดระเบียบ เป็นต้น

โดยสรุป ผมก็หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจถึง “อุดมการณ์สหกรณ์” และทำความเข้าใจว่าสหกรณ์เป็นทางเลือกที่ 3 ในระบบเศรษฐกิจ ที่ต่างจากทั้งเศรษฐกิจทุนนิยมและสังคมนิยม สหกรณ์เป็นการช่วยเหลือซึ่งกันและกันของประชาชน ที่ประชาชนร่วมลงทุนทั้งเป็นเจ้าของ ผู้ผลิตและผู้บริโภค บริหารและแบ่งปันผลกำไรกันแบบประชาธิปไตย คือสมาชิกมีเสียง 1 เสียงเท่ากัน สหกรณ์ไม่ใช่ทั้งหน่วยราชการและไม่ใช่ธุรกิจเอกชนเจ้าของคนเดียว หรือบริษัทจำกัดซึ่งคนถือหุ้นใหญ่มีเสียงมากกว่าคนถือหุ้นรายย่อย ที่สำคัญก็คือไม่ได้มีวัตถุประสงค์ใน “การสร้างกำไรสูงสุด” เพราะฉะนั้น เมื่อพูดถึงสหกรณ์อย่าพูดคุยกันเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวกับ “เงินปันผล” หรือ “กำไร” เพียงประเด็นเดียว เข้าใจตรงกันนะจ๊ะ!

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI