
เกมหาแนวร่วม ‘หนุน-ต้าน’ รธน.
ความขัดแย้งระหว่างกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ตั้งเค้าบานปลายหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ความขัดแย้งระหว่างกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ตั้งเค้าบานปลายหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ
ล่าสุด กรรมาธิการปฏิรูปการเมืองชิงจังหวะตัดหน้าเชิญตัวแทน 74 พรรคการเมือง รวมทั้งนักวิชาการ อาจารย์มหาวิทยาลัย ร่วมสัมมนาแสดงความคิดเห็นประเด็นแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในวันที่ 15 พ.ค. ด้วยเหตุผลต้องการให้ได้ข้อเสนอแนะที่รอบด้าน
“ยืนยันว่าไม่ได้ทำเพื่อกดดันให้กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญรับข้อเสนอแนะ แต่เป็นการเพิ่มน้ำหนักให้กับข้อเสนอเท่านั้น”
ทั้งที่ก่อนหน้านี้กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญประกาศชัดเจน เปิดโอกาสให้พรรคการเมืองที่มี สส.ในสภาสมัยที่แล้วเข้าให้การชี้แจงในวันที่ 6 มิ.ย.นี้ พรรคละ 1 ชั่วโมง
ไม่แปลกที่ พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช โฆษกคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ จะออกอาการแปลกใจกับการถูก “ปาดหน้า”
“อยากจะทราบเหตุผลเหมือนกัน แต่ไม่มีโอกาสเจอตัวจริงๆ นายสมบัติและกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองน่าจะคิดเองได้ ทำไมถึงไปเอาคนอื่นมาช่วยคิด ความเห็นของพรรคการเมืองมีหลากหลายมาก จะเอามาหลอมรวมคงไม่ใช่เรื่องง่าย”
ท่าทีเหล่านี้ล้วนแต่สะท้อนให้เห็นว่า “เกาเหลา” ระหว่างสองฝั่งยังดำรงอยู่อย่างต่อเนื่อง และไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะสลายความขัดแย้งให้หมดไป ที่สำคัญความขัดแย้ง
ตรงนี้พร้อมจะปะทุตลอดเวลา
ก่อนเริ่มร่างรัฐธรรมนูญ แนวคิดเรื่องเลือกนายกรัฐมนตรีทางตรงของ สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ถูก บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ถล่มว่าจะนำไปสู่ระบอบ “ซูเปอร์ประธานาธิบดี” นำมาสู่วิวาทะผ่านสาธารณะหลายยก
ก่อนจะมามีความเห็นที่แตกต่างกันในประเด็นใหญ่อย่างเรื่องระบบเลือกตั้ง ซึ่งฝั่งกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญตกผลึกเป็นรูปแบบจากเยอรมนีที่ปรับแต่งให้เข้ากับบริบทของสังคมไทย โดยมีเป้าหมายสำคัญอยู่ที่การสะท้อนสัดส่วนคะแนนเสียงเลือกตั้งอย่างแท้จริง ที่สำคัญจะเปิดช่องให้ง่ายต่อการจัดตั้งรัฐบาลผสมมากกว่ามีพรรคเสียงข้างมากพรรคเดียว
จนทำให้สมบัติออกมาอภิปรายค้านระบบเลือกตั้งใหม่นี้ เพราะหากเป็นรัฐบาลผสมจะยิ่งเกิดปัญหา เกิดการต่อรองอำนาจภายในพรรคร่วมรัฐบาลเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในอดีต
ยิ่งกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองตัดสินใจตัดหน้าเชิญพรรคการเมืองมาหารือก่อนกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญด้วยแล้วยิ่งเป็นสัญญาณความขัดแย้งที่ชัดเจน
แม้สมบัติจะชี้แจงว่า การเชิญพรรค การเมือง 74 พรรค มาให้ความเห็นเป็นคนละส่วน และไม่ซ้ำซ้อนกับกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะเชิญเฉพาะพรรคขนาดใหญ่ หรือที่เคยมี สส.ในสภาเท่านั้น
แต่นัยสำคัญอีกมุมหนึ่งของการเชิญตัวแทนพรรคการเมืองมาให้ความเห็นต่อกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง คือการต้องการแรงสนับสนุนจากพรรคการเมืองไปคัดง้างกับกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ
ดังจะเห็นว่าระบบเลือกตั้งใหม่นี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากพรรคการเมือง โดยเฉพาะสองพรรคใหญ่ที่นอกจากจะมองว่าเป็นการบอนไซพรรคใหญ่แล้วยังเป็นการเพิ่มอำนาจต่อรองให้กับพรรคขนาดกลาง ขนาดเล็กมากเกินไป
ถึงกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจะชิงเบี่ยงประเด็นว่าเป็นเพราะพรรคการเมืองที่ห่วงว่าจะเสียอำนาจ จึงต้องออกมาต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญ แต่ก็ไม่อาจทำให้เสียงคัดค้านอ่อนพลังลงไป
เมื่อทิศทางของทั้งกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองและพรรคการเมืองเป็นไปในทิศทางเดียวกัน การผนึกกำลังคัดค้านระบบเลือกตั้งนี้อาจจะเห็นผลชัดเจนมากกว่าต่างฝ่ายต่างเดิน
เพราะเมื่อฝ่ายหนึ่งก็เป็นเพียงแค่กรรมาธิการชุดหนึ่งใน สปช. แม้จะเป็นชุดสำคัญที่ถูกจับตาเพราะเกี่ยวข้องกับการปฏิรูปการเมืองโดยตรง แต่ก็เป็นเพียงเสียงส่วนน้อยใน สปช.ทั้งหมด
หากจะชี้วัดกันด้วยคะแนนเสียงในที่ประชุมใหญ่ กรรมาธิการปฏิรูปการเมืองเพียงกรรมาธิการเดียวคงยากจะไปกำหนดทิศทางของ สปช.ได้ โดยเฉพาะหากเป็นเรื่องที่เสียงจากฝั่งกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเดินหน้าลุยมาจนเสร็จเป็นรูปเป็นร่าง
ดังนั้น หากต้องการเพิ่มน้ำหนักให้กับเสียงค้านของตัวเอง จำเป็นจะต้องหาแนวร่วม เพื่อยืนยันว่าไม่ใช่เรื่องที่กรรมาธิการปฏิรูปการเมืองคิดกังวลไปเพียงฝ่ายเดียว
ยิ่งในฐานะที่พรรคการเมืองเองจัดอยู่ในฐานะผู้เล่นที่คร่ำหวอดอยู่ในระบบการเมืองมายาวนาน ย่อมต้องเห็นทิศทาง แนวโน้ม และผลข้างเคียงที่จะเกิดขึ้นจากระบบใหม่นี้ แม้จะติดเงื่อนไขเรื่องการมีส่วนได้ส่วนเสียอยู่บ้าง
แถมที่สำคัญเสียงสนับสนุนของแต่ละพรรคการเมืองนั้นถือเป็นประชาชนกลุ่มใหญ่ที่ไม่อาจเพิกเฉย
ดังนั้น การผนึกกำลังระหว่างกันทั้งกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองและพรรคการเมืองย่อมเกื้อหนุนเพื่อให้น้ำหนักกันและกันจนเสียงสะท้อนที่ออกมามีน้ำหนักมากพอที่กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญต้องให้ความสำคัญและรับฟัง
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างกรรมาธิการยกร่างฯ และกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองมีแต่จะคุกรุ่นมากยิ่งขึ้น







