posttoday
ย้อนอดีต-พลิกกติกา คสช. ผวาฟังเสียงประชาชน

ย้อนอดีต-พลิกกติกา คสช. ผวาฟังเสียงประชาชน

09 พฤษภาคม 2558

“ทำหรือไม่ทำประชามติ” เป็นคำถามที่หลายฝ่ายต้องการคำตอบจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

“ทำหรือไม่ทำประชามติ” เป็นคำถามที่หลายฝ่ายต้องการคำตอบจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในฐานะผู้บริหารสูงสุดของประเทศ แต่จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่มีคำตอบ

ย้อนกลับไปการจัดทำรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2549 ว่า ร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านการพิจารณาของสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) แล้ว ต้องส่งให้ประชาชนออกเสียงประชามติว่าจะเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวหรือไม่

ถ้าประชาชนเสียงข้างมากออกเสียงประชามติเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ ก็ให้ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ นำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายต่อไป แต่หากเสียงข้างมากไม่เห็นด้วย ก็ให้ คมช.ประชุมร่วมกับ ครม.นำรัฐธรรมนูญฉบับใดก็ได้มาปรับปรุงให้เสร็จภายใน 30 วันนับตั้งแต่วันออกเสียงประชามติ และนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย

ในครั้งนั้นเมื่อวันที่ 19 ส.ค. 2550 ผลปรากฏว่าประชาชนมีมติให้ความเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ด้วยคะแนน 14,727,306 คะแนน ต่อ 10,747,441 คะแนน หรือคิดเป็นคิดเป็น 57.81% ต่อ 42.19% เรียกได้ว่ามีช่องว่างห่างกันเพียงประมาณ 15% เท่านั้น

เวลานั้นกระแสสนับสนุนและคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญไม่แตกต่างกับในการร่างรัฐธรรมนูญในปัจจุบันในอดีตมีวาทกรรม “รับไปก่อนแล้วค่อยมาแก้ทีหลัง” จาก จรัญ ภักดีธนากุล กรรมาธิการยกร่างฯ ขณะนั้น มาในครั้งนี้มีวาทกรรม “ให้ใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปก่อน อย่างน้อย 5 ปี แล้วค่อยแก้ไข” จาก บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะ กมธ.ยกร่างฯ คนปัจจุบัน

แม้สถานการณ์และบรรยากาศของปี 2550 และ 2558 จะมีความใกล้เคียงกัน แต่ไม่ได้เหมือนกันเสียทีเดียว เพราะปัจจุบันยังไม่มีความชัดเจนว่าจะมีการทำประชามติเหมือนในอดีตหรือไม่

วิเคราะห์จากคะแนนการลงประชามติในอดีตแล้ว ย่อมเป็นเหตุผลหนึ่งที่ส่งผลให้ คสช.ไม่กล้าเสี่ยงกับการให้ทำประชามติ เพราะสถานการณ์ในปัจจุบันบรรดาพรรค การเมืองแทบทุกพรรค ซึ่งมีมวลชนจัดตั้งของตัวเองในทุกภูมิภาค ต่างออกมาคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แบบหัวชนฝา ต่างจากอดีตที่หัวหมู่ในการคัดค้านการร่างรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2550 จะมีเพียงแกนนำพรรคไทยรักไทยที่ คมช.ยึดอำนาจเท่านั้น

จากสถานการณ์และเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ย่อมเป็นปัจจัยที่ทำให้พรรคการเมืองออกมาเป่านกหวีดเพื่อให้มวลชนตัวเองออกมาลงมติคว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูป

ขณะเดียวกัน ยังมีอีกปัจจัย ที่มีผลให้ คสช.ยังไม่กล้าเคาะเรื่องการทำประชามติ คือ เงื่อนไขในร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2552 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ คสช.ยังให้มีผลบังคับใช้ต่อไป แม้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 จะไม่มีผลบังคับใช้แล้วก็ตาม

กล่าวคือ ในมาตรา 9 บัญญัติว่า “การออกเสียงที่จะถือว่ามีข้อยุติในเรื่องที่จัดทำประชามติ ต้องมีผู้มาออกเสียงเป็นจำนวนเสียงข้างมากของผู้มีสิทธิและมีจำนวนเสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่งของผู้มาออกเสียงในเรื่องที่จัดทำประชามตินั้น”

ในบทบัญญัตินี้จะแปลไทยเป็นไทยได้ต้องอาศัยการยกตัวอย่างมาประกอบ โดยสมมติว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศให้มีผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติจำนวน 40 ล้านคน ดังนั้น หากจะให้ประชาชนเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญจะต้องมีฝ่าเงื่อนไข 2 ประการไปให้ได้

1.จะต้องมีผู้มาใช้สิทธิออกเสียงเกิน 20 ล้านคน จากทั้งหมด 40 ล้านคน

2.ใน 20 ล้านคน ที่ออกมาเสียงนั้นจะต้องมีประชาชนมากกว่า 10 ล้านคน ให้ความเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ ถึงจะทำให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านความเห็นชอบจากอำนาจสูงสุด คือ ประชาชน

ภายใต้สมมติฐานนี้ หากถึงวันออกเสียงลงประชามติแต่มีประชาชนมาใช้สิทธิออกเสียงไม่ถึง 10 ล้านคน ก็เท่ากับว่าการทำประชามติ ในครั้งนั้นไม่มีผลใดๆ ทั้งสิ้น

สถานการณ์ที่ว่านี้พรรคเพื่อไทยเคยเผชิญมาแล้วเมื่อปี 2556 โดยเวลานั้นเจอกับกระแสกดดันจากหลายฝ่ายให้ทำประชามติสอบถามว่าประชาชนจะเห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 หรือไม่

ทว่าสุดท้ายพรรคเพื่อไทยไม่กล้าเสี่ยงทำประชามติด้วยเงื่อนไขของพระราชบัญญัติฉบับนี้ กลับมามองตัวเลขของผู้มีสิทธิออกเสียงในครั้งนี้น่าจะอยู่ที่ประมาณ 46 ล้านคน (เทียบเคียงกับตัวเลขผู้มีสิทธิเลือกตั้ง สส.เมื่อปี 2554 จำนวน 46.9 ล้านคน) ก็จะมีคำถามตามมาว่า คสช.มีพลังพอในการรณรงค์ให้ประชาชนราว 23 ล้านคน หรือมากกว่านั้นออกมาใช้สิทธิได้หรือไม่

เว้นแต่ คสช.จะใช้อำนาจ รัฎฐาธิปัตย์วางกติกาใหม่ โดยไม่ให้นำหลักเกณฑ์ของกฎหมายประชามติฉบับปัจจุบันมาบังคับใช้ ซึ่งอาจทำให ้คสช.พาร่างรัฐธรรมนูญฝ่าด่านประชามติไปได้ ด้วยเหตุผลและปัจจัยต่างๆ เหล่านี้เองที่อาจทำให้ คสช.ยังเลือกซื้อเวลาต่อไปเรื่อยๆ

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI