
EIC ให้จีดีพีปีนี้แค่ 3% เชื่อไตรมาส 2 ลดดอกเบี้ยอีกรอบ
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (อีไอซี) วิเคราะห์มุมมองเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ปี
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (อีไอซี) วิเคราะห์มุมมองเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ปี 2558 ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ปีนี้จะขยายตัวได้เพียง 3% เท่านั้น และคาดการณ์ว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.25% มาอยู่ที่ 1.25% ในช่วงไตรมาส 2 นี้ เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจที่ยังคงซบเซา
ทั้งนี้ แม้จะมีการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง แต่เศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกกลับอยู่ในภาวะชะลอตัว โดยราคาน้ำมันที่ลดลงไม่ได้ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายภาคครัวเรือนมากนัก อีกทั้งครัวเรือนในภาคเกษตรยังได้รับผลกระทบจากราคาผลผลิตตกต่ำอย่างต่อเนื่อง รวมถึงยังมีปัจจัยกระทบความเชื่อมั่นของภาคเอกชน ได้แก่ ความไม่แน่นอนของนโยบายปฏิรูปภาษี ละความล่าช้าในการเบิกจ่ายงบประมาณ อีไอซีจึงลดประมาณการการขยายตัวของการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนในปีนี้ลงเหลือ 1.4% และ 2.5% ตามลำดับ
ส่วนการส่งออกปีนี้ว่าจะหดตัว 1.3% จากความอ่อนแอของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะจากเศรษฐกิจคู่ค้า เช่น จีน ญี่ปุ่น และยุโรป ที่ชะลอตัว ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ยังคงตกต่ำ สินค้าไทยถูกตัดสิทธิพิเศษทางภาษี (จีเอสพี) และเงินบาทที่ยังคงแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน ยูโร และสกุลเงินอื่นๆ ในอาเซียน
ขณะที่ราคาน้ำมันที่ลดลง ทำให้มูลค่าการนำเข้าหดตัวอย่างมาก ประกอบกับการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวขึ้น ทำให้อีไอซีคาดว่าไทยจะเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปีนี้ เป็นปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้ค่าเงินบาทจะไม่อ่อนค่าลงเร็วนัก โดยประเมินว่าเงินบาทจะอ่อนค่าไปอยู่ที่ 33.5 บาท/เหรียญสหรัฐ ในปลายปีนี้
อีไอซีคาดว่า กนง.จะลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงไปที่ระดับ 1.25% ภายในครึ่งปีแรก โดยการลดดอกเบี้ยครั้งที่ 2 ในเดือน เม.ย.เป็นการแสดงท่าทีชัดเจนในการพร้อมใช้นโยบายการเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ประกอบกับปัจจุบันปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยยังอ่อนแอในเกือบทุกด้านและมีแนวโน้มแย่ลงอีก ความเสี่ยงภาวะเงินฝืดมีมากขึ้น และค่าเงินบาทยังแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่นในภูมิภาคจนกระทบภาคการส่งออก นอกจากนี้ เศรษฐกิจยุโรปและญี่ปุ่นยังไม่ฟื้นตัวดีนัก จนกระทบกับเศรษฐกิจสหรัฐไปด้วย จึงเชื่อว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) น่าจะเลื่อนการขึ้นดอกเบี้ยออกไปอีก จึงทำให้ กนง.สามารถคลายความกังวลเรื่องเสถียรภาพทางการเงินในระยะ 2-3 นี้
ด้าน วัลลภ วิตนากร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า จากการอ่อนตัวของค่าเงินบาทขณะนี้ แม้จะปรับตัวลงมากเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า แต่ก็ยังถือว่าแข็งค่ากว่าประเทศเพื่อนบ้านเฉลี่ย 5% เมื่อเทียบกับเหรียญสหรัฐ อย่างไรก็ตาม ถือว่าระดับดังกล่าวอยู่ในภาวะที่แข่งขันได้
ประกิต สิริวัฒนเกตุ นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส วิเคราะห์ว่า ค่าเงินบาทยังมีแนวโน้มอ่อนค่าอย่างต่อเนื่อง จากโอกาสในการปรับลดดอกเบี้ยอีกอย่างน้อย 0.25-0.5% ในการประชุมของ กนง.ที่เหลืออีก 4 ครั้งจนถึงสิ้นปี 2558 และจากการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างค่าเงินบาทและดัชนีหุ้นไทย จะพบว่า หากค่าเงินบาทไปเคลื่อนไหวในกรอบ 33.5–34 บาท/เหรียญสหรัฐ ดัชนีจะเคลื่อนไหวลงมาอยู่ในกรอบ 1,450-1,480 จุด
การอ่อนค่าแบบฉับพลันของเงินบาทในรอบนี้ ยังคาดว่าจะมีผลทางจิตวิทยาต่อตลาดทุนพอสมควร โดยส่วนหนึ่งอาจเป็นตัวอุปสรรคที่ขวางการไหลเข้าเงินทุนต่างชาติ ที่จะมีความกังวลเกี่ยวกับอัตราแลกเปลี่ยนมากขึ้น นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากสถานะการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศอยู่ในระดับที่ต่ำมาก
นพ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธาน บริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ แม่ทองสุก กล่าวว่า เงินบาทที่อ่อนค่าลงส่งผลให้ราคาทองคำในประเทศแกว่งตัวขึ้น สวนทางราคาทองคำในตลาดโลกที่มีแนวโน้มทรงตัวถึงลดลง โดยช่วง 7 วันทำการที่ผ่านมา ราคาทองในประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้นจากบาทละ 18,400 บาท เป็น 18,850 บาท







