posttoday
วัดใจทหารล้มโควตาแก้สลากแพง

วัดใจทหารล้มโควตาแก้สลากแพง

07 พฤษภาคม 2558

การเปลี่ยนตัวประธานสลากครั้งนี้จะมีผลต่อการต่ออายุสัญญาโควตาสลากในเดือน มิ.ย.

โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ

การเดินหน้าแก้ปัญหาสลากแพงที่กลายเป็นของแสลงใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพราะถือเป็นนโยบายแรกๆ ตั้งแต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามารับหน้าที่บริหารประเทศมาจนถึงวันนี้ นานเป็นปีที่ราคาสลากยังอยู่ในขาขึ้น บางงวดขายกันถึงคู่ละ 120-150 บาท ไม่ไว้หน้านายกฯ ประยุทธ์ รวมถึง สมชัย สัจจพงษ์ ในฐานะอดีตประธานที่เพิ่งยื่นใบลาออก หลังงัดสารพัดวิธีมาสู้รบตบมือกับกองทัพสลาก แต่ก็ต้องพบกับความปราชัยกับค่ายกล ลับ ลวง พราง ในธุรกิจนี้ที่มีผลประโยชน์มหาศาลจากการขายสลากเกินราคา ปีละกว่า 3 หมื่นล้านบาท

ล่าสุด คสช.ใช้อำนาจตามมาตรา 44 แต่งตั้ง พล.ต.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ รองแม่ทัพภาคที่ 1 เป็นประธานกรรมการในคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาลคนใหม่ และสั่งโละคณะกรรมการชุดเก่าทั้งหมด พร้อมตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ โดยให้คงตัวแทนจากหน่วยงานภาครัฐ 7 คนที่มาจากกระทรวงการคลัง กระทรวงยุติธรรม กระทรวงมหาดไทย กรมบัญชีกลาง เป็นต้น และตั้งกรรมการใหม่ 3 คน คือ พล.ต.ต.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข พ.ท.หนุน ศันสนาคม และธนวรรธน์ พลวิชัย

นอกจากนี้ ในคำสั่ง คสช.ยังระบุให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารที่ผู้บัญชาการทหารบกหรือแม่ทัพภาคมอบหมาย มีอำนาจหน้าที่ในการป้องกันและปราบปรามการกระทำอันเป็นความผิดตามกฎหมาย ทั้งนี้ ไม่กระทบต่อหน้าที่ของพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ และเพิ่มโทษหากพบผู้ค้าสลากเกินราคา ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

พร้อมๆ กันนี้ ยังให้เดินหน้าแก้ พ.ร.บ.สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ. 2517 มาตรา 22 ที่เดิมกำหนดสัดส่วนการจัดสรรเงินรายได้จากการจำหน่ายสลาก 60% จ่ายเป็นเงินรางวัลไม่น้อยกว่า 28% ส่งเป็นรายได้แผ่นดิน และไม่เกิน 12% เป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารงานของสำนักงานสลากฯ

แต่ของใหม่แก้ไขเป็นให้คงเงินรางวัลที่ 60% ตามเดิม แต่ลดเงินนำส่งรายได้แผ่นดินเหลือไม่น้อยกว่า 20% และเพิ่มค่าใช้จ่ายการบริหารงานของสำนักงานสลากฯ รวมถึงเป็นค่าส่วนลดที่จัดสรรเพิ่มให้กับผู้ค้ารายใหญ่และรายย่อยเป็น 17% ที่เหลืออีก 3% ดึงเข้าสมทบในกองทุนสลากกินแบ่งรัฐบาลเพื่อสังคม ซึ่งเป็นไปตามข้อเสนอจากการสัมมนาเชิงวิชาการที่ต้องการให้มีการตั้งกองทุนรับซื้อเลขไม่สวยไว้สร้างแรงจูงใจให้ผู้ค้ารายย่อย เก็บสลากไว้ขายเองไม่ยกเล่มไปขายยี่ปั๊วรายใหญ่

ขณะที่การดึงนายทหารระดับรองแม่ทัพภาค 1 พล.ต.อภิรัชต์ พร้อมให้อำนาจทหารในการจับกุมผู้ค้าสลาก รวมทั้งเพิ่มโทษผู้ค้าสลากที่ขายเกินราคา โดยดีเดย์เริ่มงวดเดือน มิ.ย.นี้ ที่ผู้ค้าต้องขายสลากตามราคา 80 บาททั้งประเทศ เริ่มเห็นผลแล้ว เพราะสลากในงวด 16 พ.ค. ที่วางขายอยู่ในขณะนี้ ตามแผงค้าสลากเริ่มลดราคาสลากเหลือ 100 บาท จากที่เคยขายกัน 110-120 บาท

อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาสลากเกินราคาจะสำเร็จได้อย่างยั่งยืน จำเป็นต้องเข้าไปตรวจสอบกระบวนการค้าสลากที่เป็นต้นตอการขายเกินราคา โดยปัจจุบันผู้ที่ถือโควตารายใหญ่และรายย่อยมีการนำสลากไปขายส่งให้ยี่ปั๊ว ซาปั๊ว กลุ่ม 5 เสือ ที่ยังได้รับโควตาผ่านห้างหุ้นส่วนจำกัด ขวัญฤดี ของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า บริษัท สลากมหาลาภ ของ สะเรียง อัศววุฒิพงษ์ และบริษัท หยาดน้ำเพชร ของ ปลื้มจิตต์ กนิษฐสุต และยังมีเสือตัวใหม่เกิดขึ้นตามแผงค้าสนามบินน้ำอีกต่างหาก

นอกจากนี้ มีการตรวจสอบพบว่าต้นกำเนิดของปัญหาสลากแพง มาจากการยกโควตาให้กับนิติบุคคล สมาคม บุคคลที่ไม่มีความสามารถในการขายสลากด้วยตัวเอง และกลายเป็นโจทย์ที่ท้าทายผู้บริหาร ผู้กำกับนโยบาย ว่าจะกล้าทลายขุมทรัพย์ตรงนี้หรือไม่

ทั้งนี้ เพราะในโควตาสลากที่มีอยู่ 74 ล้านฉบับ แบ่งเป็นสลากกินแบ่งรัฐบาล 52 ล้านฉบับ สลากการกุศล 22 ล้านฉบับ ปรากฏว่า มีมูลนิธิของสำนักงานสลากฯ ได้รับการจัดสรรโควตามากที่สุดถึง 14 ล้านฉบับ และกลายเป็นเสือนอนกินรายใหญ่ในขณะนี้ เมื่อรวมกับโควตาที่จัดสรรให้สมาคมผู้เกษียณของสำนักงานสลากฯ อีก 2 ล้านฉบับ เท่ากับจะมีโควตาที่อยู่ในมือมูลนิธิสำนักงานสลากฯ มากถึง 16 ล้านฉบับ และที่ผ่านมาได้ทำหน้าที่เป็นท่อส่งน้ำเลี้ยงให้กลุ่มการเมืองบางกลุ่มบางเหล่า

โดยตลอด 10 ปีเศษที่มีการตั้งมูลนิธิสำนักงานสลากฯ ได้มีการใช้วิธีทยอยดึงโควตาสลากเข้าไปสะสมอยู่ในมูลนิธิสำนักงานสลากฯ เพื่อเปิดทางให้มีการจัดสรรโควตาสลากส่วนนี้ไปให้พ่อค้าแม่ค้าสลากรายใหญ่ตามสัญญา โดยมีข่าวว่าถ้าเป็นสัญญา 2 ปี จะมีผลประโยชน์ให้กับฝ่ายการเมืองบางกลุ่ม มากน้อยแล้วแต่จะต่อรองกัน ขณะที่สลากของมูลนิธิสำนักงานสลากฯ ซึ่งเป็นนิติบุคคลจะได้ส่วนลด 9% ส่วนนี้จะแบ่ง 2% ให้เป็นรายได้เพื่อเป็นเบี้ยขยันแบ่งให้พนักงานอีก 7% เป็นส่วนลดตามราคาที่แม่ค้าพ่อค้ารายใหญ่จะได้รับ ยังไม่นับรวมผลประโยชน์ที่เกิดจากการขายสลากเกินราคาอีกต่อหนึ่ง

ถัดจากโควตาของมูลนิธิสำนักงานสลากฯ ยังมีโควตาสลากการกุศล 22 ล้านฉบับ ที่มีสมาคม มูลนิธิ และนิติบุคคล รายใหญ่ ถือครองเกือบทั้ง 100% กลุ่มนี้ไม่ใช่ผู้ค้าสลากที่ส่งถึงมือประชาชนตัวจริง ยังมีโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาลที่จัดสรรไปยังส่วนภูมิภาคอีก 28 ล้านฉบับ ล็อตนี้ผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดและสำนักงานคลังจังหวัด เพื่อนำไปจัดสรรต่อให้กับตัวแทนจำหน่ายส่วนภูมิภาค 25,633 ราย ซึ่งจะมีผู้ค้ารายใหญ่ 1-2 รายในแต่ละจังหวัดเป็นผู้รวบรวมสลากกลับเข้ามาเป็นชุดขาย

เรื่องนี้จึงกลายเป็นงูกินหาง แก้เท่าไหร่ก็ไม่ตก จนต้องตั้งคำถามกับฝ่ายบริหารว่าจะกล้ายกเลิกโควตาสลากที่ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือไม่ เพราะอาจจะส่งผลต่อฐานเสียงทางการเมืองได้

ยังมีประเด็นที่น่าตั้งข้อสังเกต คือ การเปลี่ยนตัวประธานสลากครั้งนี้จะมีผลต่อการต่ออายุสัญญาโควตาสลากในเดือน มิ.ย. ที่จะมีสลากที่หมดอายุถึง 48 ล้านฉบับ และในเดือน ก.ค. จะมีสลากการกุศลที่หมดอายุอีก 18 ล้านฉบับ รวม 66 ล้านฉบับหรือไม่ เพราะขณะนี้โควตาสลากเดือน มิ.ย. ที่จะเริ่มขายงวดหน้ายังไม่มีการต่อสัญญา ทำให้ถูกมองว่าโควตาจะตกไปอยู่กับใคร หรือจะต้องใช้บริการทหารอีกครั้งเพื่อเข้ามารับโควตาสลากชุดนี้ไป

ด้วยเหตุนี้ ปมปัญหาที่ต้องการแก้ไขการขายสลากเกินราคาจึงเกี่ยวพันเกี่ยวโยงกับบุคคลมากหน้าหลายตา แม้แต่ทหารก็ถูกดึงเข้ามาคลุกโคลนตม จนอาจจะตกเป็นจำเลยสังคมได้ หากการพิจารณาแก้ไขไม่รอบคอบ รอบด้านพอ

จึงขึ้นกับฝีมือของ พล.ต.อภิรัชต์ ในฐานะประธานบอร์ด และ พล.ต.ฉลองรัฐ นาคอาทิตย์ ในฐานะผู้อำนวยการสำนักงานสลากฯ ว่า จะกล้าล้มกระดานโควตาสลากเจ้าปัญหาทั้งหมดนี้หรือไม่ และจะทำอย่างไรให้สลากถึงมือผู้ค้ารายย่อยตัวจริง ด้วยต้นทุนฉบับ 70 บาทให้ได้ เพื่อให้ผู้ค้ามีกำไรพอสมควร สามารถขายตามราคาหน้าสลาก 80 บาท ที่จะเริ่มในงวด มิ.ย.นี้ได้

เพราะถ้ายังจัดสรรโควตาให้ผิดฝาผิดคน และไม่สามารถจัดการกับกลุ่มอิทธิพลที่แฝงตัวเข้ามาหาประโยชน์ได้ ปัญหาสลากแพงก็จะยังเป็นของแสลงใจของรัฐบาลนี้ร่ำไป

ข่าวล่าสุด

โรงเรียนนานาชาติบูมแตะ 280 แห่ง จับตาศึกชิงเด็ก-ขึ้นค่าเทอมพยุงรายได้

โรงเรียนนานาชาติบูมแตะ 280 แห่ง จับตาศึกชิงเด็ก-ขึ้นค่าเทอมพยุงรายได้