
จับตาหยวนผงาด ขึ้นทำเนียบสกุลเงินโลก
นับเป็นความเคลื่อนไหวที่เรียกความตื่นตัวจากเหล่านักวิเคราะห์และบรรดานักลงทุนให้หันมาจับจ้องมองดูชนิดไม่ให้คลาดสายตากันเลยทีเดียว
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
นับเป็นความเคลื่อนไหวที่เรียกความตื่นตัวจากเหล่านักวิเคราะห์และบรรดานักลงทุนให้หันมาจับจ้องมองดูชนิดไม่ให้คลาดสายตากันเลยทีเดียว เมื่อกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ออกมาแง้มว่าเตรียมจะปรับสถานะของค่าเงินหยวนจากเดิมที่ระบุว่าอยู่ในระดับต่ำกว่าค่าความเป็นจริงของตลาด (อันเดอร์แวลู) ให้ขึ้นมาอยู่ที่ระดับเกือบเทียบเท่า หรือเหมาะสมกับค่าความเป็นจริงของตลาด (แฟรีย์แวลู)
รายงานจากหนังสือพิมพ์วอลสตรีทเจอร์นัล ของสหรัฐ ระบุว่า ไอเอ็มเอฟจะเปิดเผยความเห็นข้างต้นอย่างเป็นทางการในรายงานเกี่ยวกับเศรษฐกิจจีนที่มีกำหนดเผยแพร่สู่สาธารณะในเดือน มิ.ย.นี้
ในส่วนของเหตุผลที่ทำให้การตัดสินใจปรับทัศนคติต่อสถานะค่าเงินหยวนของไอเอ็มเอฟครั้งนี้มีส่วนเรียกความสนใจได้อย่างมาก เป็นเพราะการเปลี่ยนท่าทีครั้งนี้อาจจะกลายเป็นก้าวแรกที่สกุลเงินแดนมังกรได้เขยิบเข้าใกล้เป้าหมายที่วาดหวังไว้ว่าจะเป็นสกุลเงินหลักของโลก
พูดให้เข้าใจง่ายขึ้น ก็คือ ความเห็นของไอเอ็มเอฟดังกล่าวไม่ต่างอะไรกับใบรับรองว่าค่าเงินหยวนในปัจจุบันกำลังเคลื่อนไหวตามกลไกตลาด และทำให้นักลงทุนเกิดความเชื่อมั่น ไว้วางใจ และต้องการทำการค้าภายใต้สกุลเงินหยวนมากขึ้นนั่นเอง
และในท้ายที่สุดแล้ว สกุลเงินหยวนก็จะสามารถเข้าไปร่วมอยู่ในกลุ่มตะกร้าค่าเงิน (เอสดีอาร์) ของไอเอ็มเอฟ ซึ่งเป็นเงินสกุลหลักสำหรับการเป็นเงินสำรองระหว่างประเทศของนานาประเทศทั่วโลก ที่ในปัจจุบันประกอบด้วยค่าเงินเหรียญสหรัฐของสหรัฐ ค่าเงินยูโรของสหภาพยุโรป ค่าเงินปอนด์สเตอร์ลิงของอังกฤษ และค่าเงินเยนของญี่ปุ่น
ทั้งนี้ บรรดานักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญจากหลายสถาบันต่างเห็นสอดคล้องตรงกันว่า สถานการณ์ดังกล่าวยังสะท้อนให้เห็นชัยชนะครั้งใหญ่ของจีนด้วย โดยเอสวาร์ปราสาด นักเศรษฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ และอดีตเจ้าหน้าที่ไอเอ็มเอฟเกี่ยวกับประเทศจีนถึงกับกล่าวอย่างชัดเจนว่า ท่าทีของไอเอ็มเอฟเหมือนกับการดึงพรมออกจากใต้ฝ่าเท้าของสหรัฐ ซึ่งทำให้สหรัฐล้มไม่เป็นท่า
ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกับสถานะของค่าเงินหยวนกันเสียก่อนว่า แม้เศรษฐกิจของจีนจะสยายปีกแผ่อิทธิพลทางการค้าในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา แต่การค้าระหว่างประเทศของจีนส่วนใหญ่ดำเนินอยู่ในรูปสกุลเงินเหรียญสหรัฐ หรือเงินสกุลอื่นที่ได้รับการยอมรับจากสากลมากกว่าเงินหยวนของจีนเอง
ดังนั้น เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งมั่นคงทางเศรษฐกิจของจีนให้ยืนหยัดและเป็นที่ยอมรับได้มากขึ้น จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจแต่อย่างใดที่ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา รัฐบาลจีนจะเดินหน้าผลักดันให้เงินหยวนได้รับการยอมรับ และให้มีการใช้เงินหยวนอย่างจริงจังกันมากขึ้น
ยืนยันได้จากการประกาศผ่อนคลายช่วงอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างวันของเงินหยวนกับเงินเหรียญสหรัฐให้ยืดหยุ่นมากขึ้น การยอมปล่อยให้ค่าเงินหยวนแข็งค่าขึ้นบ้างตามทิศทางการเปลี่ยนแปลงของตลาด และการเดินหน้าทำข้อตกลงซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินหยวนกับประเทศนั้นๆ โดยตรง
อย่างไรก็ตาม ความพยายามข้างต้นของจีนในช่วงหลายปีที่ผ่านมาก็มีขึ้นท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากอีกหลายประเทศ รวมถึงสหรัฐมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลกว่าจีนยังคงควบคุมอัตราแลกเปลี่ยนของตนอย่างใกล้ชิด จนทำให้จีนได้เปรียบดุลการค้า ซึ่งเป็นความได้เปรียบที่มีส่วนทำให้เศรษฐกิจของจีนเติบโตแบบก้าวกระโดดตามที่ทั่วโลกได้เห็นกัน
โดยสหรัฐระบุอย่างชัดเจนว่า การเข้าแทรกแซงเงินหยวนของรัฐบาลจีน จนทำให้ค่าเงินหยวนอ่อนค่าได้สร้างความเสียหายต่อภาคธุรกิจและการจ้างงานสหรัฐ
ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ความเคลื่อนไหวของไอเอ็มเอฟในครั้งนี้ จะได้รับเสียงคัดค้านทัดทานจากสหรัฐ โดย นาธาน ชีทส์ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐ กล่าวว่า อัตราแลกเปลี่ยนของจีนยังคงต่ำกว่าความเป็นจริงของตลาดอย่างมีนัยสำคัญอยู่
“ดุลการค้าที่ขยับเพิ่มสูงขึ้น ราคาน้ำมันที่ถูกลง ตัวเลขผลผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ยังคงจัดอยู่ในระดับสูง และการหันมาใช้มาตรการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ สมควรส่งผลให้ค่าเงินหยวนของจีนแข็งค่ามากกว่าระดับที่เป็นอยู่ในขณะนี้” ชีทส์ กล่าวในรายงาน
สำหรับในส่วนของเหตุผลที่ทำให้สหรัฐยังคงปักใจเชื่อว่า จีนยังคงเข้าแทรกแซงค่าเงินหยวนอยู่ ก็คือ 1) ตัวเลขดุลการค้า และ 2) ปริมาณทุนสำรองระหว่างประเทศในรูปเงินตราต่างประเทศ
วอลสตรีท เจอร์นัล รายงานว่า การที่จีนมีการค้าเกินดุลอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นว่าจีนยังคงอาศัยความได้เปรียบในเรื่องค่าเงินหยวนอ่อนอยู่ ขณะเดียวกันการที่ทุนสำรองระหว่างประเทศในรูปสกุลเงินต่างประเทศของจีน ยังคงทยอยเพิ่มสูงขึ้น ก็สะท้อนให้เห็นว่าจีนยังคงใช้กลยุทธ์ดังกล่าวช่วยกดค่าเงินหยวนให้อ่อนค่าลง
เรียกได้ว่า ความเคลื่อนไหวข้างต้นทำให้ความพยายามผลักดันเงินหยวนสู่ความเป็นสากลของรัฐบาลจีนในช่วงหลายปีที่ผ่านมาไม่สามารถคืบหน้าได้ตามที่รัฐบาลจีนตั้งเป้าเอาไว้
อย่างไรก็ตาม การปรับเปลี่ยนท่าทีของไอเอ็มเอฟที่ทำให้ค่าเงินหยวนมีแนวโน้มสดใสมากขึ้น ซึ่งหมายรวมถึงการผลักดันให้ค่าเงินหยวนจีนเข้าสู่ระบบตะกร้าค่าเงิน ที่ไอเอ็มเอฟมีกำหนดทบทวนเพื่อเพิ่ม หรือคงปริมาณตะกร้าค่าเงินที่จะมีขึ้นในปีนี้
ทั้งนี้ แน่นอนว่าจีนยังคงต้องเดินหน้าปฏิรูประบบเศรษฐกิจและนโยบายการเงินให้พึ่งพาพึ่งพิงกับกลไกตลาดมากขึ้น โดยเม็ก ลุนด์เซเกอร์ อดีตตัวแทนคณะกรรมการไอเอ็มเอฟจากสหรัฐ ระบุชัดว่า จีนต้องปล่อยให้ตลาดกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนและอัตราดอกเบี้ย รวมถึงยุติการสั่งสมทุนสำรองเงินฝากในรูปสกุลเงินต่างประเทศ ก่อนที่จีนจะสามารถใช้สถานะ “มูลค่าราคาเหมาะสม” ได้อย่างแท้จริง
กระนั้น การที่ไอเอ็มเอฟ ระบุชัดว่าจีนกำลังเข้าใกล้สถานะดังกล่าวก็เป็นเครื่องพิสูจน์ยืนยันว่า จีนเอาจริงกับการปล่อยเสรีค่าเงินหยวนมากเพียงใด และความหวังในการผลักดันให้ค่าเงินของประเทศขึ้นสู่ทำเนียบสกุลเงินหลักของโลกของพญามังกรแห่งเอเชียอาจกำลังมาถึงในอนาคตอันใกล้นี้







