
ทำไมทหารไม่กล้าปฏิรูป?
“ทหารทำรัฐประหารได้ แต่แก้ไขปัญหาอะไรไม่ได้”
โดย...ทวี สุรฤทธิกุล
“ทหารทำรัฐประหารได้ แต่แก้ไขปัญหาอะไรไม่ได้”
การตั้งประเด็นแบบนี้ ภาษาชาวบ้านเรียกว่า “กวนน้ำให้ขุ่น” หรือหาเรื่องชวนทะเลาะ แต่ถ้าเป็นทางวิชาการจะเรียกว่า “ปรากฏการณ์อันเป็นประเด็นสำคัญทางการเมือง” หรือกรณีศึกษาที่น่าสนใจ โดยเฉพาะประเทศไทย ตั้งแต่ที่ได้เปลี่ยนแปลงการปกครองมาใน พ.ศ. 2475 ก็มีการทำรัฐประหาร (ทั้งที่สำเร็จและไม่สำเร็จ) มากว่า 20 ครั้ง
ในตำรารัฐศาสตร์มีการมองทหารทั้งด้านบวกและด้านลบ ในด้านบวกก็คือเป็นผู้รักษาหรือพิทักษ์ระบบ (Soldier as the Guardian) โดยทฤษฎีนี้อธิบายว่า ทหารคือสถาบันที่สำคัญของประเทศที่ไม่อาจจะแยกออกจากการเมืองได้ เพราะมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ในฐานะสถาบันที่สร้างความเป็นชาติ และมีคุณค่าด้านโครงสร้างหน้าที่ทางการเมืองในฐานะสถาบันที่สร้างและรักษาความมั่นคง ดังนั้นเมื่อประเทศมีปัญหาด้านความมั่นคง ไม่ว่าจะถูกรุกรานหรือเกิดภัยสงคราม เศรษฐกิจทรุดโทรม หรือการเมืองและสังคมวุ่นวาย ทหารก็ต้องออกมาทำหน้าที่ในการรักษาระบบนั้นไว้
ในด้านลบ ทหารถูกกล่าวหาว่าถ่วงรั้งระบอบประชาธิปไตย คือเป็นสถาบันที่ใช้อำนาจเผด็จการ (Soldier as the Dictator) ซึ่งความเป็นเผด็จการนี้เองจะเป็นฝ่ายตรงข้ามกับพวกประชาธิปไตยที่ยึดถือเสรีภาพและความเสมอภาคเท่าเทียมเป็นหลัก ทั้งนี้เมื่อทหารยึดครองอำนาจรัฐไว้ได้แล้ว ก็มักจะครอบครองตำแหน่งต่างๆ ทางการเมืองไว้ทั้งหมด หรืออย่างน้อยก็ควบคุมการจัดสรรอำนาจและตำแหน่งต่างๆ ทางการเมือง แต่ที่ร้ายแรงที่สุดอย่างที่เรียกว่าเผด็จการเบ็ดเสร็จนิยม (Totalitarianism) ก็คือจะควบคุมทุกองคาพยพในระบบการเมือง ตลอดจนชี้หรือกำหนดทิศทางและกำกับควบคุมกระบวนการทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง อย่างเด็ดขาดไปในทุกๆ ด้าน โดยอ้างว่าเพื่อ “ฟื้นฟูระบบ” หรือ “สร้างชาติ” ขึ้นใหม่
ผู้เขียนได้อ่านบทความของท่านอาจารย์ไชยันต์ ไชยพร เรื่อง “บางเงื่อนไขของการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตย” ในหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 1 พ.ค. 2558 ที่กล่าวถึงการสร้างประชาธิปไตยในหลายๆ ประเทศ จากงานวิจัยหลายๆ ชิ้น สรุปได้ว่า การสร้างประชาธิปไตยด้วย “ประชาชนคนส่วนใหญ่” ในหลายๆ ประเทศนั้นล้วนแต่ประสบปัญหา แปลง่ายๆ ว่า ไม่ค่อยจะประสบความสำเร็จ หรือถ้าประสบความสำเร็จก็จะมี “ผลพวง” อื่นๆ ตามมา โดยเฉพาะในด้านลบ ในทางตรงกันข้ามการสร้างประชาธิปไตยที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่ มักจะอาศัยชนชั้นนำ โดยมีแรงสนับสนุนจาก “ประชาชนคนส่วนใหญ่” นั้นร่วมด้วย ในตอนท้ายท่านอาจารย์ไชยันต์ได้กล่าวถึงทหารของประเทศไทยที่ทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 ว่าน่าจะศึกษาถึงความสำเร็จกับความล้มเหลวของประเทศอื่นๆ เหล่านั้น โดยเปรียบเทียบกับตัวแปรและเงื่อนไขต่างๆ ที่นักวิชาการเหล่านั้นได้ทำวิจัยไว้
ผู้เขียนสะดุดตาเป็นพิเศษในบทความนี้ตรงที่ท่านอาจารย์ไชยันต์กล่าวถึง Ozan Varol ศาสตราจารย์นิติศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยหลุยส์แอนด์คล๊าค ในงานวิจัยที่ชื่อว่า “Military as the Guardian of Constitutional Democracy” ที่พบว่าประชาธิปไตยของประเทศโปรตุเกสและตุรกีเกิดขึ้นจากฝีมือของกองทัพ ภายใต้แนวคิดที่ Varol เรียกว่า “Democratic Coup d´ état” แต่ว่าท่านอาจารย์ไชยันต์ท่านไม่ได้ให้รายละเอียดอะไรอื่นอีกจึงน่าสนใจว่าทำไมท่านอาจารย์ไชยันต์จึงนำเสนอประเด็นเกี่ยวกับการสร้างประชาธิปไตยของทหารไว้อย่าง “ท้าทาย” เช่นนี้
ผู้เขียนขอเดา (เพราะไม่อาจล่วงรู้ความคิดของท่านอาจารย์ไชยันต์ และไม่เคยอ่านงานวิจัยของ Varol) โดยอาศัยข้อมูลที่ได้อาศัยอยู่ในประเทศไทยมากว่าครึ่งศตวรรษ และได้ติดตามพัฒนาการทางการเมืองในประเทศไทยมาพอสมควร ถึง “ความล้มเหลวของทหารในประเทศไทย” ว่าน่าจะเกิดจาก “ความไม่มั่นใจ” ว่ากองทัพควรจะมีบทบาทอย่างไร หรือควรจะวางตัวอย่างไร ภายหลังที่ได้ทำการรัฐประหาร หรือ “ยึดอำนาจรัฐ” นั้นไว้ในมือแล้ว
เพื่ออธิบายถึงความไม่มั่นใจในบทบาทหน้าที่ของทหาร ในเช้าวันแรงงานนั้นเองก็มีหนังสือพิมพ์บางฉบับพาดหัวว่า “ไม่ใช่รัฏฐาธิปัตย์ คสช.โบ้ยเรื่องประชามติ” ซึ่งผู้เขียนไม่ได้อ่านรายละเอียดในเนื้อใน (เนื่องจากมีอคติกับหนังสือพิมพ์ฉบับดังกล่าวมาหลายปี ที่ไปเห็นพาดหัวนี้ก็เพราะบังเอิญต้องเข้าไปอ่านข่าวในห้องสมุดเป็นประจำ) นี่ก็แสดงถึงความไม่เข้าใจในฐานะของตนเองของกองทัพนั้นอีกด้วย ซึ่งสาเหตุแห่งความไม่มั่นใจและไม่เข้าใจเช่นนี้ ผู้เขียนเชื่อโดยสุจริตว่าไม่ใช่ทหารไม่รู้ หรือ “แกล้งโง่” แต่ด้วยเหตุจำเป็นอัน “คงสภาพ” อยู่ภายในตัวนายทหารของกองทัพไทยตลอดมาอย่างหนึ่ง นั่นก็คือ “แล้วจะลงจากหลังเสืออย่างไรให้อยู่รอดปลอดภัย” จึงทำให้ทหารขาดความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวอย่างที่ “นักรบเพื่อประชาธิปไตย” ควรมี
ผู้เขียนขอตั้งหน้าเดาต่อไปว่า ตั้งแต่สมัยจอมพล ป.พิบูลสงครามนั้นแล้ว ที่ทหารพยายามก้าวออกจากอำนาจให้ “สง่างามและปลอดภัย” เหมือนกันกับนายทหารอีกจำนวนมากที่ใช้วิธีการเหมือนๆ กัน นั่นก็คือ “การตั้งพรรคการเมือง” ที่หลายๆ คนเชื่อว่าเป็นเครื่องมือในการสืบทอดอำนาจของกองทัพและนายทหารเหล่านั้น ที่ผู้เขียนเชื่อแตกต่างออกไปเช่นนี้ก็เพราะเห็นว่า ทุกครั้งที่ทหารตั้งพรรคการเมืองและมาเล่นการเมือง ก็ไม่เคยเห็นนายทหารคนใดประสบความสำเร็จ ยกเว้นนายทหารท่านนั้นจะได้รับการยอมรับจาก “ประชาชนคนส่วนใหญ่” (ยกตัวอย่าง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ที่ได้รับการยอมรับเหล่านั้นผ่านพรรคร่วมรัฐบาล) มิหนำซ้ำหลายคนยังมีลักษณะที่ “ถอดใจ” หรือ “เจี๋ยมเจี้ยม” ลงไปถนัดใจ เมื่อมาอยู่ในระบบรัฐสภา (ยกตัวอย่าง พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ที่น่าจะกลายเป็นบุคคลสาบสูญไปแล้ว)
ผู้เขียนเห็นด้วยกับท่านอาจารย์ไชยันต์ที่อยากให้ทหารไทยไปศึกษาบทเรียนของทหารในประเทศที่เขาสร้างประชาธิปไตยได้สำเร็จ ที่ผู้เขียนขอ “ฟันธง” (ตามแบบที่ชายชาติทหารควรเป็น แม้จะเคยเป็นเพียงพลทหารเกณฑ์มา 6 เดือน) ว่าน่าจะอยู่ที่ “ความมั่นใจและความเข้าใจ” ในบทบาทหน้าที่และฐานะของทหาร โดยไม่ต้องไปฟัง “หน้าอินทร์หน้าพรหม” (ที่ชูสลอนอวดอ้างว่าเป็นผู้มีความรู้ความสามารถมากทั้งหลาย) อย่างปรัชญาโกวเล้งที่กล่าวว่า “เมื่อมีดาบอยู่ในมือ ก็จงเห็นว่าเป็นดาบ มิใช่ใช้เป็นตะเกียบพุ้ยเศษอาหาร”
ยึดอำนาจมาก็เพื่อปฏิรูป มิใช่แค่ลูบๆ คลำๆ แล้วปล่อยทิ้ง







