posttoday
ทำไมทหารไม่กล้าปฏิรูป?

ทำไมทหารไม่กล้าปฏิรูป?

03 พฤษภาคม 2558

“ทหารทำรัฐประหารได้ แต่แก้ไขปัญหาอะไรไม่ได้”

โดย...ทวี สุรฤทธิกุล

“ทหารทำรัฐประหารได้ แต่แก้ไขปัญหาอะไรไม่ได้”

การตั้งประเด็นแบบนี้ ภาษาชาวบ้านเรียกว่า “กวนน้ำให้ขุ่น” หรือหาเรื่องชวนทะเลาะ แต่ถ้าเป็นทางวิชาการจะเรียกว่า “ปรากฏการณ์อันเป็นประเด็นสำคัญทางการเมือง” หรือกรณีศึกษาที่น่าสนใจ โดยเฉพาะประเทศไทย ตั้งแต่ที่ได้เปลี่ยนแปลงการปกครองมาใน พ.ศ. 2475 ก็มีการทำรัฐประหาร (ทั้งที่สำเร็จและไม่สำเร็จ) มากว่า 20 ครั้ง

ในตำรารัฐศาสตร์มีการมองทหารทั้งด้านบวกและด้านลบ ในด้านบวกก็คือเป็นผู้รักษาหรือพิทักษ์ระบบ (Soldier as the Guardian) โดยทฤษฎีนี้อธิบายว่า ทหารคือสถาบันที่สำคัญของประเทศที่ไม่อาจจะแยกออกจากการเมืองได้ เพราะมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ในฐานะสถาบันที่สร้างความเป็นชาติ และมีคุณค่าด้านโครงสร้างหน้าที่ทางการเมืองในฐานะสถาบันที่สร้างและรักษาความมั่นคง ดังนั้นเมื่อประเทศมีปัญหาด้านความมั่นคง ไม่ว่าจะถูกรุกรานหรือเกิดภัยสงคราม เศรษฐกิจทรุดโทรม หรือการเมืองและสังคมวุ่นวาย ทหารก็ต้องออกมาทำหน้าที่ในการรักษาระบบนั้นไว้

ในด้านลบ ทหารถูกกล่าวหาว่าถ่วงรั้งระบอบประชาธิปไตย คือเป็นสถาบันที่ใช้อำนาจเผด็จการ (Soldier as the Dictator) ซึ่งความเป็นเผด็จการนี้เองจะเป็นฝ่ายตรงข้ามกับพวกประชาธิปไตยที่ยึดถือเสรีภาพและความเสมอภาคเท่าเทียมเป็นหลัก ทั้งนี้เมื่อทหารยึดครองอำนาจรัฐไว้ได้แล้ว ก็มักจะครอบครองตำแหน่งต่างๆ ทางการเมืองไว้ทั้งหมด หรืออย่างน้อยก็ควบคุมการจัดสรรอำนาจและตำแหน่งต่างๆ ทางการเมือง แต่ที่ร้ายแรงที่สุดอย่างที่เรียกว่าเผด็จการเบ็ดเสร็จนิยม (Totalitarianism) ก็คือจะควบคุมทุกองคาพยพในระบบการเมือง ตลอดจนชี้หรือกำหนดทิศทางและกำกับควบคุมกระบวนการทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง อย่างเด็ดขาดไปในทุกๆ ด้าน โดยอ้างว่าเพื่อ “ฟื้นฟูระบบ” หรือ “สร้างชาติ” ขึ้นใหม่

ผู้เขียนได้อ่านบทความของท่านอาจารย์ไชยันต์ ไชยพร เรื่อง “บางเงื่อนไขของการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตย” ในหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 1 พ.ค. 2558 ที่กล่าวถึงการสร้างประชาธิปไตยในหลายๆ ประเทศ จากงานวิจัยหลายๆ ชิ้น สรุปได้ว่า การสร้างประชาธิปไตยด้วย “ประชาชนคนส่วนใหญ่” ในหลายๆ ประเทศนั้นล้วนแต่ประสบปัญหา แปลง่ายๆ ว่า ไม่ค่อยจะประสบความสำเร็จ หรือถ้าประสบความสำเร็จก็จะมี “ผลพวง” อื่นๆ ตามมา โดยเฉพาะในด้านลบ ในทางตรงกันข้ามการสร้างประชาธิปไตยที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่ มักจะอาศัยชนชั้นนำ โดยมีแรงสนับสนุนจาก “ประชาชนคนส่วนใหญ่” นั้นร่วมด้วย ในตอนท้ายท่านอาจารย์ไชยันต์ได้กล่าวถึงทหารของประเทศไทยที่ทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 ว่าน่าจะศึกษาถึงความสำเร็จกับความล้มเหลวของประเทศอื่นๆ เหล่านั้น โดยเปรียบเทียบกับตัวแปรและเงื่อนไขต่างๆ ที่นักวิชาการเหล่านั้นได้ทำวิจัยไว้

ผู้เขียนสะดุดตาเป็นพิเศษในบทความนี้ตรงที่ท่านอาจารย์ไชยันต์กล่าวถึง Ozan Varol ศาสตราจารย์นิติศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยหลุยส์แอนด์คล๊าค ในงานวิจัยที่ชื่อว่า “Military as the Guardian of Constitutional Democracy” ที่พบว่าประชาธิปไตยของประเทศโปรตุเกสและตุรกีเกิดขึ้นจากฝีมือของกองทัพ ภายใต้แนวคิดที่ Varol เรียกว่า “Democratic Coup d´ état” แต่ว่าท่านอาจารย์ไชยันต์ท่านไม่ได้ให้รายละเอียดอะไรอื่นอีกจึงน่าสนใจว่าทำไมท่านอาจารย์ไชยันต์จึงนำเสนอประเด็นเกี่ยวกับการสร้างประชาธิปไตยของทหารไว้อย่าง “ท้าทาย” เช่นนี้

ผู้เขียนขอเดา (เพราะไม่อาจล่วงรู้ความคิดของท่านอาจารย์ไชยันต์ และไม่เคยอ่านงานวิจัยของ Varol) โดยอาศัยข้อมูลที่ได้อาศัยอยู่ในประเทศไทยมากว่าครึ่งศตวรรษ และได้ติดตามพัฒนาการทางการเมืองในประเทศไทยมาพอสมควร ถึง “ความล้มเหลวของทหารในประเทศไทย” ว่าน่าจะเกิดจาก “ความไม่มั่นใจ” ว่ากองทัพควรจะมีบทบาทอย่างไร หรือควรจะวางตัวอย่างไร ภายหลังที่ได้ทำการรัฐประหาร หรือ “ยึดอำนาจรัฐ” นั้นไว้ในมือแล้ว

เพื่ออธิบายถึงความไม่มั่นใจในบทบาทหน้าที่ของทหาร ในเช้าวันแรงงานนั้นเองก็มีหนังสือพิมพ์บางฉบับพาดหัวว่า “ไม่ใช่รัฏฐาธิปัตย์ คสช.โบ้ยเรื่องประชามติ” ซึ่งผู้เขียนไม่ได้อ่านรายละเอียดในเนื้อใน (เนื่องจากมีอคติกับหนังสือพิมพ์ฉบับดังกล่าวมาหลายปี ที่ไปเห็นพาดหัวนี้ก็เพราะบังเอิญต้องเข้าไปอ่านข่าวในห้องสมุดเป็นประจำ) นี่ก็แสดงถึงความไม่เข้าใจในฐานะของตนเองของกองทัพนั้นอีกด้วย ซึ่งสาเหตุแห่งความไม่มั่นใจและไม่เข้าใจเช่นนี้ ผู้เขียนเชื่อโดยสุจริตว่าไม่ใช่ทหารไม่รู้ หรือ “แกล้งโง่” แต่ด้วยเหตุจำเป็นอัน “คงสภาพ” อยู่ภายในตัวนายทหารของกองทัพไทยตลอดมาอย่างหนึ่ง นั่นก็คือ “แล้วจะลงจากหลังเสืออย่างไรให้อยู่รอดปลอดภัย” จึงทำให้ทหารขาดความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวอย่างที่ “นักรบเพื่อประชาธิปไตย” ควรมี

ผู้เขียนขอตั้งหน้าเดาต่อไปว่า ตั้งแต่สมัยจอมพล ป.พิบูลสงครามนั้นแล้ว ที่ทหารพยายามก้าวออกจากอำนาจให้ “สง่างามและปลอดภัย” เหมือนกันกับนายทหารอีกจำนวนมากที่ใช้วิธีการเหมือนๆ กัน นั่นก็คือ “การตั้งพรรคการเมือง” ที่หลายๆ คนเชื่อว่าเป็นเครื่องมือในการสืบทอดอำนาจของกองทัพและนายทหารเหล่านั้น ที่ผู้เขียนเชื่อแตกต่างออกไปเช่นนี้ก็เพราะเห็นว่า ทุกครั้งที่ทหารตั้งพรรคการเมืองและมาเล่นการเมือง ก็ไม่เคยเห็นนายทหารคนใดประสบความสำเร็จ ยกเว้นนายทหารท่านนั้นจะได้รับการยอมรับจาก “ประชาชนคนส่วนใหญ่” (ยกตัวอย่าง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ที่ได้รับการยอมรับเหล่านั้นผ่านพรรคร่วมรัฐบาล) มิหนำซ้ำหลายคนยังมีลักษณะที่ “ถอดใจ” หรือ “เจี๋ยมเจี้ยม” ลงไปถนัดใจ เมื่อมาอยู่ในระบบรัฐสภา (ยกตัวอย่าง พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ที่น่าจะกลายเป็นบุคคลสาบสูญไปแล้ว)

ผู้เขียนเห็นด้วยกับท่านอาจารย์ไชยันต์ที่อยากให้ทหารไทยไปศึกษาบทเรียนของทหารในประเทศที่เขาสร้างประชาธิปไตยได้สำเร็จ ที่ผู้เขียนขอ “ฟันธง” (ตามแบบที่ชายชาติทหารควรเป็น แม้จะเคยเป็นเพียงพลทหารเกณฑ์มา 6 เดือน) ว่าน่าจะอยู่ที่ “ความมั่นใจและความเข้าใจ” ในบทบาทหน้าที่และฐานะของทหาร โดยไม่ต้องไปฟัง “หน้าอินทร์หน้าพรหม” (ที่ชูสลอนอวดอ้างว่าเป็นผู้มีความรู้ความสามารถมากทั้งหลาย) อย่างปรัชญาโกวเล้งที่กล่าวว่า “เมื่อมีดาบอยู่ในมือ ก็จงเห็นว่าเป็นดาบ มิใช่ใช้เป็นตะเกียบพุ้ยเศษอาหาร”

ยึดอำนาจมาก็เพื่อปฏิรูป มิใช่แค่ลูบๆ คลำๆ แล้วปล่อยทิ้ง

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI