posttoday
จำใจจากแม่

จำใจจากแม่

02 พฤษภาคม 2558

ความตั้งใจกับความจริงในชีวิตบางครั้งก็ไม่ตรงกัน ตั้งใจไว้อย่างหนึ่ง แต่ต้องทำอีกอีกอย่างที่ตรงข้ามกัน

โดย...ซิวซี แซ่ตั้ง

ความตั้งใจกับความจริงในชีวิตบางครั้งก็ไม่ตรงกัน ตั้งใจไว้อย่างหนึ่ง แต่ต้องทำอีกอีกอย่างที่ตรงข้ามกัน อย่างผมแต่ไหนแต่ไรมาไม่เคยคิดจะไปจากแผ่นดินจีนเลย ผมตั้งใจจะอยู่กับแม่ ดูแลท่าน ยิ่งตอนพ่อตาย ผมรับปากกับพ่อว่าจะเลี้ยงดูแม่ให้ดีที่สุดและไม่ทิ้งไปไหน เรื่องจากแม่ไปอยู่ที่อื่นจึงไม่อยู่ในสมองของผมเลย แต่เหมือนเป็นชะตาฟ้าลิขิตทำให้ต้องจากเมืองจีนและแม่ที่รักมาแบบจำใจ

ปี ค.ศ. 1945 (พ.ศ. 2488) เป็นปีที่ญี่ปุ่นประกาศแพ้สงคราม และถือเป็นข่าวดีที่กระจายไปทั่วโลก แม้เราจะไม่ได้ร่ำรวยกินอยู่สบายแบบทันตาเห็น แต่ก็เป็นนิมิตหมายที่ดีว่า ดินแดนต่างๆ ในหลายประเทศจะเป็นอิสระจากการครอบครองของญี่ปุ่น ประชาชนหลายประเทศจะมีโอกาสทำมาหากิน ใช้ชีวิตเป็นปกติสุข ไม่ต้องอยู่อย่างหวาดผวาไม่กล้าทำอะไร ชาวประมงเริ่มออกเรือไปในมหาสมุทร โดยไม่ต้องกลัวญี่ปุ่นหาเรื่องจมเรือ ใครต่อใครต่างมีอิสระในการออกเดินทางไปยังที่ต่างๆ ได้มากขึ้น

หลายคนมองเห็นโอกาสและมีความหวังใหม่ๆ ว่าจะออกเดินทางไปยังโลกกว้างเพื่อสร้างฐานะของตัวเอง ต่างกระตือรือร้นใช้ชีวิตกันอย่างกระปรี้กระเปร่า แต่คนที่ยังมองไม่เห็นโอกาสก็มีความหวังที่จะกอบกู้สถานะอาชีพของตัวเองให้ดีมากกว่าเดิม สถานการณ์ทุกอย่างรอบด้านดีขึ้น ทั้งเรื่องของความเป็นอยู่และจิตใจ

เวลานั้น ญี่ปุ่นยอมแพ้สงคราม มีการประกาศไปทั่วเมืองที่ผมอยู่ว่า เมืองไทยกำลังเปิดประเทศ ขณะที่เมืองจีนก็เปิดให้คนเดินทางออกนอกประเทศได้อย่างอิสระ เป็นโอกาสดีสำหรับคนที่คิดจะเดินทางไปสร้างเนื้อสร้างตัวก็สามารถทำได้ คนจีนจำนวนมากจึงพูดชักชวนกันว่า ถ้าอยากรวยให้เดินทางไปเมืองไทย

ตอนแรกผมไม่ได้สนใจกับคำชักชวนดังกล่าวเพราะเป็นห่วงแม่ ถ้าผมไม่อยู่ใครจะดูแลแม่ ผมทิ้งแม่ไม่ได้ และพี่ชาย 2 คนที่อยู่เมืองไทยเป็น 10 ปี ก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไร คงจะดีกว่าเมืองจีนหน่อย ที่ยังส่งเงินมาให้ที่บ้าน แต่ก็แค่2-3 ครั้งเท่านั้น ครั้งล่าสุดพี่ชายทั้งสองคน ร่วมกันส่งเงินมาช่วยงานศพพ่อ 5 หมื่นกวนกิม กว่าเงินจะมาถึงบ้านที่เมืองจีนก็หลังงานศพพ่อเกือบ 4 เดือน ถ้ารวยมีเงินจริง เงินคงถึงที่เมืองจีนไม่เกิน 1 เดือน พี่ชายทั้งสองคงต้องกู้ยืมเงินส่งมาให้

แต่คนในหมู่บ้านหลายคนตื่นเต้น สนใจจะไปสร้างชีวิตใหม่ รวมทั้งซ้อ หรือพี่สะใภ้ 2 คนของผม คนหนึ่งคือลูกสะใภ้ของลุง ส่วนอีกคนคือลูกสะใภ้ของพ่อ ซึ่งสามีอยู่ที่เมืองไทย เป็นพี่สะใภ้สายตรงของผม ตื่นเต้นดีใจอยากไปมากมาพูดชวนผมให้เดินทางไปพร้อมกับเธอ

“ซิวซี ไปด้วยกัน เดินทางไปพร้อมๆ กันเลย”

“ไม่หรอก ผมไม่อยากไป อยู่เมืองจีนก็ทำงานได้” ผมปฏิเสธ

“พูดอย่างนี้แสดงว่าไม่รู้อะไร เมืองไทยน่ะเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ สมบูรณ์ และก็สงบสุข ซื้อง่าย ขายคล่อง ถ้าขยันขันแข็งแล้วละก็ รวยเป็นเถ้าแก่ทุกคน”

ผมฟังซ้อทั้งสองแล้วก็ยังเฉยๆ จนเมื่อมาฟังอาซิ้มข้างบ้าน ที่เคยไปเมืองไทย และมีญาติอยู่ที่เมืองไทย ซึ่งมักเล่าถึงเมืองไทยให้ฟังทุกครั้งขณะเลี้ยงควายอยู่ใกล้ๆ กัน

เรื่องที่อาซิ้มเล่าถึงเมืองไทย มีแต่สิ่งดีๆ

“เมืองไทยน่ะอุดมสมบูรณ์ ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว มีปลาทูตัวใหญ่มาก กินอร่อยทุกมื้อ”อาซิ้มบรรยายอาหารการกินที่เมืองไทยให้ผมฟังทุกวัน ผมฟังทีไรก็น้ำลายไหลทุกที

อาซิ้มบอกว่าผมสมควรจะไป ถ้าขยันอดทนรู้จักเก็บเงินรับรองว่าจะต้องรวย “จะอยู่ทำไมเมืองจีน ทำนา เลี้ยงควายอยู่อย่างนี้เมื่อไหร่จะรวย ไปเมืองไทยมีโอกาสรวย แผ่นดินอุดมสมบูรณ์ คนจีนเราไปค้าขายรวยเป็นเถ้าแก่ใหญ่อยู่ที่นั่นเยอะแยะ”

คำพูดของอาซิ้มทำให้ผมคิดหนัก เพราะผมฝันจะไปค้าขาย มีอนาคตที่ดี ผมอยากทำให้แม่ได้กินดีอยู่ดี ทุกวันนี้ผมทำงานได้ก็จริงแต่ก็แค่เลี้ยงปากเลี้ยงท้องไปวันๆ มองไม่เห็นอนาคต ผมอยากไปเริ่มต้นชีวิตใหม่

พอนึกว่าน่าจะลอง ก็มาติดขัดว่าใครจะดูแลแม่ ผมนอนคิดอยู่หลายวัน แม่เหมือนจะรู้ถึงความคิดในใจของผม เพราะตั้งแต่มีคนมาชักชวนให้ผมไปเมืองไทย หลายวันมานี้ ผมครุ่นคิดเหม่อลอยให้แม่เห็นบ่อยๆ แม่จึงมาพูดกับผมว่า

“ซิวซี ลูกอยากไปเมืองไทยใช่มั้ย”

“เปล่า...ผมไม่ได้อยากไป” ผมตอบก้มหน้าหลบตาแม่

“ไม่จริง แม่เลี้ยงลูกมา แม่รู้ว่าลูกคิดอะไร ซิวซีอยากไป แต่เป็นห่วงแม่”

ผมพูดไม่ออก ปฏิเสธไม่ได้ แม่อ่านจิตใจผมได้ทะลุปรุโปร่ง แม่บอกกับผมว่า

“ไม่ต้องเป็นห่วงแม่ แม่ดูแลตัวเองได้ แม่มีญาติ มีพี่มีน้อง แล้วก็ยังมีลูกชายลูกสาวที่อยู่ในละแวกเดียวกัน”

“แต่ผมไม่อยากทิ้งแม่!”

“อย่าคิดว่าซิวซีทิ้งแม่สิ ซิวซีต้องคิดว่าไปเพื่ออนาคต เพื่อแม่ ถ้าซิวซีร่ำรวยเป็นเศรษฐี ซิวซีก็จะทำให้แม่อยู่ดีกินดี มีชีวิตที่สบาย ซิวซีก็จะได้ชื่อว่าเป็นลูกกตัญญู” ผมพยักหน้าฟังแม่แล้วน้ำตาคลอ

พอไม่ห่วงเรื่องแม่ ก็ใช่ว่าผมจะไปเมืองไทยได้ดังใจคิด สมัยนั้นค่าโดยสารเดินทางทางเรือที่เหมารวมค่าเรือ ค่าอาหาร และค่าที่พักในเรือนั้นอยู่ที่ 2.2 แสนกวนกิม ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนเงินก้อนโต สำหรับผมแม้จะมีเงินเก็บบ้าง แต่ไม่เพียงพอจะไปจ่ายค่าเรือ ผมลองเอ่ยปากกู้เงินจากคนที่คิดว่าน่าจะให้ความช่วยเหลือได้ แต่ไม่มีใครช่วย เพราะทุกคนต่างต้องเก็บเงินทองเอาไว้เป็นค่าใช้จ่าย เตรียมตัวอพยพไปยังที่ต่างๆ กันทั้งนั้น ข้าวปลาอาหารก็แพงเพราะบอบช้ำจากช่วงสงครามโลกมาหยกๆ

(อ่านต่อฉบับวันเสาร์หน้า)

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI