posttoday
‘ประชามติรธน.’ ทำก็เสี่ยง ไม่ทำก็เสื่อม

‘ประชามติรธน.’ ทำก็เสี่ยง ไม่ทำก็เสื่อม

01 พฤษภาคม 2558

เส้นทางสู่“ประชามติ”ตีบตันมากขึ้น หลังจากหัวหน้าคสช.ประกาศชัดไม่มี “อำนาจ” พร้อมโยน “เผือกร้อน” กลับไปยังสนช.,สปช. และ กรรมาธิการยกร่างรธน.

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เส้นทางสู่​ “ประชามติ” ​ตีบตันมากขึ้น​ หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศชัดไม่มี “อำนาจ” พร้อมโยน “เผือกร้อน” กลับไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)​ สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ​

เงื่อนไขสำคัญอยู่ที่รัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ไม่ได้กำหนดให้ทำประชามติ หากจะทำประชามติจำเป็นต้องไปแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว

ท่ามกลางเสียงเรียกร้องจากฝั่งสนับสนุนการทำประชามติ ที่ต้องการให้ พล.อ.ประยุทธ์ ใช้ “ทางลัด” งัดอำนาจตามมาตรา 44 มาสะสางอุปสรรคเงื่อนไขดังกล่าว

แต่เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ออกมาปฏิเสธช่องทางดังกล่าวพร้อม “ลอยตัว” หนีความรับผิดชอบ ไม่ว่าจะ “ทำ” หรือ “ไม่ทำ” ประชามติ ย่อมทำให้โอกาสเห็นประชามติน้อยลงไปทันที ทั้งที่เรื่องการทำประชามตินั้น อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดขึ้นอยู่ที่ พล.อ.ประยุทธ์ เพียงผู้เดียว

ต้องยอมรับว่าในแง่มุมของ คสช.​ แม้การทำประชามติจะเป็นเรื่องดีที่จะเป็นหลักประกัน การทำประชามติเต็มไปด้วยความเสี่ยงที่อาจทำให้เส้นทางตามโรดแมปที่วางไว้ต้อง “สะดุด” หรือ ​“เลื่อนยาว” ออกไปกว่ากำหนดเดิม และเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราวไม่เขียนล็อกเรื่องประชามติเอาไว้

ลำพังแค่ความเสี่ยงเรื่อง ​“มติไม่เห็นชอบ” ​ร่างรัฐธรรมนูญ ก็ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องคิดหนัก​ เพราะเนื้อหาหลายส่วนที่เป็นเรื่องใหม่และเรื่องใหญ่เต็มไปด้วย “จุดอ่อน” ที่ถูกโจมตีอย่างหนักจากหลายฝ่าย ตั้งแต่ระบบเลือกตั้ง ที่มานายกรัฐมนตรี ที่มา สว.

ยิ่งในวันที่สองพรรคใหญ่ออกมาประสานเสียงไม่เห็นชอบกับรัฐธรรมนูญ ด้วยจำนวนสมาชิกและกลุ่มผู้สนับสนุนรวมกันหลายสิบล้านคน ย่อมทำให้โอกาสที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้รับเสียงเห็นชอบเป็นไปได้ยาก

แต่ปัญหาที่อาจจะหนักกว่าเรื่องผลของการลงมตินั้น อยู่ที่บรรยากาศที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้ง ดังจะเห็นว่าแค่ในเวที ​สปช.ที่เปิดให้พิจารณาร่างแรกรัฐธรรมนูญ ความคิดเห็นที่ไม่ตรงกันระหว่าง สปช.และ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ยังรับรู้ได้ถึงความขัดแย้งที่เริ่มขยายวงกว้างขึ้น

หากต้องทำประชามติจริง ย่อมต้องเปิดเวทีทั่วประเทศ เพื่อนำเสนอเนื้อหา ข้อดี ข้อเสีย ของร่างรัฐธรรมนูญ ให้ประชาชนรับรู้รับทราบก่อนการลงมติ พร้อมให้ประชาชนได้แสดงความคิดความเห็น ซึ่งเลี่ยงไม่ได้ที่จะปลุกความขัดแย้งให้เกิดขึ้นอีกครั้ง

ที่สำคัญ หากจะทำประชามติจริง ​คสช.ย่อมต้องผ่อนปรนเงื่อนไขทั้งเรื่องการดูแลความสงบเรียบร้อย เพื่อเอื้อต่อการแสดงความคิดเห็น และนั่นย่อมสุ่มเสี่ยงต่อความรุนแรง​

​ทั้งด้วยตัวเนื้อหาจากร่างรัฐธรรมนูญเอง และกลุ่มป่วนที่คอยจ้องจะสร้างสถานการณ์ เพื่อให้เกิดความวุ่นวาย และจะกระทบต่อไปถึงความเชื่อมั่นของ คสช.

หากจับสัญญาณ “ลอยตัว” ของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ออกตัวแบ่งรับแบ่งสู้มาตั้งแต่แรก ย่อมถือเป็​นสัญญาณสำคัญที่จะทำให้ประชามติส่อเค้าจะแท้งตั้งแต่ยังไม่เริ่ม ​

แม้จะมีเสียงรบเร้าจากหลายฝ่าย ที่เชื่อว่า “ประชามติ” จะเป็นหลักประกันสำคัญทำให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ใช้ต่อไป​ได้อย่างไม่มีปัญหา และไม่เป็นชนวนขัดแย้ง

เบื้องต้น พรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.​ ที่เห็นตรงกันว่า พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้เป็น “รัฐาธิปัตย์” ตั้งแต่รัฐธรรมนูญชั่วคราวประกาศใช้ อีกทั้งอำนาจตามมาตรา 44 เป็นเพียงแค่เครื่องมือสำหรับ คสช. ที่ใช้ประคับประคองให้เป็นไปตามโรดแมป 3 ระยะ

การจะแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงต้องยึดตามมาตรา 46 รัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ที่ระบุว่า ในกรณีที่เห็นเป็นการจําเป็นและสมควร ครม.และ คสช. จะมีมติร่วมกันให้แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนี้ก็ได้ โดยจัดทําเป็นร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเสนอต่อ สนช.เพื่อให้ความเห็นชอบ ให้ สนช.พิจารณาให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมภายใน 15 วัน

หากวิเคราะห์แล้วไม่ใช่เรื่องง่ายกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญเปิดทางประชามติ เพราะมีหลายขั้นตอน แถมแต่ละขั้นตอนก็ยากที่จะผลักดันไปจนสุดทาง

แม้ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ จะออกตัวหนุนประชามติตั้งแต่ต้น แต่ด้วยอำนาจหน้าที่แล้วย่อมทำได้เพียงแค่เสนอความคิดเห็น เพราะสุดท้ายการตัดสินใจย่อมอยู่ที่ ครม.​และ คสช.​ที่จะตัดสินใจร่วมกันเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ

แต่สุดท้ายทุกอย่างจะต้องมาสรุปที่ขั้นตอนการพิจารณาของ สนช.​ว่าจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบให้แก้รัฐธรรมนูญเพื่อเปิดช่องทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

อย่างไรก็ตาม ในท้ายที่สุดไม่ว่าจะมีการทำหรือไม่ทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ย่อมมีผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยกรณีไม่มีการทำประชามติ จะมีเสียงข้อครหาต่างๆ มากมาย อาทิ เป็นรัฐธรรมนูญเผด็จการ กีดกันการมีส่วนร่วมของประชาชน ส่งผลให้ความนิยมความศรัทธาของ “บิ๊กตู่” เสื่อมทรุดเร็วขึ้น

ในทางกลับกัน หากทำประชามติก็สุ่มเสี่ยง เพราะถ้ารัฐธรรมนูญไม่ผ่าน จะส่งผลต่อบารมี อำนาจ “บิ๊กตู่” ทันที และที่่สำคัญอาจลุกลามทำให้ “บิ๊กตู่” อยู่ในตำแหน่งไม่ได้ หรือถ้าหากประชามติผ่าน ก็ต้องดูว่าผ่านแบบไหนอีก ผ่านแบบเฉียดฉิว หรือผ่านแบบมีข้อครหา หรือถ้าไม่มีปัญหา ก็เดินหน้าสู่โรดแมปเลือกตั้ง

ฉะนั้น งานนี้ไม่ว่า “บิ๊กตู่” จะเลือกทางไหน ก็หนีไม่พ้นความสุ่มเสี่ยง

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI