
แบงก์ชาติทั่วเอเชียผวาศก.จีน บีบหั่นดอกเบี้ยสวนทางเฟด
หลังผ่านไตรมาสแรกของปี 2015 ด้วยอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงมาอยู่ที่ 7.4% ซึ่งนับได้ว่าเป็นการเติบโตที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 1991 นักวิเคราะห์และนักลงทุนหลายฝ่ายต่างเริ่มมั่นใจไปในทางเดียวกันแล้วว่า พญามังกรแห่งเอเชียอย่างจีนในห้วงเวลานี้กำลังเผชิญหน้ากับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวแน่นอน
หลังผ่านไตรมาสแรกของปี 2015 ด้วยอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงมาอยู่ที่ 7.4% ซึ่งนับได้ว่าเป็นการเติบโตที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 1991 นักวิเคราะห์และนักลงทุนหลายฝ่ายต่างเริ่มมั่นใจไปในทางเดียวกันแล้วว่า พญามังกรแห่งเอเชียอย่างจีนในห้วงเวลานี้กำลังเผชิญหน้ากับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวแน่นอน
ทั้งนี้ สัญญาณภาวะอ่อนแอดังกล่าวไม่เพียงส่งผลลบต่อจีนประเทศเดียวเท่านั้น แต่ยังมีผลกดดันต่อนานาประเทศภายในภูมิภาคเอเชียด้วยเช่นกัน
ยิ่งไปกว่านั้น ผลกระทบข้างต้นไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะภาคเศรษฐกิจการค้าและการลงทุนภายในเอเชียเท่านั้น โดยผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายมองว่าเศรษฐกิจชะลอตัวของจีนจะกลายเป็นปัจจัยกดดันสำคัญต่อธนาคารกลางของหลายชาติในเอเชียในการปรับลดอัตราดอกเบี้ย
ก่อนอื่นต้องเข้าใจเสียก่อนว่า ช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาที่เศรษฐกิจจีนขยายตัวอย่างรวดเร็วจนถือได้ว่าเป็นชาติที่มีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นลำดับต้นๆ ของโลก ทำให้จีนสามารถขึ้นมาเป็นมหาอำนาจที่มีอิทธิพลต่อเอเชีย ซึ่งหมายรวมถึงการเป็นคู่ค้าและตลาดนำเข้าส่งออก
แถมขนาดที่ใหญ่โตดังกล่าวยังได้รับการยอมรับว่ามีผลต่อการขยายตัวต่อเศรษฐกิจโลก โดยองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) ระบุชัดว่า ปริมาณความต้องการบริโภคที่ลดลง 2% ของจีนจะทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) โลกลดลงเฉลี่ย 0.3% ต่อปี และประเทศที่มีเศรษฐกิจใกล้ชิด พึ่งพาหรือผูกพันกับจีนอย่างชาติในเอเชียจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง
ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจแต่อย่างใดที่ภายหลังจีนมีสัญญาณชะลอตัว รายงานตัวเลขที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจของหลายประเทศก็บ่งชี้ถึงอาการอ่อนแอตามมาด้วยเช่นกัน และทำให้หลายประเทศประกาศเดินหน้าใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งรวมถึงการตัดลดอัตราดอกเบี้ยเปิดทางให้มีการกู้ยืมมากขึ้นนั่นเอง
แน่นอนว่า ในภาวการณ์ที่เศรษฐกิจอ่อนแอทั่วๆ ไป การตัดลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจนับเป็นมาตรการสามัญที่บรรดาเจ้าหน้าที่ทางการเงินนำมาประยุกต์ใช้ ทว่า สถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันกลับค่อนข้างเป็นเรื่องยากลำบากที่ธนาคารกลางของหลายชาติในเอเชียจะลงมือตัดลดอัตราดอกเบี้ย
เหตุผลสืบเนื่องมาจากถ้าชาติในเอเชียตัดสินใจเดินหน้าตัดลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ประเทศนั้นๆ ก็อาจมีแนวโน้มจะเจ็บตัวหนักกว่าเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่หากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงปลายปีนี้ เพราะนักลงทุนย่อมแห่ขนเงินออกจากตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่ของเอเชีย
อลิเซีย การ์เซีย-เฮอร์เรโร หัวหน้านักเศรษฐกิจตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่แห่งบันโก บิลบาโอ วิซคายา อาร์เจนทาเรีย เอสเอ ประจำเขตปกครองพิเศษฮ่องกง ระบุว่า โอกาสในการตัดลดอัตราดอกเบี้ยของหลายชาติในเอเชียถึงจะยังคงมีอยู่แต่เริ่มเหลือน้อยลง
“มันเป็นเรื่องที่ทึ่มเกินไปที่จะไม่คาดหวังความปั่นป่วนในตลาดการเงินโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งความปั่นป่วนในตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่ในเอเชีย ระหว่างที่เฟดจะดำเนินการปรับนโยบายอัตราดอกเบี้ยให้เข้าสู่ภาวะปกติ” การ์เซีย-เฮอร์เรโร กล่าว
อย่างไรก็ตาม ครั้นธนาคารกลางของหลายชาติในเอเชียจะนิ่งเฉย ไม่ลงมือกระทำการใดๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และรอดูสถานการณ์ ก็กลับเป็นเรื่องที่ไม่อาจทำได้เช่นกัน เพราะมีปัจจัยเศรษฐกิจจีนโตช้าจ่อคอให้ลงมือกระตุ้นเศรษฐกิจอยู่ โดยฝ่ายจีนเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจเห็นได้จากการที่ธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) ประกาศตัดลดดอกเบี้ย และตัดลดทุนสำรองเงินฝากธนาคารพาณิชย์เพื่อกระตุ้นให้มีการปล่อยกู้มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายยอมรับว่า ลำพังจีนเพียงประเทศเดียวไม่สามารถฟื้นฟูเศรษฐกิจของภูมิภาคได้ โดยเฟรเดอริกนิวแมนน์ หัวหน้าศูนย์วิจัยเศรษฐกิจเอเชียแห่งธนาคารเอชเอสบีซี ประจำฮ่องกง แสดงความเห็นอย่างชัดเจนว่า ต่อให้จีนประคับประคองเศรษฐกิจของตนไว้ได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าการดำเนินงานดังกล่าวของจีนจะช่วยดึงเศรษฐกิจของประเทศอื่นๆ ในเอเชียขึ้นมาด้วย
พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ ชาติต่างๆ ในเอเชียต้องลงมือกระตุ้นเศรษฐกิจตามด้วยจึงจะรอดพ้นจากภาวะการเติบโตชะลอตัวในครั้งนี้ ซึ่งรายงานจากธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด เมื่อวันที่ 27 เม.ย. ระบุชัดว่า สถานการณ์ทางการเงินในเอเชียที่อัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับต่ำทำให้ยังมีโอกาสที่จะตัดลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมได้อีก
แต่ก็ไม่ได้หมายความการหั่นดอกเบี้ยครั้งนี้จะปราศจากผลเสีย โดยเฉพาะเมื่อเฟดออกมาส่งสัญญาณชัดเจนว่าจะดำเนินการขึ้นดอกเบี้ยเพื่อให้อัตราดอกเบี้ยกลับสู่ภาวะปกติ
“ทั่วทั้งภูมิภาค (เอเชีย) จะอยู่ในวงจรของภาวะผ่อนคลายทางการเงิน ซึ่งแน่นอนว่า (ทั่วโลก) น่าจะได้เห็นการประกาศตัดลดอัตราดอกเบี้ยของหลายประเทศในเอเชีย ตั้งแต่เกาหลีใต้ไปจนถึงอินเดีย” นิวแมนน์ กล่าว
นอกจากนี้ บรรดานักเศรษฐศาสตร์อีกส่วนหนึ่งยังลงความเห็นตรงกันอีกว่า ธนาคารกลางของชาติในเอเชียที่น่าจะตัดลดอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งก็คือ ออสเตรเลีย อินโดนีเซีย ไทย จีน และญี่ปุ่น เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ยังคงชะงักงัน แม้ว่าหลายประเทศที่กล่าวมา โดยเฉพาะญี่ปุ่นจะมีการกระตุ้นครั้งใหญ่เป็นหลายระลอกแล้วก็ตาม
ขณะที่ความเคลื่อนไหวล่าสุดของธนาคารกลางแห่งประเทศไทย (ธปท.)นับเป็นหลักฐานยืนยันการคาดการณ์ข้างต้นของนักเศรษฐศาสตร์ได้เป็นอย่างดี โดยวานนี้ ธปท.ได้ประกาศตัดลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% จากเดิม 1.75% มาอยู่ที่ 1.5% ด้วยเหตุผลว่าเศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในภาวะชะลอตัวอย่างร้ายแรง ยืนยันได้จากตัวเลขส่งออกเดือน มี.ค.ที่ผ่านมาที่ลบ 4.45%
ทั้งนี้ แม้ก่อนหน้านี้ รายงานจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และธนาคารกลางโลก (เวิลด์แบงก์) จะเห็นตรงกันว่า เอเชียแปซิฟิกจะเป็นภูมิภาคที่มีแนวโน้มเติบโตได้ดีเมื่อเที่ยบกับภูมิภาคที่เหลืออื่นๆ ของโลก
กระนั้น การคาดการณ์ดังกล่าวก็ไม่ได้เป็นเครื่องรับประกันว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจทุกประเทศในเอเชียจะเป็นไปได้ด้วยดีโดยไม่ลงมือทำอะไรเลย
เพียงแต่ว่าในครั้งนี้ ธนาคารกลางของหลายประเทศอาจต้องคิดให้ดี และคิดให้หนักว่าจะวัดใจกับเฟดด้วยการตัดลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป หรืออาจถึงเวลาที่จะต้องคิดพิจารณาหามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นเสียแล้ว







