
ส่งออกหด ไม่น่ากลัวเท่า ลงทุนแป้ก
โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง
โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง
ขึ้นไตรมาส 2 แล้ว ข่าวร้ายเศรษฐกิจไทยยังตามหลอกหลอนนักลงทุน แต่ไม่มีปัจจัยอะไรใหม่ ยังคงเป็นข่าวร้ายในเรื่องเดิมที่ยังหาทางแก้ไขปัญหาไม่ได้ โดยเฉพาะเรื่องการส่งออกที่ตัวเลข 3 เดือนแรกออกมาทำให้เกิดความเป็นห่วงว่าเศรษฐกิจปีนี้คงจะแย่ไปทั้งปี เพราะการส่งออกติดลบ 4.69% มีมูลค่าการส่งออกรวม 53,364.8 ล้านเหรียญสหรัฐ
ทั้งนี้ การส่งออกเดือน ม.ค.ติดลบ 3.46% เดือน ก.พ.ติดลบ 6.15% และล่าสุดเดือน มี.ค.ติดลบ 4.45% หากดูจากตัวเลขเดือน มี.ค.ติดลบลดลง แต่เมื่อรวม 3 เดือนทำให้การส่งออกไตรมาสแรกดูไม่ดีเท่าไหร่ กระทรวงพาณิชย์จึงตัดสินใจที่จะปรับเป้าหมายการส่งออกปีนี้ จากที่ตั้งเป้าไว้ 4% เหลือแค่ 0.5-1%
เป้าหมายใหม่ที่กระทรวงพาณิชย์ตั้งขึ้นจะต้องอยู่ภายใต้สมมติฐานที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอยู่ที่ 70 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 32.60-33.40 บาท/เหรียญสหรัฐ และราคาสินค้าเกษตรต้องปรับตัวดีขึ้นใกล้เคียงปีก่อน รวมถึงสถานการณ์เศรษฐกิจโลกด้วย ขณะที่การส่งออกจะดีหรือไม่ยังต้องติดตามถึงภาวะเศรษฐกิจโลก ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนโลก โดยเฉพาะค่าเงินเยน รูเบิ้ล และยูโร มาตรการกีดกันทางการค้า นโยบายของประเทศคู่ค้าที่ต้องการพึ่งพาตนเอง การที่ไทยโดนใบเหลืองจากสหภาพยุโรป เรื่อง IUU เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตามเชื่อว่าการส่งออกไทยจะขยายตัวได้
ไม่ต่ำกว่า 0.5-1% แน่นอน
มาดูทางด้านการนำเข้าสินค้าของไทยในเดือน มี.ค. มีมูลค่า 17,391 ล้านเหรียญสหรัฐ ติดลบ 5.89% ส่งผลให้ในเดือน มี.ค. ไทยเกินดุลการค้า 1,495 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ช่วง 3 เดือนแรก การนำเข้าสินค้าของไทยมีมูลค่า 51,936 ล้านเหรียญสหรัฐ ติดลบ 6.43% ส่งผลให้ 3 เดือนไทยเกินดุลการค้า 1,429 ล้านเหรียญสหรัฐ
แม้การส่งออกจะติดลบแต่ไทยก็ได้ดุลการค้า เพราะราคาน้ำมันในต่างประเทศลดลงมาก ทำให้มูลค่านำเข้าลดลง แต่ปริมาณนำเข้าไม่แตกต่างจากเดิม เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าด้วย เพราะเงินที่เคยไหลออกไปซื้อน้ำมันที่จะนำบาทไปแลกเป็นเงินเหรียญสหรัฐจ่ายค่าน้ำมันท่วมอยู่ในประเทศ
กอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกรุงเทพ ระบุว่า ในเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ตัวเลขการส่งออกการนำเข้าที่ติดลบ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่ราคาน้ำมันลดลง ฉะนั้นหากแยกผลจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ลดลงมากออกไป การส่งออกของไทยอาจจะไม่ได้แย่เท่าที่คิด
ดังนั้น ก่อนที่จะหาวิธีการแก้ไขก็ควรจะต้องดูรายละเอียดไส้ในของการส่งออกว่าปัญหามาจากอะไร เพื่อที่จะหาทางแก้ไขให้เหมาะสม
นพปฎล คุณวิบูลย์ หัวหน้าคณะผู้แทนไทยประจำสหภาพยุโรป เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงเบลเยียม กล่าวว่า การส่งออกของไทยไปสหภาพยุโรปที่ลดลงนั้น เกือบทั้งหมดมาจากปัญหาการถูกตัดสิทธิพิเศษทางภาษี (จีเอสพี) ที่ทางอียูเห็นว่าไทยเป็นประเทศในกลุ่มพัฒนาแล้ว รายได้ของคนไทยต่อหัวต่อคนสูงขึ้น ทั้งที่การบริโภคของสหภาพยุโรปเริ่มฟื้นตัวแล้ว แต่ไทยก็ยังส่งออกได้น้อย จากปัญหาการถูกตัดจีเอสพีที่เริ่มมาตั้งแต่ต้นปี
อย่างไรก็ดี เอกชนบางรายได้ย้ายฐานการผลิตสินค้าที่ถูกตัดจีเอสพีไปอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านเป็นการแก้ไขปัญหา ทำให้การส่งออกในกลุ่มนั้นเพิ่มแต่ไม่เป็นสถิติการส่งออกของไทย
“สิ่งที่ผมเป็นห่วงก็คือ สหภาพยุโรปและญี่ปุ่นใช้นโยบายค่าเงินอ่อน ซึ่งทั้งสองกลุ่มประเทศนี้เห็นผลดีที่ชัดเจนที่ค่าเงินอ่อน คือ นักท่องเที่ยวไหลเข้าไปเที่ยวในยุโรปและญี่ปุ่นมากขึ้น สินค้าแบรนด์เนมที่เคยมีราคาสูง กลายเป็นราคาถูกลงเมื่อเทียบกับค่าเงินสกุลอื่น ทำให้นักท่องเที่ยวแห่ไปช็อปปิ้ง เศรษฐกิจจึงเริ่มมีแรงส่งทำให้การบริโภคของอียูเพิ่มขึ้น” หัวหน้าคณะผู้แทนไทยประจำสหภาพยุโรป กล่าว
นพปฎล กล่าวว่า เมื่อการใช้นโยบายค่าเงินอ่อนได้ผลดีมาก ทางอียูอาจจะกดให้ค่าเงินยูโรอ่อนค่าลงไปอีก ซึ่งจะทำให้ประเทศที่ค้าขายกับอียูมีปัญหาเหมือนกันหมดคือค่าเงินสูงกว่าอียู ต้องกดให้ราคาสินค้าต่ำลงเพื่อให้ขายได้ หรือดำเนินนโยบายให้ค่าเงินอ่อนกว่า ซึ่งทำให้การบริหารเศรษฐกิจยาก
กอบศักดิ์ มองว่า การเสียสมดุลการค้าโลกจะสร้างปัญหาเศรษฐกิจให้ไทยเช่นกัน เป็นเรื่องยากจริงๆ ที่จะบริหารค่าเงินให้อ่อนค่าเพื่อผลักดันการส่งออก เนื่องจากปัจจัยในต่างประเทศไม่เอื้ออำนวย ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจจะต้องเข้ามาดูแลอัตราแลกเปลี่ยนให้ใกล้ชิดกว่านี้
“ขณะนี้ค่าเงินบาทไทยอาจแข็งค่ามากที่สุดในโลก แต่แข็งค่าโดยไม่มีปัจจัยพื้นฐานสนับสนุนเลยว่าทำไมจึงแข็งทั้งที่ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว โดนลดอัตราการขยายตัวของจีดีพี การส่งออกติดลบ การลงทุนไม่ขยายตัว การบริโภคในประเทศหดตัว ไม่มีเหตุผลที่ค่าเงินบาทจะแข็งค่าเลย นอกจากนำเข้าลดลง” กอบศักดิ์ กล่าว
ฉะนั้น เมื่อภาพรวมไปไม่ไหว การที่ ธปท.จะดำเนินมาตรการเจาะช่องให้เงินบาทอ่อนค่าลงไปเล็กๆ น้อยๆ จะไม่ช่วยเหลือให้เศรษฐกิจในภาพรวมดีขึ้นมากนัก สิ่งที่จะช่วยได้มากคือการลงทุนภาครัฐที่ยังมีแต่แผนที่จะทำ แต่ยังไม่มีการดำเนินการจริง
แหล่งข่าวจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ระบุว่า ปัญหาของการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ไม่เดินหน้า มาจากข้าราชการประจำเกียร์ว่าง และการใช้คนไม่เหมาะสมกับงาน ซึ่งรัฐบาลคงเห็นแล้วว่าปัญหาอยู่ที่ไหน หากไม่รีบแก้ไขสุดท้ายรัฐบาลจะลำบากเอง
“มีเวลาอีกแค่ปีเดียวที่จะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ หากช้ากว่านี้รัฐบาลจะโดนถามว่าทำรัฐประหารแล้วไม่มีการแก้ไขให้อะไรดีขึ้น หัวหน้า คสช.ต้องเลือกว่าจะเป็นแบบ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หรือไม่ ที่ได้อำนาจมาแต่บริหารอำนาจให้งานลุล่วงตามที่ตั้งใจไม่ได้” แหล่งข่าวเปิดเผย
แหล่งข่าวเปิดเผยอีกว่า การส่งออกที่ติดลบในปีนี้อาจจะไม่เป็นเรื่องที่น่ากังวลใจเท่าการลงทุนภาครัฐ ที่รัฐบาลประกาศไว้จะเร่งลงทุน แต่ไม่เกิดขึ้นจริงสักโครงการ เพราะการส่งออกลดลงใครๆ ก็รู้ เนื่องจากเศรษฐกิจโลกไม่ดี แต่การลงทุนที่ตีปี๊บไว้ถ้าไม่มี สุดท้ายก็จะทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นในรัฐบาล ซึ่งจะทำให้สถานการณ์เศรษฐกิจแย่ลง
กอบศักดิ์ กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่มีความซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งทำช้าผลเสียจะยิ่งเกิดมากขึ้นเท่านั้น
หากในมุมมองต่างๆ นี้เป็นจริง รัฐบาลควรห่วงการลงทุนที่ไม่เดินหน้ามากกว่าการส่งออกได้แล้ว







