
จะจัดการแรงงานต่างด้าวอย่างไร ให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
เรื่องแรงงานต่างด้าวที่รัฐบาลปัจจุบันกำลังเร่งรัดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ไข
โดย...โกวิทย์ บุรพธานินทร์
เรื่องแรงงานต่างด้าวที่รัฐบาลปัจจุบันกำลังเร่งรัดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ไข สาเหตุมิใช่เพียงการถูกลดอันดับจาก TIER สอง ไปสู่ TIER สาม ในเรื่องการค้ามนุษย์อย่างเดียว แต่ยังมีสาเหตุจากการปล่อยปละของรัฐบาลในอดีตช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ในการกำกับดูแลให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทำหน้าที่อย่างจริงจังและเป็นระบบ ทำให้ขณะนี้ไทยกลายเป็นดินแดนเสรีที่สุดในโลกที่แรงงานต่างด้าวจะเข้ามาทำงานและประกอบอาชีพ จึงไม่แปลกใจว่าทำไมประเทศนี้จึงมีแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายสูงสุดแห่งหนึ่งของภูมิภาค
ที่น่าสนใจ คือ มาตรการการจดทะเบียนและพิสูจน์สัญชาติ ได้รับความสนใจไม่มากเท่าที่ควร เพราะแรงงานต่างด้าวขึ้นทะเบียนแล้ว 2.7 ล้านคนเศษ มีเพียง 1.2 ล้านคนเท่านั้นที่ผ่านการตรวจสอบสัญชาติ ที่เหลือซึ่งมีบัตรสีชมพูแต่ไม่ได้รับพิสูจน์สัญชาติภายใน 31 มี.ค. ได้รับการผ่อนผันให้มาขอบัตรใหม่ภายใน 30 มิ.ย. 2558 จึงจะได้รับอนุญาตให้ทำงานต่ออีกหนึ่งปี เพื่อให้ได้รับการพิสูจน์สัญชาติ จึงจะได้รับอนุญาตให้ทำงานอีก 2 ปี
นอกจากนี้ ยังมีแรงงานต่างด้าวอีกมากมายที่ลักลอบทำงานและอยู่โดยผิดกฎหมาย คาดว่าหากนับรวมกับแรงงานต่างด้าวที่ขึ้นทะเบียน 2.7 ล้านคน จะมีแรงงานต่างด้าวในไทยมากกว่า 5 ล้านคน หรือไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ของกำลังแรงงานไทย เป็นจำนวนที่มากเกินไปหรือไม่ และเป็นจำนวนที่เหมาะสมกับตลาดแรงงานไทยหรือไม่ ยังไม่ชัดเจน จากการศึกษาวิจัยที่ผ่านมาคาดว่า จำนวน 2.5 ถึง 3 ล้านคนน่าจะเป็นตัวเลขที่เหมาะสม (ร้อยละ 5 ของกำลังแรงงาน)
ประเด็นหลักและประเด็นสำคัญที่ไทยถูกตำหนิหรือถูกกล่าวหาจากต่างชาติ คือ การปล่อยให้มีการแสวงหาประโยชน์ (Exploitation) จากแรงงานต่างด้าว ที่เข้าข่ายการค้ามนุษย์ และหากพิจารณาถึงสถานการณ์ของไทยขณะนี้ การถูกกล่าวหาว่าค้ามนุษย์เป็นเรื่องทำได้ง่ายมาก เพราะทั้งเมืองเต็มไปด้วยแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย แรงงานกลุ่มนี้ได้รับการยอมรับทั่วโลกว่าเป็นกลุ่มที่ถูกเอารัดเอาเปรียบได้ง่ายที่สุด เหตุผลพื้นฐานคือ คนเหล่านี้ไม่ได้รับการดูแลคุ้มครองมาตั้งแต่ประเทศบ้านเกิด การลักลอบก็ดี การค้ามนุษย์ก็ดี ทำกันเป็นเครือข่ายตั้งแต่ต้นทางและปลายทาง แรงงานต่างด้าวกลุ่มผิดกฎหมายจึงน่าเห็นใจมากที่สุด
ประเทศต้นทางจึงถูกตั้งคำถามว่าให้ความเป็นธรรมกับพลเมืองของตนแค่ไหน หรือควรรับผิดชอบเพียงไร คำตอบที่มักได้ยินเสมอ คือประเทศต้นทางทำอะไรไม่ได้มากนัก สุดท้ายก็ขึ้นกับประเทศปลายทาง ทั้งที่ความเป็นจริงประเทศต้นทางทำอะไรได้หลายอย่าง ข้ออ้างที่ว่าประเทศต้นทางไม่อาจล่วงละเมิดสิทธิพื้นฐานของพลเมืองตนเอง เพราะต้องห้ามด้วยรัฐธรรมนูญนั้น อาจฟังได้อยู่ แต่ยังมีมาตรการอีกมากมาย อาทิ การให้ข้อแนะนำแก่แรงงานก่อนออกเดินทาง การควบคุมกำกับบริษัทจัดหางาน มิให้เอาเปรียบเก็บค่าใช้จ่าย หรือค้ากำไรเกินควร หรือปราบปรามขบวนการ ค้ามนุษย์ ก็ทำได้เต็มที่อยู่แล้ว
การสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นกับแรงงานต่างด้าว จึงต้องรวมถึงความร่วมมือของประเทศต้นทางที่จะเต็มใจและดำเนินการอย่างจริงจังด้วย
ตัวอย่างของการปฏิบัติที่ดีมีให้เห็นในภูมิภาค อาทิ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และไทย ซึ่งเอื้ออาทรต่อคุณภาพชีวิตของพลเมืองค่อนข้างดี ฟิลิปปินส์ถือแรงงานของตนเป็นขุมทรัพย์ เพราะส่งออกแรงงานร่วม 10 ล้านคน จึงรับรองอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานต่างด้าวทุกฉบับ และยังชักชวนให้ประเทศอื่นๆ รวมทั้งไทยรับรองด้วย เพราะมีชาวฟิลิปปินส์ทำงานในไทยนับหมื่นคน
สำหรับไทย ณ วันนี้ เมื่อแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานแล้ว ไม่ว่าถูกกฎหมายหรือลักลอบ ประเทศเจ้าบ้านจะปล่อยให้แรงงานต่างด้าวอยู่ตามยถากรรมไม่ได้แล้ว เพราะถูกสายตาชาวโลกจ้องอยู่ จึงจำเป็นต้องปรับกระบวนทัศน์ให้คนไทยและหน่วยงานต่างๆ เข้าใจว่าประโยชน์ของการมีแรงงานต่างด้าวมีหลายประการ นอกจากช่วยให้เศรษฐกิจเติบโต แรงงานต่างด้าวยังช่วยเสริมการทำงานของคนไทยในหลายสาขาอาชีพ ที่สำคัญต้องยอมรับความจริงว่า ไทยยังต้องพึ่งพาแรงงานต่างด้าว เพราะเราไม่มีคนมากพอ จึงต้องเอื้ออาทรต่อสวัสดิภาพเขาพอสมควร แม้ในทางปฏิบัติไทยดำเนินการในเรื่องนี้ดีเกินหน้าประเทศอาเซียนทั้งหลายแล้วก็ตาม โดยเฉพาะการขยายประกันสังคมไปสู่แรงงานต่างด้าว
สำหรับแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่และท้าทายต่อการแก้ไขนั้น นายจ้างมีส่วนช่วยสร้างความเป็นธรรมได้มากมาย แต่ที่ผ่านมาแม้นายจ้างจะได้ประโยชน์สูงสุดจากการมีแรงงานต่างด้าว แต่กลับรับผิดชอบต่อผลกระทบทุกอย่าง รวมทั้งผลกระทบทางสังคมน้อยที่สุด
ทุกวันนี้นายจ้างไม่ต้องรับผิดชอบ กรณีโรงพยาบาลต้องของบประมาณเพิ่ม (เพราะคนใช้บริการมากขึ้น) ไม่ต้องรับผิดชอบกรณีสภาพแวดล้อมหรือชุมชนเสื่อมโทรมลง ไม่ต้องรับผิดชอบต่อคดีอาชญากรรมที่เกิดขึ้น และที่ร้ายแรงที่สุดก็คือ การเสียโอกาสการแข่งขันในระยะยาว หากนายจ้างไทยพึ่งแต่แรงงานต่างด้าว ซึ่งใช้แรงงานเข้มข้นจนไม่นึกถึงการปรับตัว การใช้เทคโนโลยี่ใหม่ๆ ในการผลิต หรือให้บริการ อีกไม่ช้าแม้แต่ลาว เขมร พม่า ก็อาจเหนือชั้นกว่าเราในแง่การพัฒนาอุตสาหกรรม และสร้างโอกาสแข่งขันให้กับประเทศ
ฉะนั้นเมื่อมองในแง่มุมของประโยชน์ที่นายจ้างได้รับ แม้จะชอบธรรมแต่กลับไปสร้างความไม่เป็นธรรมกับผู้อื่น เช่น ประชาชนผู้บริโภค รวมทั้งภาครัฐ การทบทวนบทบาทของนายจ้าง จึงเป็นเรื่องสำคัญโดยเฉพาะการรับผิดชอบต่อผลกระทบทางสังคม เศรษฐกิจ จากการมีแรงงานต่างด้าวให้มากกว่านี้ เรื่องง่ายๆ ที่ทำได้ อาทิ ไม่จ้างแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย จะถือเป็นการสร้างกุศลให้ประเทศอย่างใหญ่หลวงแล้ว
กลุ่มท้ายสุดที่จะต้องให้ความเห็นใจ และต้องสร้างความเป็นธรรมให้คือ ประชาชน หรือผู้บริโภคที่อดทนมานาน และเริ่มรู้สึกถึงผลกระทบจากการมีแรงงานต่างด้าวมากเกินไป ตั้งแต่การเข้าคิวรอนานเกินไปในการใช้บริการสาธารณะ เช่น โรงพยาบาล ที่บางแห่งมีสถิติการเกิดของทารกที่มีบิดามารดาเป็นแรงงานต่างด้าวมากกว่าคนท้องถิ่น รวมถึงความรู้สึกถึงการคุ้มค่ากับสิ่งที่ต้องจ่ายไปกับสิ่งที่ได้รับมาจากการมีแรงงานต่างด้าวมากเกิน
ความรู้สึกของประชาชนนี้ รัฐบาลจะมองข้ามหรือไม่ใส่ใจเป็นเรื่องน่าห่วงมาก ที่สำคัญต้องระวังไม่ให้ลุกลามจนกลายเป็นการต่อต้านต่างด้าว (Xenophobia) เหมือนอย่างที่เกิดขึ้นในบางประเทศ
ภารกิจของรัฐบาลขณะนี้ จึงอยู่ที่การจะสร้างความเป็นธรรมให้ทุกฝ่ายได้อย่างไร มิใช่แค่การดูแลกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งแต่ฝ่ายเดียว







