
กมธ.ปฏิรูปการเมือง-กฎหมายสปช.ยื่น8ปมแก้ไขร่างรธน.
กมธ. ปฏิรูปการเมือง - กมธ.ปฏิรูปกฎหมายฯ สปช. จับมือเคาะ 8 ประเด็น จ่อยื่นญัตติแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ
กมธ. ปฏิรูปการเมือง - กมธ.ปฏิรูปกฎหมายฯ สปช. จับมือเคาะ 8 ประเด็น จ่อยื่นญัตติแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ
เมื่อวันที่ 28 เม.ย. เวลา 15.35 น. ที่รัฐสภา นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง แถลงว่า วันนี้กมธ.ปฏิรูปการเมือง ได้ประชุมวางแนวทางการยื่นญัตติแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ พร้อมทั้งตั้งคณะอนุกรรมาธิการเตรียมญัตติแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีนายดิเรก ถึงฝั่ง รองประธานกมธ.ปฏิรูปการเมือง เป็นประธาน นอกจากนี้ นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ยังได้เข้าร่วมประชุมด้วย โดยจะดำเนินการทำญัตติแก้ไขให้แล้วเสร็จภายใน 2 สัปดาห์ หากเสร็จก่อนจะนัดประชุมเพื่อพิจารณาญัตติว่ามีประเด็นใดที่ยังไม่สมบูรณ์เพื่อนำมาแก้ไข และหารือกับกมธ.ปฏิรูปกฎหมายฯ เพื่อให้การยื่นญัตติมีน้ำหนักมากขึ้น ทั้งนี้ จากการพูดคุยมีหลายประเด็นที่เห็นตรงกัน คือ
1.กลุ่มการเมือง ที่ทำให้สถาบันพรรคการเมืองอ่อนแอ เหตุผลที่กมธ.ยกร่างฯให้ไว้มีปัญหามากกว่าเกิดประโยชน์
2. ระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสม จะทำให้เกิดรัฐบาลผสมที่อ่อนแอ เปรียบเหมือนหัวใจ อวัยวะอื่นแข็งแรงหมด แต่ถ้าหัวใจอ่อนแอจะอยู่กันอย่างไร
3. ที่มาสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ยังมีความซับซ้อนมาก หลักการที่ให้มาจากความหลากหลายเป็นเรื่องดี แต่ภายใต้สังคมไทยถือว่ายุ่งยากจึงเกิดคำถามว่าเหมาะสมหรือไม่
4.ที่มานายกรัฐมนตรี ต้องเป็นหลักการประชาธิปไตย ถ้านายกฯไม่เป็น ส.ส.จะเชื่อมโยงประชาชนไดอย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องหลักการไม่ใช่ความรู้สึก ส่วนประเด็นการเปิดช่องหากเกิดสถานการณ์วิกฤต เห็นว่ากมธ.ยกร่างฯ ได้เขียนไว้แล้วว่า หากนายกฯยุบสภา ก็จะส่งผลให้รัฐบาลต้องสิ้นสุด และให้ตั้งปลัดกระทรวงเป็นคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยเลือกมาเป็นนายกฯหนึ่งคนก็จะไม่เกิดวิกฤต
5. การอภิปรายไม่ไว้วางใจ เป็นระบบที่ไม่มีประสิทธิภาพ และหากเป็นรัฐบาลผสมจะเกิดการต่อรองกัน ทำให้การอภิปรายไม่ไว้วางใจไม่ประสบความสำเร็จ โดยมาตรา 181 ที่ให้อำนาจนายกฯ ขอความไว้วางใจในการบริหารราชการแผ่นดินต่อสภา ซึ่งหลักการไม่สมเหตุผล เพราะหากรัฐบาลจะขอความไว้วางใจก็ต้องมั่นใจว่าเสียงของตัวเองจะเกินครึ่ง ไม่เช่นนั้นจะเสียหน้า อีกทั้งยังเป็นการให้รัฐบาลเสนอเรื่องนี้ตัดหน้าฝ่ายค้าน ไม่ให้เสนอญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจได้สมัยประชุมนั้น ซึ่งถือว่าเป็นกลไกที่ไม่มีความเหมาะสม ส่วนมาตรา 182 ยิ่งน่ากลัว เพราะให้อำนาจฝ่ายบริหารขอความไว้วางใจผลักดันกฎหมายได้ทันที หากสภาไม่ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ถือเป็นการให้อำนาจพิเศษรัฐบาลมาก เช่น หากมีรัฐบาลไหนต้องการเสนอ ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ก็ทำได้ทันที เป็นการเพิ่มความเสี่ยงในระบบการเมืองมากขึ้นแล้วจะทำเพื่ออะไร เป็นการส่งเสริมให้รัฐบาลมีอำนาจเผด็จการในการออกกฎหมาย ถือเป็นการรองรับเผด็จการรัฐสภาเต็มร้อย
6.สภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ต้องพิจารณาว่าควรมีรูปแบบอย่างไร
7.คณะกรรมการประเมินผลแห่งชาติ
8.การทำประชามติ มีการเสนอในที่ประชุม กมธ.ปฏิรูปการเมือง ว่าควรจะมีการนำเสนอเรื่องการทำประชามติ เพราะมีหลักพิงจากประชาชน อย่างไรก็ตาม จะต้องพูดคุยกันจนตกผลึกก่อน และทางหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะให้ทำประชามติหรือไม่ ยังมีเวลาอีก 90 วัน ในการพิจารณา แต่หากกมธ.ได้ข้อยุติแล้วพบว่ามีความจำเป็นต้องทำ เราจะเสนอเป็นญัตติให้สปช.พิจารณาต่อไป
เมื่อถามว่า หากแปรญัตติแล้วสุดท้ายไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงจะทำอย่างไร นายสมบัติ กล่าวว่า สปช.มีหน้าที่เสนอความเห็น ส่วนอำนาจตัดสินใจว่าจะแก้ไขหรือไม่เป็นอำนาจของกมธ.ยกร่างฯ แม้แต่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ยังระบุว่า คสช.ก็ไม่มีอำนาจแก้ไข ก็รอให้ถึงวันนั้นก่อน ยังไม่อยากตีตนไปก่อนไข้ ส่วนกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นระเบิดเวลา ก็อาจจะเป็นเช่นนั้น เพราะนายอภิสิทธิ์ เป็นผู้มีประสบการณ์ทางการเมืองสูง ซึ่งความเห็นดังกล่าวต้องรับฟังไว้







