
มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ
ปัจจุบันนี้คงไม่มีใครปฏิเสธว่าเศรษฐกิจไทยกำลังมีปัญหา ส่วนสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาก็สุดแล้วแต่จะว่าไป เพราะบางคนโทษเศรษฐกิจโลก บางคนโทษโครงสร้างเศรษฐกิจที่ต้องพึ่งพาอาศัยรายได้จากการส่งออกสูงถึง 70% ของจีดีพี บางคนโทษภาคการผลิตของไทยขาดความสามารถในการแข่งขัน ทำให้เศรษฐกิจไทยตกอยู่ในสภาวะเดินตามไม่ทันเพื่อนบ้าน
ปัจจุบันนี้คงไม่มีใครปฏิเสธว่าเศรษฐกิจไทยกำลังมีปัญหา ส่วนสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาก็สุดแล้วแต่จะว่าไป เพราะบางคนโทษเศรษฐกิจโลก บางคนโทษโครงสร้างเศรษฐกิจที่ต้องพึ่งพาอาศัยรายได้จากการ
ส่งออกสูงถึง 70% ของจีดีพี บางคนโทษภาคการผลิตของไทยขาดความสามารถในการแข่งขัน ทำให้เศรษฐกิจไทยตกอยู่ในสภาวะเดินตามไม่ทันเพื่อนบ้าน
แต่ไม่ว่าปัญหาเศรษฐกิจที่ทำให้อัตราการเจริญเติบโตถูกปรับลดลงเป็นระยะๆ จะเกิดขึ้นได้จากสาเหตุประการใดประการหนึ่ง หรือหลายๆ สาเหตุรวมกันก็ตาม ทุกฝ่ายมีความเห็นเหมือนกันว่าเศรษฐกิจไทยต้องการแรงกระตุ้นเพื่อสร้างอัตราการเจริญเติบโตอย่างน้อยร้อยละ 5 ต่อปีก็ยังดี
เท่าที่ผ่านมา ทุกฝ่ายมุ่งไปที่การลงทุนภาครัฐว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้เดินไปข้างหน้าจากการลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูง โครงการรถไฟทางคู่ โครงการปรับปรุงจุดตัดทางแยกของรางรถไฟ หรือแม้แต่การลงทุนสร้างขยายสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งดูเหมือนว่าการลงทุนภาครัฐจะเน้นไปที่โครงการพัฒนาการขนส่งระบบรางเป็นหลัก อาจจะเป็นเพราะการลงทุนในโครงการโครงสร้างกระแสไฟฟ้าและน้ำใช้เพื่อการเกษตรนั้นดำเนินโครงการได้ยากกว่า เพราะมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของสภาพแวดล้อมและประชาชนในท้องถิ่นเป็นตัวแปร จึงต้องเน้นไปที่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม
แต่รอแล้วรอเล่า การลงทุนเหล่านี้ยังคืบหน้าไปไม่มาก อาจเนื่องจากปัญหาการระดมทุนมาลงทุนในโครงการ และขั้นตอนในการดำเนินโครงการเหล่านี้มากกว่า ซึ่งกว่าจะลงทุนได้ทั้งหมดตามแผนที่วางไว้ต้องใช้เวลานานหลายปี และเม็ดเงินที่จะอัดฉีดเข้าระบบในปีแรกๆ ไม่มากพอที่จะสร้างแรงส่งให้เศรษฐกิจเติบโตตามที่หลายฝ่ายคาดหวัง ทำให้การกระตุ้นเศรษฐกิจยังไม่เกิดผล ด้วยการลงทุนของภาครัฐสำเร็จเป็นรูปธรรม
นอกจากนั้น การลงทุนภาครัฐจะต้องสร้างภาระทางการเงินการคลังเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ เพราะหลายปีที่ผ่านมารัฐบาลทุกรัฐบาลจัดทำงบประมาณขาดดุลด้วยเหตุผลเดียวกัน คือรัฐจำเป็นต้องลงทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่กระตุ้นเศรษฐกิจด้านการกู้เงินมาลงทุนของรัฐจะทำได้ตลอดไปอย่างยั่งยืน ถึงแม้ว่าปัจจุบันสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพียังอยู่ในกรอบความยั่งยืนทางการคลังของประเทศ คือประมาณร้อยละ 45 แต่ถ้าก่อหนี้เพิ่มและจีดีพีโตขึ้นช้ากว่าอัตราการเพิ่มของหนี้ สัดส่วนนี้อาจปรับตัวขึ้นจนใกล้ถึงกรอบที่จัดว่าอาจกระทบถึงความมั่นคงทางการคลังของประเทศที่ตั้งไว้ที่ร้อยละ 60 ของจีดีพี
ถ้ามองอย่างนี้ต้องยอมรับว่า การลงทุนภาครัฐก็มีข้อจำกัดเหมือนกับการลงทุนทั่วไปทางธุรกิจ ถ้าไม่อยากให้เกิดปัญหาความมั่นคงทางเศรษฐกิจเหมือนบางประเทศในยุโรป เช่น กรีซ ซึ่งมีปัญหายืดเยื้อมาหลายปียังไม่ยุติ
ลองคิดดูนะครับว่า ถ้าเศรษฐกิจตกอยู่ในภาวะชะงักงัน จำเป็นที่รัฐจะต้องเข้าไปลงทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่การลงทุนโดยรัฐมีจุดจำกัด แล้วหมายความว่าเขาไม่สามารถทำอะไรเพื่อทำให้เศรษฐกิจไทยกลับมาเติบโตได้อย่างน้อยในระดับใกล้เคียงกับประเทศเพื่อนบ้านอีกครั้งหนึ่งอย่างนั้นหรือ
คำตอบคงไม่ใช่ แต่การแก้ไขปัญหานี้จำเป็นต้องวางกลยุทธ์ให้ชัดเจนว่าจะดำเนินการอย่างไร เพื่อให้การกระตุ้นเศรษฐกิจเกิดผลเป็นรูปธรรมทันทีในระยะสั้น คือไม่เกิน 1 ปี ระยะปานกลาง 1-3 ปี และระยะยาว 3 ปีขึ้นไป เพราะถ้าไปเน้นการลงทุนระยะยาวในขณะที่เศรษฐกิจกำลังมีปัญหาต้องการแรงกระตุ้นเร่งด่วน กว่าการลงทุนเช่นนั้นจะเกิดผลคงเข้าทำนองที่คนโบราณบอกว่า กว่าถั่วจะสุก งาก็ไหม้เสียก่อน
ตัวอย่างการลงทุนระยะสั้นโดยภาครัฐ ซึ่งใช้เงินงบประมาณจำนวนไม่มาก แต่สามารถสร้างแรงกระตุ้นระดับท้องถิ่นนั้น รัฐบาลไทยสมัยนายกฯ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ก็เคยนำมาใช้ เช่น โครงการเงินผันเพื่อสร้างงานในระดับท้องถิ่นตามแนวทฤษฎีเศรษฐศาสตร์เบื้องต้น ที่บอกให้รัฐจ้างคนมาขุดดูแล้วก็จ้างคนมาดูที่ขุดเสียในยามที่เศรษฐกิจมีปัญหา เป็นต้น
นอกจากการจัดลำดับความเร่งด่วนในการลงทุนแล้ว ในยุคที่คนที่มีฐานะยากจน เช่น เกษตรกรหรือคนงานในโรงงานมีรายได้ลดลง เพราะราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ โรงงานลดผลผลิตไม่จ่ายเงินค่าล่วงเวลาเหมือนในยามที่การส่งออกเฟื่องฟู ต้องเร่งผลิตเพื่อให้ทันออร์เดอร์ที่เข้ามา และรัฐเองไม่มีนโยบาย หรือพูดตรงๆ ว่าไม่มีเงินที่จะเข้าไปดำเนินโครงการประชานิยมขนาดใหญ่ๆ เหมือนในอดีต คนชั้นกลางในเมืองมีหนี้สินท่วมตัวจากการผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ผ่อนโทรศัพท์มือถือ และอื่นๆ ที่ผ่อนได้ทุกอย่างที่ขวางหน้า ทำอย่างไรคงไม่สามารถทำให้คนทั้งสองกลุ่มนี้ยอมเอารายได้ในอนาคตมาใช้ในปัจจุบันเหมือนเมื่อก่อน
ก็เหลือแต่ประชากรที่จัดว่ารายได้สูงประมาณร้อยละ 20 ของจำนวนประชากรทั้งหมดของประเทศที่ไม่มีปัญหารายได้และหนี้สินที่สามารถจะนำมาใช้จ่ายเพื่อการบริโภคและลงทุนเพิ่มขึ้น
แต่ปัญหาคือ คนกลุ่มนี้โดยเฉพาะคนกลุ่มยอด 5-10% แรกนั้น ใช้จ่ายเพื่อการบริโภคในประเทศจริงๆ น้อยมากเมื่อเทียบกับรายได้ และปัจจุบันนี้จะเห็นว่ามีคนไทยที่ไปลงทุนในต่างประเทศทีละหลายพันล้าน หลายหมื่นจนถึงระดับแสนล้านบาท แทนที่จะลงทุนในประเทศไทย
ถ้าคนกลุ่มนี้เพิ่มค่าใช้จ่ายเพื่อการบริโภคในประเทศ และลงทุนในประเทศเพิ่มขึ้น ผมว่าเศรษฐกิจไทยคงจะฟื้นตัวได้ไม่ยาก และช่วยลดภาระการลงทุนภาครัฐ ซึ่งนำมาซึ่งการสร้างหนี้สาธารณะให้ประชาชนจ่ายคืนในระยะยาว
ปัญหาคือทำอย่างไรจะให้คนกลุ่มนี้หันมาลงทุนและใช้จ่ายเงินเพื่อการบริโภคในประเทศมากขึ้น
ก็ขอให้ผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องลองเก็บไปคิดดูครับ แต่มาตรา 44 คงเอามาบังคับใช้ไม่ได้ในกรณีนี้นะครับ







