posttoday
จุดเปลี่ยน FDI ของไทย?

จุดเปลี่ยน FDI ของไทย?

28 เมษายน 2558

เรามาต่อกันจากฉบับที่แล้ว ที่ได้นำเสนอถึงเรื่องเงินทุนไหลเข้าในไทยที่เปลี่ยนไป ผลการศึกษาในเชิงเปรียบเทียบ

โดย...เสาวณี จันทะพงษ์

เรามาต่อกันจากฉบับที่แล้ว ที่ได้นำเสนอถึงเรื่องเงินทุนไหลเข้าในไทยที่เปลี่ยนไป ผลการศึกษาในเชิงเปรียบเทียบ พบว่า ในกรณีของประเทศสิงคโปร์ นอกเหนือจากเป็นประเทศที่มีศักยภาพของสาขาเศรษฐกิจต่างๆ ของประเทศ โดยเฉพาะการเป็นศูนย์กลางด้านการเงินของภูมิภาค รวมทั้งการเติบโตของสาขาอสังหาริมทรัพย์เพื่อรองรับนักธนาคารและนักลงทุนชั้นนำย้ายถิ่นฐานมายังสิงคโปร์แล้วนั้น หากไม่นับประเทศสิงคโปร์ในการพิจารณา พบว่า เวียดนามเป็นประเทศที่มีอัตราการเติบโตของเงินลงทุน FDI สูงสุด เนื่องจากสัดส่วนเพิ่มขึ้นกว่า 4 เท่า ในช่วงหลังวิกฤตการเงินโลกปี 2007-2011 เทียบกับช่วง 5 ปีก่อนหน้า

รองลงมาคือ อินโดนีเซีย (กว่า 3 เท่า) มาเลเซีย (เกือบ 2 เท่า) และไทย (ประมาณร้อยละ 20) ตามลำดับ ขณะที่ฟิลิปปินส์มีปริมาณ FDI ใกล้เคียงเดิม

โครงสร้าง FDI ที่ไหลเข้าสู่ประเทศเวียดนามอินโดนีเซีย และมาเลเซีย กระจุกตัวสูงในสาขาการผลิตเช่นเดียวกับไทย ยกเว้นกรณีของฟิลิปปินส์ที่มีลักษณะพิเศษคือ FDI ไหลไปสู่สาขาเศรษฐกิจย่อยๆ ในสัดส่วนสูง

ปรากฏการณ์ที่มีคลื่น FDI ไหลเข้าสู่ภาคการผลิตในประเทศเหล่านี้ส่งผลให้ภูมิภาคเอเชียเป็น “โรงงานผลิตแห่งเอเชีย (Factory Asia)” และอยู่ในห่วงโซ่การผลิตของโลกจากแรงผลักดันด้าน demand-driven supply chain (IDE-JETRO and WTO, 2011) ให้เป็นแหล่งผลิตสินค้าเพื่อส่งออกสู่ตลาดโลก โดยเฉพาะกลุ่มอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์และชิ้นส่วน

ทั้งนี้ การจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่างๆ ของ IMD ในปี 2014 รวมทั้งหมด 60 ประเทศ แบ่งเกณฑ์การพิจารณาออกเป็น 4 ปัจจัยหลักโดยในแต่ละปัจจัยหลักประกอบด้วย 5 ปัจจัยย่อยและแต่ละปัจจัยย่อยประกอบไปด้วยเกณฑ์ในการพิจารณารวมทั้งสิ้นมากกว่า 300 เกณฑ์

FDI ที่ไหลเข้าสู่ไทยในช่วงหลังส่วนใหญ่เป็นการขยายการลงทุน (Expansion Investment) จากข้อมูลของ BOI ทั้งในด้านจำนวนโครงการและมูลค่าโครงการชี้ว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (ปี 2005-2014) โครงการที่ขอส่งเสริมการลงทุนและที่ได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุน เป็นโครงการขยายการลงทุนคิดเป็นเฉลี่ยประมาณ 2 เท่าของโครงการลงทุนใหม่ (New Project)

โดยในปี 2013 โครงการใหม่ที่ได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนส่วนใหญ่ เป็นโครงการลงทุนด้านการผลิตชิ้นส่วนประกอบรถยนต์ เช่น ยางรถยนต์ และด้านผลิตชิ้นส่วนประกอบอิเล็กทรอนิกส์ สอดคล้องกับผลสำรวจการลงทุนของ UNCTAD ในปี 2013-2015 ที่นักลงทุนมีความเห็นว่าการลงทุนประเภท BrownfieldInvestment ซึ่งคือการขยายการลงทุนในธุรกิจเดิม หรือการลงทุนในโครงการที่สร้างเสร็จแล้ว จะมีบทบาทมากขึ้นในปี 2015 เนื่องจากไม่จำเป็นต้องใช้เม็ดเงินลงทุนสูงมากนัก

หากพิจารณาปัจจัยดึง (Pull Factors) ของไทยที่สะท้อนขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศจัดทำโดยสถาบัน International Institute for Management Development (IMD) พบว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (ปี 2004-2014) ภาพรวมดัชนีขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยไม่ได้ปรับตัวดีขึ้นและแกว่งตัวอยู่ในช่วงอันดับที่ 25-33

โดยในปี 2014 อยู่ในอันดับที่ 29 ขณะที่สิงคโปร์ มาเลเซีย ไต้หวัน ญี่ปุ่น จีนและเกาหลี อยู่อันดับที่ดีกว่าไทยมาโดยตลอด ในขณะที่ขีดความสามารถในการแข่งขันของอินโดนีเซียปรับดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเมื่อพิจารณาเจาะลึกถึงปัจจัยย่อยพบข้อสรุปว่า ความสามารถในการแข่งขันของไทยด้านโครงสร้างพื้นฐานจัดได้ว่าถดถอยมากที่สุด หากเทียบกับปัจจัยด้านอื่นๆ และไม่ได้ปรับดีขึ้นจากเดิมในช่วงตลอดระยะเวลา 10 ปี โดยดัชนีด้านการศึกษาและด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมถดถอยมาอยู่อันดับท้ายๆ

หากเปรียบเทียบกับประเทศที่มีระดับเศรษฐกิจใกล้เคียงกับไทย พบว่า มาเลเซีย สามารถยกระดับการพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐานดีขึ้นและสูงกว่าไทย

อย่างไรก็ดี ไทยถือว่ามีบรรยากาศเอื้อต่อการประกอบธุรกิจอยู่ในอันดับกลางๆ แต่ด้านประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการดำเนินธุรกิจยังอยู่ในอันดับที่ไม่ดีนัก

ทั้งนี้ ไทยมีจุดแข็งด้านนโยบายการคลังและฐานะทางการเงินภาครัฐที่อยู่ในระดับดี แต่มีจุดอ่อนคือโครงสร้างและกฎเกณฑ์ของสังคม และกฎหมายเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจที่มีอันดับที่ถดถอยลงมาก ด้านศักยภาพทางเศรษฐกิจของไทยนั้นถือว่าอยู่ระดับกลาง ซึ่งปัจจัยด้านราคาที่ถดถอยตั้งแต่ปี 2011 ส่วนหนึ่งเป็นผลจากค่าแรงขั้นต่ำของไทยที่สูงกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค เช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย อินเดีย และจีน

นอกจากนี้ หากพิจารณาเพิ่มเติมปัจจัยด้านภาษีการลงทุน (Tax Incentive) และสภาพแวดล้อมการลงทุนพบว่า ในปัจจุบันมาตรฐานด้านภาษีของประเทศในภูมิภาคเอเชียไม่แตกต่างกันมากนัก

ข่าวล่าสุด

โรงเรียนนานาชาติบูมแตะ 280 แห่ง จับตาศึกชิงเด็ก-ขึ้นค่าเทอมพยุงรายได้

โรงเรียนนานาชาติบูมแตะ 280 แห่ง จับตาศึกชิงเด็ก-ขึ้นค่าเทอมพยุงรายได้