
ยธ.ตรวจ "คีรีมายา" พบรุกลำรางน้ำสาธารณะ
"รองปลัด ยธ." นำทีมบุกตรวจ "คีรีมายารีสอร์ท" พบรุกลำรางน้ำสาธารณะ ผู้บริหารยันพื้นที่ทั้งหมดดำเนินการถูกกฎหมาย
"รองปลัด ยธ." นำทีมบุกตรวจ "คีรีมายารีสอร์ท" พบรุกลำรางน้ำสาธารณะ ผู้บริหารยันพื้นที่ทั้งหมดดำเนินการถูกกฎหมาย
เมื่อวันที่ 28 เม.ย. เวลา 09.00 น. ที่จ.นครราชสีมา พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วย พ.อ.สมหมาย บุษบา คณะทำงานด้านกฎหมาย กองทัพภาคที่ 2 พ.ท.กรทิพย์ ดาโรจน์ รองเลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ ลงพื้นที่ตรวจสอบแปลงที่ดินของบริษัท คีรีมายา จำกัด บนเนื้อที่กว่า 1,696 ไร่ ตั้งอยู่บนถ.ธนะรัชต์ อ.ปาก ช่อง จ.นครราชสีมา
พ.ต.อ.ดุษฎี กล่าวว่า จากการตรวจสอบพื้นที่ของบริษัท คีรีมายา จำกัด ประเด็นการออกเอกสารสิทธิ์ที่ไม่ถูกต้อง และพบว่ามีเจ้าหน้าที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย แม้ว่าทางบริษัท คีรีมายา จำกัด จะมีเอกสารสิทธิ์ถูกต้อง หากพบว่ามีการทำผิดกฎหมายก็จะต้องดำเนินการเพิกถอนตามกฎหมาย ซึ่งจากการตรวจสอบแผนที่ทางอากาศพบว่า มีการรุกลำรางน้ำสาธารณะจำนวน 164 ไร่ และรุกพื้นที่สาธารณะ 94 ไร่
พ.ต.อ.ดุษฎี กล่าวต่อกว่า สำหรับการตรวจสอบพื้นที่บริเวณลำรางน้ำที่ทางคีรีมายาอ้างว่ามีการก่อสร้างมาก่อนหน้านี้ จากการตรวจสอบพบว่ามีการทำฝายกั้นน้ำเป็นระยะๆ โดยทางคีรีมายาอ้าว่า มีการทำท่อระบายรอดผ่าน ซึ่งที่จริงถือว่าผิดกฎหมาย นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังพบอาคาร ซึ่งอยู่ในระหว่างการก่อสร้างแล้วกว่าร้อยละ 70 ติดกับบริเวณลำรางสาธารณะ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ ปปท.ระบุว่า อาคารดังกล่าวเป็นการปลูกรุกล้ำพื้นที่ลงไปในลำรางสาธารณะกว่า 70 เซ็นติเมตรด้วย
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีความจำเป็นต้องให้คีรีมายาออกนอกพื้นที่ในจุดที่มีข้อพิพาทก่อนหรือไม่ พ.ต.อ.ดุษฎี กล่าวว่า เบื้องต้นยังไม่จำเป็น เนื่องจาก ทางคีรีมายาได้แสดงเจตนารมณ์ว่าทำอย่างตรงไปตรงมา หากไม่ถูกต้อง เขาก็ยินดีให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่
สำหรับอาคารที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ซึ่งอาจอยู่ในพื้นที่ไม่ถูกต้อง ควรสั่งระงับการก่อสร้างก่อนหรือไม่ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า ยังไม่จำเป็น นอกจากจุดที่มีปัญหาจริงๆ แล้วเจ้าหน้าที่หลายฝ่ายมีความเห็นร่วมกันให้หยุดการก่อสร้าง อย่างไรก็ตาม หากพบว่า มีการออกเอกสารสิทธิ์ไม่ถูกต้อง และจะต้องดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง โดยทำการเพิกถอนที่ดินในส่วนที่ได้มาโดยมิชอบ
ด้าน พ.อ.สมหมาย กล่าวว่า จากการตรวจสอบแผนที่ทางอากาศพบว่า บริษัท คีรีมายา จำกัด มีพื้นที่อยู่ในเขตนิคมสร้างตนเอง 1,052 ไร่ อยู่ในเขต สปก. 644 ไร่ มีการทับร่องน้ำสาธารณะประโยชน์ 163 ไร่ และทับทางสาธารณะประโยชน์ 48 ไร่ ซึ่งรวมเนื้อที่ทั้งหมด 1,696 ไร่
ด้าน นายอรัฐ เศวตะทัต กก.ผจก.สายงานพัฒนาโครงการคีรีมายา จำกัด กล่าวว่า ตนขอชี้แจงและยืนยันว่า พื้นที่ทั้งหมดของคีรีมายา เจ้าของโครงการฯได้ดำเนินการถูกต้องตามกฏหมาย โดยพื้นที่ทั้งหมดกว่า 1,600 ไร่ หรือจำนวน 50 แปลง ได้ซื้อต่อมาจากบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (BAM) จำนวน14 แปลง และอีก 36 แปลง ได้ซื้อสินทรัพย์จากโครงการสนามกอล์ฟพร้อมกิจการจากการขายทอดตลาดของกรมบังคับคดี ซึ่งในส่วนของพื้นที่โครงการสนามกอล์ฟมีจำนวน 500 ไร่
นอกจากนี้ พื้นที่ภายในบริษัท คีรีมายา จำกัด เป็นสนามกอล์ฟและโรงแรม ซึ่งยังเหลือพื้นที่ที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์อีกจำนวนมาก โดยปัจจุบันมีพื้นที่ที่ใช้ประโยชน์เพียง 200 กว่าไร่ พร้อมยืนยันว่า ไม่เคยเปลี่ยนแปลงพื้นที่ลำรางน้ำตั้งแต่ซื้อมา และไม่เคยขยายพื้นที่ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเหลือที่ดินประมาณ 20 แปลง ที่เป็น น.ส.3 ก. จากจำนวน 50 แปลง ที่ยังไม่มีการออกโฉนดที่ดิน
นายอรัฐ กล่าวต่อว่า เมื่อปี 2538 พื้นที่ประมาณร้อยละ 90 มีเอกสารสิทธิ์รับรองเป็น น.ค.3 จากนั้น ได้เริ่มดำเนินการออกเอกสารสิทธิ์ที่ดินตามลำดับขั้นตอน อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาทางโครงการฯไม่เคยซื้อที่ต่อจากชาวบ้าน โดยยืนยันว่า ซื้อมาจากกรมบังคับคดี และ BAM
ทั้งนี้ ตนมั่นใจว่ากระบวนการยุติธรรมที่รัฐบอกว่าจะเยียวยา แต่สิ่งที่ต้องการมากกว่า คือ ให้ภาครัฐดำเนินการหาผู้กระทำผิด ซึ่งเป็นต้นเหตุที่ต้องรับผิดชอบในฐานะผู้ที่ก่อให้เกิดความเสียหาย เพราะขณะนี้มีลูกบ้านกว่า 100 ราย ซึ่งเป็นลูกบ้านที่เราจำหน่ายที่ดินออกไปให้ อาจมีปัญหาการฟ้องร้อง และเราก็ต้องให้ฝ่ายกฏหมายของบริษัทฯฟ้องผู้ที่เราซื้อที่ให้ด้วยเช่นกัน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากนี้ ยังพบว่า มีเจ้าหน้าที่ นายช่างรางวัด ส.ป.ก. นครราชสีมา ได้ออกเอกสารสิทธิ์ ซึ่งมีเนื้อที่จำนวน 3-0 ไร่ นำมาออกเนื้อที่กว่า 155 ไร่ โดยเป็นการออกให้กับสามีตัวเอง รวมทั้งได้ออกโฉนดที่ดินรุกล้ำ ส.ป.ก.มากกว่า 130 ไร่ ซึ่งอยู่ตรงข้ามภูพบฟ้าใกล้บริเวณทางขึ้นเขาใหญ่และจัดสรรขายให้กับข้าราชการระดับสูงในราคาไร่ละกว่า 10 ล้านบาท ซึ่งพบว่ามีนายตำรวจยศ พ.ต.อ. ได้ซื้อที่ดินในบริเวณดังกล่าวกว่าด้วย







