posttoday
วิกฤตทุนไหลออก หวั่นหยวนดิ่ง-สกัดแผนกู้ศก.จีน

วิกฤตทุนไหลออก หวั่นหยวนดิ่ง-สกัดแผนกู้ศก.จีน

27 เมษายน 2558

โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ

โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ

ขณะที่รัฐบาลจีนกำลังพยายามอย่างเต็มที่เพื่อรักษาสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจท่ามกลางเศรษฐกิจที่เติบโตช้าที่สุดในรอบ 20 ปี แต่กระนั้นก็ตาม กระแสเงินทุนยังคงไหลออกจากจีนในสัดส่วนที่มากที่สุดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนเช่นกัน

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สำนักการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศจีนเปิดเผยว่ามียอดเงินทุนไหลออกทั้งหมดราว 2.38 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ถือเป็นสัดส่วนเงินทุนไหลออกที่มากที่สุดภายในเดือนเดียว ขณะที่เมื่อไตรมาส 4 ของปีที่แล้วบัญชีทุนของจีนขาดดุลอยู่ 9.12 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ นับว่าเป็นการขาดดุลบัญชีทุนที่มากที่สุดนับตั้งแต่ปี 1998

ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จีนเป็นหนึ่งในประเทศที่มีเงินทุนไหลเข้ามากที่สุดตามการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ร้อนแรงและทิศทางการแข็งค่าของเงินหยวน

อย่างไรก็ตาม กระแสเศรษฐกิจจีนดำเนินมาถึงภาวะติดเบรก โดยอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ที่ 7.4% เมื่อปีที่แล้ว นับเป็นการขยายตัวที่ต่ำที่สุดในรอบ 2 ทศวรรษ และยังส่งผลให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ซึ่งถือเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจจีนเข้าสู่ภาวะชะลอตัวในที่สุด เกิดสภาพเมืองผี ซึ่งมีตึกเต็มไปหมดแต่ไร้ผู้อยู่อาศัยอย่างแท้จริง

ขณะเดียวกัน รัฐบาลจีนยังเพิ่มความเข้มงวดในการปราบปรามการทุจริตและการผูกขาดของบริษัทต่างชาติ ส่งผลให้ผลประกอบการของบริษัทเหล่านั้นมีสัดส่วนที่ลดลง จนในที่สุดก็เกิดกระแสคนจีนนำเงินไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น ขณะที่ธุรกิจต่างชาติก็ลดการลงทุนในจีนลงเช่นกัน

นอกจากนี้ ภาวะทุนไหลออกยังเป็นผลจากการที่รัฐบาลจีนสนับสนุนให้ทุนจีนหันไปลงทุนโดยตรงในต่างประเทศมากขึ้นอีกด้วย อันเป็นส่วนหนึ่งในโครงการเส้นทางสายไหมเพื่อเชื่อมโยงเศรษฐกิจจีนกับเศรษฐกิจของเอเชียและยุโรปให้แน่นแฟ้นมากขึ้น

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้เกิดภาวะเงินทุนไหลออกที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 1998 เนื่องจากนักลงทุนเคลื่อนย้ายทุนออกตามความร้อนแรงของเศรษฐกิจที่ลดลง นอกจากนี้ยังเป็นผลจากการเตรียมปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อีกด้วย ซึ่งทำให้นักลงทุนย้ายทุนออกจากจีนไปลงทุนในสหรัฐมากขึ้น

แน่นอนว่าภาวะเช่นนี้กำลังก่อความเสี่ยงด้านสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจแดนมังกรไม่น้อยทีเดียว ซึ่งจะส่งผลต่อความผันผวนด้านอัตราแลกเปลี่ยน ภาวะทุนสำรอง รวมไปถึงอัตราดอกเบี้ยอีกด้วย

ในด้านความเคลื่อนไหวของค่าเงิน ภาวะทุนไหลออกจะทำให้สกุลเงินหยวนอ่อนค่า โดยสกุลเงินหยวนอ่อนค่าลงแล้ว 0.7% ในปี 2015 และจากเดิมในปี 2014 ที่อ่อนค่าลงไปแล้ว 2.4% เมื่อเทียบกับสกุลเงินเหรียญสหรัฐ ตามภาวะการไหลออกของทุน โดยปีที่ผ่านมาถือเป็นปีแรกที่สกุลเงินหยวนมีทิศทางอ่อนค่า

ในมุมหนึ่ง การอ่อนค่าของเงินถือว่าส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไม่น้อยทีเดียว เนื่องจากจะช่วยทำให้สินค้าจีนมีราคาถูกลงในสายตาชาวต่างชาติ เพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน และจะช่วยกระตุ้นการส่งออกให้เป็นแรง
ขับเคลื่อนฉุดไม่ให้เศรษฐกิจจีนซบเซาเกินไป

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันรัฐบาลจีนกำลังผลักดันให้สกุลเงินหยวนเป็นหนึ่งในสกุลเงินกลางสำหรับการเป็นทุนสำรองระหว่างประเทศตามประกาศของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ซึ่งเป็นหนึ่งในความพยายามของจีนที่จะเสริมสถานะของเงินหยวนและบทบาทของจีนบนเวทีโลก และแน่นอนว่าหนึ่งในประเด็นที่ไอเอ็มเอฟใช้พิจารณา คือ สกุลเงินที่จะมาเป็นทุนสำรองระหว่างประเทศได้ต้องมีเสถียรภาพ

ดังนั้น รัฐบาลจีนจำเป็นต้องรักษาเสถียรภาพของเงินหยวนไว้ไม่ให้อ่อนค่าเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อไอเอ็มเอฟมีกำหนดในการพิจารณาสกุลเงินสำรองระหว่างประเทศในปีนี้ ทำให้จีนจำเป็นต้องทุ่มทุนสำรองในการรักษาค่าเงินหยวนไม่ให้มีความผันผวนเกินไป 

ทั้งนี้ ทุนไหลออกถือเป็นวิกฤตสำหรับประเทศกำลังพัฒนาที่ยังมีระบบเงินทุนไม่แข็งแรงมากนัก โดยภาวะทุนไหลออกจะทำให้ค่าเงินอ่อนลงรุนแรงจนสะเทือนถึงภาวะเงินเฟ้อและการขาดดุลการค้าที่รุนแรงอยู่แล้ว

กรณีเช่นนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วกับประเทศตลาดเกิดใหม่ที่พึ่งพาการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์อย่างอินโดนีเซีย อินเดีย ตุรกี แอฟริกาใต้ และบราซิล ซึ่งสกุลเงินท้องถิ่นอ่อนค่าลงอย่างรุนแรง หลังจากเฟดประกาศจะปรับลดการใช้นโยบายผ่อนปรนเชิงปริมาณ (คิวอี) เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม มีนักวิเคราะห์จำนวนไม่น้อยทีเดียวที่ค้านว่าภาวะทุนไหลออกยังไม่ถือเป็นอันตรายต่อเศรษฐกิจจีน เนื่องจากแม้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนจะถือว่าต่ำที่สุดในรอบ 20 ปี แต่อัตราการเติบโตที่ 7.4% เมื่อปีที่ผ่านมา ก็ยังถือว่าเป็นอัตราการเติบโตสูงสำหรับประเทศตลาดเกิดใหม่ชั้นแนวหน้า (บริคส์) และกลุ่มประเทศเศรษฐกิจชั้นนำ 20 ประเทศ (จี20)

นอกจากนี้ จีนยังถือเป็นประเทศที่มีทุนสำรองระหว่างประเทศมากที่สุดในโลก โดยมีสัดส่วน 3.73 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งหมายความว่าจีนยังมีเบาะรองรับความผันผวนของเงินหยวนได้อีกหลายชั้น

แต่ขณะเดียวกัน ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าภาวะทุนไหลออกยังเป็นการบีบให้ธนาคารแดนมังกรต้องปรับดอกเบี้ยขึ้นเพื่อสกัดเม็ดเงินไหลออก ก่อนที่สภาพคล่องของสถาบันการเงินจะอยู่ในภาวะเหือดแห้ง

อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของภาคเอกชนจะขัดต่อความพยายามของทางการจีนที่พยายามกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยก่อนหน้านั้น ธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) ได้ดำเนินการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย รวมถึงการประกาศสัดส่วนเงินทุนสำรองของธนาคารพาณิชย์ (อาร์อาร์อาร์) โดยพีบีโอซีหวังที่จะให้ธนาคารจีนปล่อยสินเชื่อมากขึ้นเพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้กับสภาพเศรษฐกิจที่ซบเซา

การปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์จะทำให้การเพิ่มสภาพคล่องให้กับระบบเศรษฐกิจทำได้ยากขึ้น เนื่องจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยจะทำให้ต้นทุนในการกู้ยืมปรับสูงขึ้น และกลายเป็นการลดแรงจูงใจในการกู้ยืมของภาคเอกชน ในท้ายที่สุดสัดส่วนสินเชื่อในระบบเศรษฐกิจจะไม่เพิ่มขึ้นและสภาพคล่องจะไม่ขยายตัวในที่สุด

โดยภาพรวมแล้ว ถึงแม้ว่าภาวะทุนไหลออกจะยังไม่ใช่ปัญหาที่ชัดเจนสำหรับจีนในปัจจุบัน แต่ก็ต้องยอมรับว่าภาวะเงินทุนไหลออกอาจเป็นอีกหนึ่งปัจจัยความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจจีน โดยทุนไหลออกอาจขยายลุกลามจนทำให้เศรษฐกิจจีนชะลอตัวอย่างรุนแรงเกินกว่าความสามารถของรัฐบาลจีนที่จะประคับประคองต่อไปได้

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI