
กฎหมายพ่ายคุณธรรม กับรากสังคมตะวันออก
พล็อตชีวิตจริงที่เราได้ยินทุกเมื่อเชื่อวันว่า คนคนหนึ่งทำผิดกฎหมาย แต่มีเส้นสายในสังคม
โดย...นิติพันธ์ วิประวิทย์
พล็อตชีวิตจริงที่เราได้ยินทุกเมื่อเชื่อวันว่า คนคนหนึ่งทำผิดกฎหมาย แต่มีเส้นสายในสังคม จนแล้วจนรอดก็สามารถบิดเบือนกฎหมายจนพ้นผิดได้ เป็นพล็อตทางสังคมที่เราคุ้นเคย และพร้อมจะเชื่อได้โดยไม่ยากเย็น
ตรงกันข้าม ถ้ามีคนป่าวประกาศออกมาว่า คนใหญ่คนโตถูกกฎหมายลงโทษโดยไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม ก็คงจะมีแต่คนตั้งคำถามว่า “จริงอ๊ะ” หรือ “สงสัยล้างบางฝ่ายตรงข้ามแน่ๆ”
คนในสังคมคิดแบบนี้ก็เพราะประสบการณ์ทางตรงและอ้อมในชีวิต เป็นอาการที่แสดงให้เห็นว่าสังคมที่เราอยู่นั้น กฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์ แล้วทำไมในบางสังคมกฎหมายจึงไม่ขลังเอาเสียเลย
เรื่องแบบนี้ไม่ได้มีแต่ในบ้านเราเท่านั้น โลกตะวันออกแทบทั้งหมดก็พบปัญหานี้เช่นกัน
ขงจื๊อกล่าวไว้เมื่อกว่า 2,000 ปีที่ผ่านมาว่า ปกครองบ้านเมืองโดยกฎหมาย ผู้คนเกรงกลัวแต่ไร้ความละอาย บ้านเมืองจะยั่งยืนซะกว่าถ้าใช้คุณธรรมปกครองบ้านเมือง ซึ่งสังคมตะวันออกส่วนใหญ่ก็ใช้วิธีคิดแบบนี้คล้ายๆ กัน แนวคิดปกครองคนด้วยคุณธรรมของจีน แม้จะถูกยกให้เป็นแนวคิดของขงจื๊อ แต่หากสรุปว่าแนวคิดนี้ผุดขึ้นมาเพราะขงจื๊อคนเดียว ก็คงจะไม่ใช่ แนวคิดใดๆ ถ้าไม่มีปัจจัยอื่นหนุน ก็ยากจะยืนยงมานับร้อยนับพันปี
แล้วอะไรทำให้สังคมจีนเลือกใช้คุณธรรมนำกฎหมาย
คำตอบหลักคือ ก็เพราะสภาพสังคมเศรษฐกิจของสังคมจีนดั้งเดิม
สภาพสังคมจีนดั้งเดิมเป็นสังคมเกษตรกรรม ผู้คนต่างอาศัยอยู่กับคนที่คุ้นเคยรอบตัว โดยเฉพาะกลุ่มเครือญาติ พละกำลังของพวกพ้อง คือกำลังสำคัญที่พยุงวิถีชีวิตด้านต่างๆ ของเราให้เป็นปกติสุข ตราบใดที่เครือญาติ “พึ่งพาได้” “คอยช่วยเหลือ” “เอื้อเฟื้อ” “ไม่หักหลังกัน”
นั่นคือคนรอบข้างเราต้อง “ดี” และ “มีคุณธรรม”
“ดี” และ “มีคุณธรรม” ในแบบดั้งเดิมอาจต่างกับในยุคนี้อยู่บ้าง เพราะ “ดี” และ “มีคุณธรรม” แบบดั้งเดิม สื่อความนัยของการเป็นพวกเดียวกันมากกว่า ตัวอย่างเช่น คนจีนซาบซึ้งและชื่นชม เล่าปี่ กวนอู เตียวหุย ว่ามีคุณธรรม ก็เพราะมิติเรื่องการไม่ทอดทิ้งพี่น้องและช่วยเหลือกัน มากกว่าเพราะทำเพื่อสังคมหรือประเทศชาติ
ตรงกันข้ามกับรากสังคมฝั่งตะวันตก เช่น กรีซ ซึ่งเป็นสังคมการค้า ผู้คนมากหน้าหลายตาต้องมาปะทะและพบปะกันอย่างรวดเร็ว จะพิสูจน์ความดีหรือคุณธรรม ก็คงช้าเกินไป จึงเลือกเข้าพึ่งพิง “พันธสัญญา” และ “กฎเกณฑ์” เหมือนตลาดสดจะค้าขายกันได้ ต้องติดป้ายราคากำกับให้ทุกฝ่ายเป็นที่รู้กัน
ส่วนจะมีวิธีแลกเปลี่ยนซื้อขายอย่างไร ก็ต้องตั้งกติกาให้ชัดเจน รวดเร็ว เข้าใจง่าย
ยิ่งชัดเจนยิ่งดีต่อสภาวะแปลกหน้า ตลาดที่อยู่ได้โดยปกติสุข คือตลาดที่มีกติกาที่ดี และหากกติกาส่วนรวมนี้ถูกทำลายไป ความไม่มั่นคงของทั้งตลาดก็จะถูกสั่นคลอน
สังคมจีนและสังคมกรีซ ที่มีโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมต่างกัน จึงมีทางเลือกที่ต่างกัน ฝั่งหนึ่งเลือกระบบคุณธรรม อีกฝั่งเลือกระบบพันธสัญญา การตัดสินใจเลือกแบบนี้ยังฝังลึกไปในทุกส่วนของชีวิต ถ้าสังเกตให้ดี แม้กระทั่งพิธีแต่งงานของชาวตะวันตก ก็ยังเห็นเค้าลางของการทำสัญญากันระหว่างบ่าวสาวนอกจากแขกที่ร่วมงานจะต้องเป็นพยานในการเซ็นสัญญาร่วมชีวิต แขกในฐานะพยานยังมีหน้าที่แสดงตัวว่ายินดีและไม่มีใครคัดค้านการแต่งงานนี้ บาทหลวงคนกลางจะต้องถามคู่บ่าวสาวว่า “คุณจะรักเขา (เธอ) ไม่ว่าจะมั่งมีหรือยากจน สุขหรือทุกข์ แข็งแรงหรือป่วยไข้ ฯลฯ” ก็เหมือนการทบทวนสัญญาให้ทั้งสองฝ่ายได้ฟัง
ส่วนคำว่า “Yes, I do” ก็เท่ากับการเซ็นลงนามรับรองในพันธสัญญารัก
หรือแม้แต่ในการนับถือศาสนา ในโลกตะวันตก ศาสดากับสาวกก็มีพันธสัญญาซึ่งกันและกันมากกว่าฝั่งตะวันออก
ศาสดาอาจกล่าวว่า “เมื่อเธอยอมรับเรา เธอจึงมีหน้าที่ปฏิบัติต่อเรา และเราจึงมีหน้าที่ปฏิบัติต่อเธอ (หลังความตาย)” ที่สำคัญคือ เธอจะต้องยอมรับเรา “เท่านั้น”
ระบบพันธสัญญาจึงฝังลึกอยู่ใน DNA และพัฒนาไปสู่สำนึก ทางกฎหมายนั่นไม่ได้หมายถึงโลกอารยธรรมตะวันตกไม่ได้ใช้คุณธรรมมาเป็นกลไกในสังคมเอาซะเลย แต่หมายถึงเมื่อเกิดปัญหาความสัมพันธ์ในสังคม สังคมตะวันตกมักจะใช้ “พันธสัญญา” เป็นที่ตั้ง เป็นแว่นขยาย และเป็นอุปกรณ์ในการปรับแต่งสังคม และก็ไม่ได้หมายถึงสังคมจีนและโลกตะวันออกดั้งเดิมไม่ได้มีการใช้กฎหมาย แต่กฎหมายสมัยโบราณของตะวันออกและจีนกลับมีหน้าที่หลักในสังคมเพื่อข่มขู่ให้เกรงกลัว ค้ำจุนอำนาจ หรือไม่ก็แสดงความมีคุณธรรมของผู้ปกครอง ไม่ได้เน้นนัยของการอยู่ร่วมกันอย่างมีกติกาแบบกฎหมายสมัยใหม่เท่าใดนัก
ในเรื่องอำนาจการปกครอง โลกอารยธรรมตะวันตกจึงใช้กฎกติกาและระบบควบคุมอำนาจการปกครอง ส่วนโลกอารยธรรมตะวันออก คาดหวังให้ผู้ปกครองมีคุณธรรม (แม้ละเมิดระบบไป ก็รับได้)
ในระดับสังคม เมื่อโลกตะวันออกคุ้นเคยกับการใช้แว่นขยายส่องดูคุณธรรมมากกว่า พอเกิดปัญหาทางสังคมใดๆ ผู้คนต่างจะเพ่งเล็งว่า ใครดี ใครเลว ใครเป็นฝ่ายใคร มากกว่าการหากฎเกณฑ์และกติกามาแก้ไขเพื่ออยู่ร่วมกัน วัฒนธรรมที่ฝังลึกนี้ทำให้พฤติกรรมทางสังคมมีแนวโน้มที่จะทำไปเพื่อคุณธรรมเพื่อ “พวกเรา” ในทุกอณูของชีวิต
หากคนที่ถูกกล่าวหาว่าเลว (ในทางคุณธรรม) เป็นฝ่ายเรา ก็กลับมีแนวโน้มที่จะรักพวกพ้องมากกว่า เพราะในสามัญสำนึกของเรา กฎเกณฑ์ทางสังคมถูกคุกคาม ไม่สู้พวกเราถูกคุกคาม (ในเงื่อนไขที่ว่าความเลวนัั้น ต้องไม่ละเมิดหรือคุกคามการเป็นพวกเราด้วย เช่นหักหลังกัน) และการโจมตีกัน ก็มักจะต้องมีพฤติกรรมผิดลูกผิดเมีย (ผัว) ปัญหาในครอบครัว ฯลฯ เสริมความเลวร้ายด้วยเสมอ ซึ่งก็คือการผิดคุณธรรมต่อเครือญาติ แบบดั้งเดิมมากกว่าต่อสังคม
เราอาจบอกได้ว่า นี่แหละคือความต่างทางวัฒนธรรม เพียงแต่ว่าวิวัฒนาการของสังคมโลกนั้น ดูเหมือนจะไม่เข้าข้างสังคมดั้งเดิมของตะวันออกสักเท่าไหร่ ยิ่งสังคมพัฒนาขึ้นมา สังคมที่ใช้กฎหมายกลับจะตอบรับกับโลกที่ซับซ้อนมากขึ้นได้ดีกว่าสังคมที่ใช้คุณธรรม
โชคร้ายกว่านั้น ขณะที่ระบบกฎหมายในสังคมยังไม่เข้มแข็ง แต่ระบบคุณธรรมก็ดันถูกปฏิเสธไปซะก่อน จนทำให้เกิดอาการสุญญากาศในการควบคุมสังคม ทั้งนี้ในสังคมสมัยใหม่ที่มีระบบกฎหมายเข้มแข็งเป็นแกนของสังคม ก็ยังคงต้องการคุณธรรมเพื่อคนรอบข้างและอยู่ดี เพราะสังคมที่น่าเกรงกลัว แต่ไร้ความละอาย ย่อมไม่ใช่สังคมที่พึงปรารถนาจะมีคุณธรรมหรือกฎหมาย
คล้ายกับเครื่องหมายหยินหยาง คือจะมีอย่างใดอย่างหนึ่งคงไม่ได้ ในดำเป็นส่วนใหญ่ย่อมต้องมีขาว ในขาวส่วนใหญ่ย่อมต้องมีดำ หมุนวนตามวัฏจักรกับสังคมที่ปรับตัวเรื่อยไป







