
‘สุชัชวีร์’ ผู้สร้างประวัติศาสตร์ นายก วสท.-อธิการบดี สจล.
คุณค่า ของผู้นำ ไม่ควรวัดจาก “อายุ” แต่ควรวัดจาก “ความสามารถ”
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์
คุณค่า ของผู้นำ ไม่ควรวัดจาก “อายุ” แต่ควรวัดจาก “ความสามารถ”
นี่คือแนวปฏิบัติที่ควรจะเกิดขึ้นในสังคมทุกระดับ ตั้งแต่ชุมชน องค์กร ไปจนถึงประเทศ แต่หลายครั้งบริบทบางอย่างในสังคมก็บีบให้แนวปฏิบัตินี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง
“สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์” เขาได้พิสูจน์ตัวเองให้องค์กรต่างๆ ที่สังกัด ประจักษ์ถึงความสามารถ จนเขาก้าวขึ้นเป็นนายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) ในวัย 41-42 ปี ถือว่าอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ 70 ปีของ วสท. และกำลังจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งอธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และถือเป็นอธิการบดีในยุคปัจจุบันที่อายุน้อยที่สุดในประเทศไทยในวันที่ 1 พ.ค.นี้
สุชัชวีร์ ได้รับคะแนนการหยั่งเสียงจากคณาจารย์และบุคลากรสูงถึง 848 คะแนน สูงกว่าผู้ร่วมชิงตำแหน่งอธิการบดีอีก 2 ราย ที่ได้ 176 คะแนน และ 156 คะแนน ตลอดจนการได้รับคะแนนโหวตจริง 15 จาก 17 เสียง น่าจะเป็นเครื่องยืนยันที่ชัดเจนว่าชายหนุ่มวัย 43 ปีคนนี้ มีความโดดเด่นเป็นที่ยอมรับของประชาคม สจล. ทำให้สังคมมองข้ามเรื่องอายุ หันมามองเรื่องความสามารถได้สำเร็จ
สุชัชวีร์ เล่าว่า เขาชอบทำกิจกรรมมาตั้งแต่เด็ก หากไล่ตั้งแต่จำความได้ เขาก็เป็นหัวหน้าชั้นมาตลอดตั้งแต่อนุบาลไปจนถึงมัธยม พอถึงช่วงศึกษาระดับปริญญาตรีที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. ก็เป็นนายกองค์การนักศึกษาด้วย
สาเหตุที่ทำให้ได้รับความไว้วางใจจากคนรอบข้าง ดำรงตำแหน่งสำคัญหรือเป็นผู้นำมาตลอดนั้น เขาเชื่อว่า ส่วนหนึ่งเกิดจากการปลูกฝังเลี้ยงดูของพ่อแม่ ที่ไม่ต้องการให้ลูกคนเดียวอย่างเขาได้รับการโอ๋มากจนเกินไป พ่อแม่ของเขาจึงบอกครูประจำชั้นให้หาอะไรให้เขาทำอยู่เสมอ ทำให้เขากลายเป็นคนกระตือรือร้น ชอบทำงาน สนุกกับการเรียนรู้ การบริการ และชอบเสนอตัวทำเรื่องยากๆ อยู่เสมอ
“ทักษะผู้นำก็มีหลายแบบ แต่ผมเชื่อว่า คนไว้ใจผม เพราะผมสามารถทำงานกับคนจำนวนมากได้ ทำงานได้หลากหลาย เป็นนักสื่อสารที่ดี สื่อสารเรื่องยากให้เข้าใจง่าย และสื่อสารเรื่องเครียดให้สนุกได้”
ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน ความกระตือรือร้นตั้งใจทำงานตลอดเวลาบนเส้นทางสายอาจารย์เกือบ 13 ปี ประกอบกับทักษะที่เขามี ทำให้เขาค่อยๆ ก้าวขึ้นบันไดผู้นำไปทีละขั้น เริ่มจาก
เชิงวิชาการ ที่สามารถก้าวจากการเป็นอาจารย์ สู่ผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ จนกลายมาเป็น “ศาสตราจารย์” ด้านการก่อสร้างใต้ดินคนแรกและคนเดียวของประเทศไทย
เชิงบริหาร หลังกลับมาจากการไปศึกษาต่อต่างประเทศ เขากลับมาเป็นผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิชาการตอนอายุ 30 ปี ต่อมาได้เป็นหัวหน้าภาคในคณะวิศวกรรมศาสตร์ และก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์เต็มวาระ ที่เพิ่งหมดวาระไปเมื่อปลายปี 2557 ที่ผ่านมา
นอกจากนี้ ประสบการณ์การทำงานอื่นๆ ทั้งการเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจถึง 8 สมัย การเป็นประธานรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ ตลอดจนความสำเร็จอื่นๆ ก็ถือเป็นส่วนผลักดันให้เขาก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งอธิการบดี
เมื่อถามถึง “ความหนักใจ” ที่ต้องขึ้นมาดำรงตำแหน่งแม่ทัพกุมบังเหียนของสถาบัน หลังจากสถาบันเพิ่งเผชิญสถานการณ์ข่าวที่ไม่ค่อยดีนัก สุชัชวีร์ ยืนยันว่า ไม่หนักใจเลย เพราะเขาเชื่อว่า สจล.เสียสละเพื่อสังคมมาตลอด 55 ปี เป็นเสาหลักหนึ่งด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของไทย ช่วยผลิตบัณฑิตรับใช้ชาติทุกวงการ สังคมจะรับรู้จุดยืนดังกล่าวได้
สุชัชวีร์ ตั้งเป้าทำภารกิจหลัก 2 เรื่องที่หนักหนาไม่น้อย ภารกิจแรกคือ ฟื้นศรัทธา ให้สังคมกลับมาตระหนักว่าเนื้อแท้ของ สจล.ไม่ได้เป็นอย่างที่ตกเป็นข่าวคราวเรื่องการทุจริตมหาศาลที่ฮือฮากันในสังคมและระบบการเงินของประเทศ แต่สถาบันการศึกษาแห่งนี้จะต้องเปี่ยมไปด้วยความรู้ความสามารถในการพัฒนาบัณฑิต
ภารกิจที่สองคือเร่งพัฒนา เขาต้องการยกระดับ สจล.ให้ก้าวขึ้นเป็นสถาบันอุดมศึกษาระดับโลก เป็นเสมือนสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) ของไทยสมดังปณิธานของผู้ก่อตั้ง สจล.
“โลกใบนี้เติบโตได้ด้วยคณิตศาสตร์ไม่ใช่ภาษา ประเทศที่ไม่เก่งภาษาอังกฤษอย่างจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ก็ยังเติบโตได้เพราะคณิตศาสตร์ สจล.ในยุคของผมจึงจะต้องสร้างบัณฑิตที่เป็นนวัตกร มีแรงบันดาลใจสูงอย่างมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก หรือแจ็กหม่า เป็นผู้ประกอบการด้วยตัวเอง” นี่คือธงในการทำงานของผู้บริหารหนุ่มที่สร้างประวัติศาสตร์ของตัวเองขึ้นมา







