posttoday
'ตุ๋นเงิน' อาละวาด

'ตุ๋นเงิน' อาละวาด

26 เมษายน 2558

ปัญหาเกี่ยวกับแชร์ลูกโซ่ หรือการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน เป็นปัญหาสำคัญของประเทศ

ปัญหาเกี่ยวกับแชร์ลูกโซ่ หรือการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน เป็นปัญหาสำคัญของประเทศที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง ทั้งที่ความเป็นจริงมีหน่วยงานของรัฐหลายหน่วยที่มีหน้าที่ปราบปรามเรื่องเหล่านี้อยู่แล้ว ไม่ได้ทำให้ปัญหาเหล่านี้ลดลง อีกทั้งยังมีระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัย กลับเป็นช่องทางที่เอื้อต่อการกระทำความผิดในรูปแบบ “แชร์ลูกโซ่” ให้มีความหลากหลายซับซ้อนมากยิ่งขึ้น โดยแต่ละรายสร้างความเสียหายให้กับประเทศรวมแล้วนับพันล้านบาท

ถือเป็นภัยร้ายที่กำลังทำลายระบบทางเศรษฐกิจของสังคมและประชาชนในทุกระดับ

พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผู้อำนวยการศูนย์บริหารคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวว่า จากสถิติข้อมูลด้านคดีของดีเอสไอตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปัจจุบัน พบว่ามีคดีพิเศษเกี่ยวกับแชร์ลูกโซ่ 99 คดี สอบสวนเสร็จสิ้นไปแล้ว 75 คดี อยู่ระหว่างการสอบสวน 24 คดี อยู่ระหว่างการสืบสวนอีกกว่า 43 คดี เมื่อนำมาแยกลักษณะของการกระทำผิดอย่างกว้างๆ พบว่าแผนประทุษกรรมในการกระทำความผิดนั้นจะมีความเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมในการใช้ชีวิตของมนุษย์

โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ประกอบด้วย 1.ประชาชนระดับรากหญ้า ส่วนใหญ่แชร์ลูกโซ่จะถูกแฝงตัวมาในรูปแบบการ “ฌาปนกิจสงเคราะห์” เนื่องจากเป็นความสัมพันธ์ในด้านพื้นฐานของชีวิตที่มีความต้องการให้ลูกหลานมีเงินเป็นทุนใช้จ่ายหลังเสียชีวิต โดยไม่ให้ส่งผลกระทบกับคนที่อยู่ข้างหลังได้รับความเดือดร้อน

กลุ่มที่ 2.ประชาชนทั่วไป ส่วนใหญ่เป็นคนระดับกลาง รูปแบบของแชร์ลูกโซ่จะมาในรูปของการชักชวนร่วมลงทุนในสินค้าหรือบริการต่างๆ ทั้งยังมีการแฝงรูปแบบของธุรกิจขายตรง เช่น แชร์น้ำมันหอมระเหย แชร์ก๋วยเตี๋ยว แชร์พวงมาลัย แชร์ลอตเตอรี่ เป็นต้น เนื่องจากผู้ลงทุนคาดหวังในผลกำไร และเป็นการลงทุนที่สะดวก ง่าย และไม่มีความซับซ้อน

กลุ่มที่ 3.ผู้มีเงินทุนและมีความรู้สูง คนร้ายจะพัฒนารูปแบบการลงทุนเป็นเรื่องการซื้อขายเงินตราต่างประเทศ การลงทุนเพื่อเก็งกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเงิน หรือการชักชวนให้ลงทุนซื้อขายโลหะมีค่า เช่น ทองคำ หุ้น ค่าเงิน เนื่องจากเป็นรูปแบบการลงทุนที่ถูกต้อง และมีผลตอบแทนค่อนข้างสูงให้เห็นในต่างประเทศ ประชาชนจึงหลงเชื่อตกเป็นเหยื่อได้โดยรู้ไม่ทันกลโกง

พ.ต.ต.วรณันให้ข้อสังเกตความแตกต่างระหว่าง “ธุรกิจการขายตรง” กับ “แชร์ลูกโซ่” ว่า “ธุรกิจการขายตรง” จะมีค่าธรรมเนียมในการเริ่มต้นธุรกิจใช้ทุนต่ำ ส่วนใหญ่เป็นค่าสมัครและคู่มือการดำเนินงานธุรกิจเท่านั้น มีการจำหน่ายสินค้าหลากหลายชนิด มีคุณภาพสูง ยอดขายมาจากการขายสินค้า โดยรายได้และตำแหน่งในสายงานขึ้นอยู่กับการทำงานและยอดขายสินค้าและบริการ มีการจดทะเบียนประกอบธุรกิจขายตรงกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และดำเนินการกิจการตามแผนธุรกิจที่แจ้งไว้ ส่วนเรื่องค่าตอบแทนสมเหตุสมผล มีสถานประกอบการที่มั่นคง

ส่วน “แชร์ลูกโซ่” มีค่า ธรรมเนียมสมัครใช้เงินลงทุนสูง ผู้สมัครต้องจ่ายค่าฝึกอบรมและบังคับซื้อสินค้าหรือบริการ ไม่สนใจการจำหน่ายสินค้าหรือบริการ มีสินค้าบังหน้า คุณภาพต่ำ ไม่ระบุแหล่งที่มาชัดเจน จ้างผลิตโดยไม่มีโรงงานของตัวเอง โดยผลกำไรส่วนใหญ่มาจากค่าสมัครสมาชิก รายได้ก็ขึ้นอยู่กับจำนวนสมาชิกที่หามาได้ในสังกัด เรียกว่า Up Line ไม่สนใจยอดขาย เป็นการจดทะเบียนประกอบธุรกิจขายตรงบังหน้ากับ สคบ. แต่ไม่ดำเนินการตามที่จดทะเบียน หรือไม่ได้มีการจดทะเบียนขออนุญาต อีกทั้งค่าตอบแทนมีอัตราสูงเกินความเป็นจริงด้วย สถานประกอบการ ไม่มั่นคงถาวร

การจะระงับยับยั้งปัญหาแชร์ลูกโซ่ให้มีประสิทธิภาพต้องดำเนินการโดยกลไกของรัฐ 2 ระดับ คือ 1.ระดับพื้นที่ มีองค์กรที่เกี่ยวข้องในกลไกป้องกันและแก้ไขปัญหาชัดเจน คือศูนย์ดำรงธรรมระดับจังหวัด อำเภอ ปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ใกล้ชิดกับปัญหามากที่สุด

2.ระดับส่วนกลาง  คือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกลไกดังกล่าว เพื่อแก้ไขปัญหาและป้องกัน อาทิ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค สำนักงานตำรวจแห่งชาติ  สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน กรมส่งเสริมวัฒนธรรม เป็นต้น ทั้งหมดจะช่วยกันทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาแชร์ลูกโซ่ในอนาคต

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน