
ร่าง รธน.พาประเทศถอยหลัง
สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จัดเวทีเสวนาในหัวข้อ “ปฏิรูปเลือกตั้ง ถอยหลัง หรือเดินหน้า”
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จัดเวทีเสวนาในหัวข้อ “ปฏิรูปเลือกตั้ง ถอยหลัง หรือเดินหน้า” โดยได้เชิญตัวแทนจากหลายฝ่ายเข้ามาร่วมอภิปรายและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
สมบัติ ธำรงธัญญวงศ์ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การปฏิรูปการเมือง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) แสดงความคิดเห็นว่า ระบบการเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสมตามที่คณะ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญกำหนดขึ้นมา จะทำให้เกิดปัญหาหลายต่อ เพราะหากไม่สามารถประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง สส.ระบบแบ่งเขตได้ ก็ไม่สามารถประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง สส.บัญชีรายชื่อได้เช่นกัน และก็ไม่อาจนับจำนวน สส.ได้ และท้ายที่สุดจะมีผลให้ไม่สามารถเปิดการประชุมรัฐสภาได้ และสภาผู้แทนราษฎรก็จะไม่สามารถเลือกนายกฯ ได้ด้วย นี่คือความยุ่งยากแบบสัดส่วนผสม
ประธาน กมธ.ปฏิรูปการเมือง กล่าวอีกว่า ตามปกติระบบสภาต้องเลือก สส.มาเป็นนายกฯ เพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงกับประชาชน เมื่อนำคนที่ไม่ได้เป็น สส.มาเป็นนายกฯ ระดับความเป็นประชาธิปไตยของประเทศก็ลดลง
“การจะบอกว่าให้คนนอกมาเป็นนายกฯ เพื่อแก้สถานการณ์วิกฤตนั้น หากเกิดเหตุการณ์ยุบสภา แล้วก็ไม่มีใครเป็นนายกฯ ได้” สมบัติ กล่าว
สมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านกิจการบริหารจัดการเลือกตั้ง ให้มุมมองทั้งในเชิงที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญที่ออกมาว่า เรื่องที่เห็นด้วยคือ การเลือกตั้ง สส.ระบบบัญชีรายชื่อแบบเปิด หรือโอเพ่นลิสต์ เพราะทำให้ประชาชนเป็นใหญ่อย่างแท้จริง มีอำนาจมากขึ้นในการเลือกตั้ง รวมไปถึงการให้คิดจำนวน สส.ที่ใช้ระบบบัญชีรายชื่อเป็นหลัก จะมีผลดีตรงที่เสียงประชาชน
ทุกเสียงมีความหมาย
ส่วนเรื่องที่ไม่เห็นด้วย กรรมการ กกต. ระบุว่า การเปิดโอกาสให้กลุ่มการเมืองเข้ามาสมัคร สส.ยังไม่ใช่แนวทางที่ดี เนื่องจากพรรคการเมืองจะอ่อนแอและเกิดการสร้างอำนาจต่อรองในสภาถือเป็นการถอยหลังไปถึง 20 ปี และที่สำคัญการไม่ให้ กกต.มีอำนาจแจกใบแดง นับว่าถอยหลังไป 10 ปี เพราะจะทำให้นักการเมืองไม่เกรงกลัวต่อการกระทำความผิด
สำหรับตัวแทนของพรรค การเมืองที่มาร่วมในเวทีนี้มีด้วยกัน 3 คน เริ่มจาก สามารถ แก้วมีชัย อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎรของพรรคเพื่อไทย โดยกล่าวว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นนวัตกรรมใหม่ในการทำลายความเข้มแข็งของพรรคการเมือง โดยการเลือกตั้ง สส.ระบบบัญชีรายชื่อแบบเปิด หรือโอเพ่นลิสต์ จะนำไปสู่การทำให้เกิดการหาเสียงแข่งกันเองภายในพรรค เท่ากับว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ถอยหลังไปก่อนรัฐธรรมนูญปี 2540
แกนนำพรรคเพื่อไทย มองว่า แบบนี้ความปรองดองจะไม่เกิด จะมีการทะเลาะกันละเอียดยิบทุกพื้นที่ เขียนได้แต่ในทางปฏิบัติลำบาก ก็ขอติติงไว้ อะไรที่แก้ไขได้ก็ช่วยกันแก้ไข เพราะยังมีโอกาสในการทบทวนใหม่ได้อยู่
“ไม่ได้เข้าข้างพรรคการเมือง แต่พรรคการเมืองเป็นที่รวมของคนที่มีอุดมการณ์และแนวนโยบายเหมือนกัน แต่หลังจากนี้จะเกิดกลุ่มการเมืองได้ง่ายขึ้นและไปสมัคร สส.ได้ คนเหล่านี้จะเขียนนโยบายและหาเสียงกับประชาชนอย่างไร ใครจะเป็นนายกฯ ใครจะเป็นรัฐมนตรี” อดีตรองประธานสภาวิจารณ์
ต่อด้วย จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า อ่านรัฐธรรมนูญมาแล้วทั้ง 315 มาตรา เห็นว่ากำลังออกแบบรัฐธรรมนูญพาทุกคนย้อนยุคไปในจุดที่เคยมีปัญหาและก้าวผ่านมาแล้ว ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องการให้เกิดรัฐบาลผสมและออกแบบสภาที่มี สส.เป็นเบี้ยหัวแตก
“กลุ่มการเมืองได้รับสิทธิพิเศษมากกว่าพรรคการเมืองที่จดทะเบียนกับ กกต. เป็นเหมือนอภิสิทธิ์ชน สุดท้ายกลายเป็นการเมืองสองมาตรฐาน เป็นการทำลายพรรค การเมืองให้อ่อนแอ และจะเกิดการขายตัว ถอนตัว ต่อรองอำนาจต่อรองโควตารัฐมนตรีกับนายกฯ” จุรินทร์ กล่าวคัดค้าน
นิกร จำนง ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า รัฐธรรมนูญนี้ถือว่าเดินหน้าไปสู่ความล่มจม การใช้ภาคนิยมเป็นเรื่องอันตรายอย่างมาก ยิ่งเกิดการใช้นโยบายกับรากหญ้า ทำให้การเมืองเสียดุลยภาพ การเลือก สส.ของประชาชนจะเป็นการเลือกแบบหวังน้ำบ่อหน้า นอกจากนี้ยังคิดว่า สว.ที่มาจากการแต่งตั้งควรมีอำนาจลดลง เพราะไม่ได้มาจากประชาชน
ขณะที่ พล.ท.นาวิน ดำริกาญจน์ กมธ.ยกร่างฯ อธิบายถึงเจตนารมณ์ของระบบเลือกตั้งแบบใหม่ว่า ยินดีรับฟังเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากทุกฝ่าย แต่ยืนยันว่าเราไม่ได้ออกแบบมาเพื่อทำลายพรรคการเมือง แต่ต้องการให้ทุกเสียงของประชาชนมีความหมาย
“ที่ผ่านมา สส.ระบบเขตเลือกตั้งหลายคนได้รับคะแนนจากประชาชนประมาณ 30-45% เท่านั้น ซึ่งแสดงว่ายังมีประชาชนที่ไม่ได้เลือกอีกราว 60-65% แต่วันนี้เราทำให้เสียง 60% มีค่ากลับคืนมา และยังเปิดโอกาสให้มีกลุ่มการเมืองลงเลือกตั้ง เช่น กลุ่มสิ่งแวดล้อม หรือกลุ่มอื่นๆ เข้ามามีปากมีเสียงในสภาสมัครเลือกตั้ง เพื่อให้มีโอกาสมาสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับสังคม” พล.ท.นาวิน ระบุ
ด้าน สุภัทรา นาคะผิว กมธ.ยกร่างฯ ได้กล่าวเสริมว่า เราต้องไว้ใจประชาชนและศรัทธาประชาชน เราต้องทำให้พลเมืองมีความเข้มแข็ง ในการเลือกตั้งครั้งหน้าเราจะเห็นคนหลากหลาย เราจะเปิดพื้นที่ให้คนกลุ่มน้อยกลุ่มเล็ก เราไม่อยากเห็นการเมืองที่เป็นของกลุ่มหรือตระกูลทางการเมืองเหมือนที่ผ่านมา
“ไม่อยากให้มองไปที่กลุ่มการเมืองแบบสีเสื้อ เราไม่มีเจตนาทำลายความเข้มแข็งพรรคการเมือง” สุภัทรา กล่าวสรุป







